Part of speech คือ หน้าที่ของคํา ภาษาอังกฤษ มีอะไรบ้าง พร้อมตัวอย่างประโยค 2026

Part of Speech คือระบบการจำแนกประเภทและหน้าที่ของคำในภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถแต่งประโยคได้อย่างถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ การเข้าใจหน้าที่ของคำแต่ละชนิดไม่ว่าจะเป็นคำนาม คำกริยา หรือคำคุณศัพท์ จะช่วยลดปัญหาการแปลความหมายผิดพลาดและช่วยให้ทำข้อสอบได้อย่างรวดเร็ว (อัปเดต 2026)
สรุป Part of speech
Part of Speech คืออะไร
“Part of Speech คือหัวใจหลักของไวยากรณ์ภาษาอังกฤษที่ทำหน้าที่กำหนดบทบาทและตำแหน่งของคำในประโยค เพื่อให้การสื่อสารมีความหมายที่สมบูรณ์และถูกต้องตามบริบท”
Part of speech คือหน้าที่ของคำหรือประเภทของคำในภาษาอังกฤษ ซึ่งแต่ละหน้าที่จะมีตำแหน่งการจัดเรียงและตำแหน่งการวางคำในประโยคแตกต่างกันออกไป Part of speech ถือเป็นไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ (Grammar) หัวข้อหนึ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับผู้เรียนภาษาอังกฤษที่ต้องรู้ เวลาเปิดพจนานุกรม (dictionary) เพื่อค้นหาความหมายของคำศัพท์ ควรต้องดูหน้าที่ของคำ (part of speech) ด้วยว่าคำศัพท์นั้นทำหน้าที่ หรือมี part of speech เป็นอะไรได้บ้าง เพื่อจะได้นำมาประกอบประโยค สร้างประโยคภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้อง เพราะหลาย ๆ คำในภาษาอังกฤษจะมีความหมายต่างกันเมื่อทำหน้าที่ part of speech ต่างกัน ซึ่งถ้าเรารู้ว่าคำที่อยู่ส่วนนั้นของประโยคทำหน้าที่อะไร ก็จะเลือกคำแปลได้อย่างถูกต้อง และเข้าใจประโยคภาษาอังกฤษ รวมถึงเขียนประโยคภาษาอังกฤษเองได้อย่างถูกต้องครับ
- ข้อควรระวัง หลายคนมักสับสนและค้นหาคำว่า past of speed ซึ่งแท้จริงแล้ว past of speed คือการสะกดผิดของคำว่า part of speech นั่นเองครับ
ทำไมคนไทยถึงมักมีปัญหาเรื่อง Part of Speech
จากประสบการณ์ที่ผม (อ.ต้นอมร) เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยและวิทยากรอบรมภาษาอังกฤษ (Corporate Trainer) ผมพบว่าผู้เรียนชาวไทยมักติดปัญหาความเคยชินจากภาษาแม่ (L1 Interference) เช่นการแปลจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษแบบตรงตัว (Word-for-word translation) เนื่องจากโครงสร้างภาษาไทยไม่ได้เคร่งครัดเรื่องการเปลี่ยนรูปคำตามหน้าที่ ทำให้เกิดการใช้ระดับภาษาผิดบริบท การเรียนรู้ Part of Speech ที่ดีที่สุดตามหลักการ The Four Strands ของอาจารย์ Paul Nation คือการรักษาสมดุลระหว่างการศึกษาความหมายผ่านบริบทและการทำความเข้าใจโครงสร้างไวยากรณ์เฉพาะจุด ควบคู่ไปกับการรับสารที่เข้าใจได้ (Comprehensible Input) ตามทฤษฎีของ Stephen Krashen เพื่อให้สมองซึมซับหน้าที่ของคำโดยธรรมชาติ
อาจารย์ต้นอมรจึงแนะนำให้ประยุกต์ใช้ The Linguistic Trinity หรือ 3D Grammar Framework ในการทำความเข้าใจหน้าที่ของคำ ซึ่งครอบคลุมทั้งโครงสร้าง (Form) ความหมาย (Meaning) และการนำไปใช้ให้ถูกกาลเทศะ (Use) ครับ
Parts of Speech มีอะไรบ้าง
ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษส่วนใหญ่จะแบ่ง Parts of Speech หน้าที่ของคำภาษาอังกฤษออกเป็น 8 อย่าง คือ Noun (คำนาม) Pronoun (คำสรรพนาม) Verb (คำกริยา) Adjective (คำคุณศัพท์) Adverb (คำกริยาวิเศษณ์) Preposition (คำบุพบท) Conjunction (คำสันธานหรือคำเชื่อม) และ Interjection (คำอุทาน) ซึ่งนอกจาก Parts of Speech ทั้ง 8 ชนิดนี้แล้ว ก็อาจจัดประเภทอื่น ๆ ได้อีกอย่างเช่น Determiner (คำนำหน้านาม)
1. Noun คำนาม
“Noun หรือคำนาม คือคำที่ใช้เรียกแทนคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ ตลอดจนแนวคิดและสิ่งที่เป็นนามธรรมเพื่อระบุตัวตนของสิ่งเหล่านั้นในประโยค”
ตัวอย่างเช่น Tony โทนี่ (ชื่อคน) man ผู้ชาย (คน) table โต๊ะ (สิ่งของ) Bangkok กรุงเทพ (สถานที่) cat แมว (สัตว์) kindness ความกรุณา (คุณสมบัติ) โดยคำนามสามารถแบ่งได้หลากหลายวิธีและหมวดหมู่ เบื้องต้นที่ควรรู้จักคือประเภท (type) และหน้าที่ (function) ของคำนาม
ตัวอย่าง Noun (คำนาม) ภาษาอังกฤษ
- Common Noun หรือ คำนามทั่วไป คือคำนามที่ใช้เรียกคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ แบบไม่เฉพาะเจาะจง เช่น boy, man, city, university
- Proper Noun หรือ คำนามชี้เฉพาะ คือคำนามที่เป็นชื่อเฉพาะของคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ นั้น ๆ เวลาเขียนจะต้องขึ้นต้นด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ เช่น Tony, Bangkok, Kasetsart
ตัวอย่างการใช้ Noun (คำนาม) ในประโยคภาษาอังกฤษ
- Tony visited a city in Japan. (โทนี่ไปเยี่ยมเมืองหนึ่งในประเทศญี่ปุ่น)
- Tony has three cars. (โทนี่มีรถสามคัน)
- His brother is a teacher. (น้องชายของเขาเป็นครู)
- It is your kindness. (มันเป็นความกรุณาของคุณ)
2. Pronoun คำสรรพนาม
“Pronoun หรือคำสรรพนาม คือคำที่ใช้เรียกแทนคำนามที่กล่าวถึงไปแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้คำนามนั้นซ้ำไปซ้ำมาทำให้การสื่อสารมีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น”
คำสรรพนาม 7 คำที่ควรรู้จักคือ I (ฉัน) you (คุณ พวกคุณ) we (พวกเรา) they (พวกเขา) he (เขาผู้ชาย) she (หล่อนผู้หญิง) it (มัน)
ข้อน่าสังเกตสำหรับ pronoun บางคำในกลุ่มนี้คือ
- คำสรรพนาม you เป็นได้ทั้งเอกพจน์ (คุณคนเดียว) และพหูพจน์ (พวกคุณหลายคน)
คำสรรพนาม they และ it มักใช้ได้กับทั้งสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต เช่น It is a cat. It is a table. They are cats. They are tables.
3. Verb คำกริยา
“Verb หรือคำกริยา คือคำที่เป็นแกนหลักของประโยค ทำหน้าที่แสดงการกระทำ สภาวะ หรือความเป็นอยู่ของประธานในประโยคนั้นๆ”
คำที่ใช้แสดงการกระทำหรือสถานะของคำนาม (หรือสรรพนาม) เช่น buy = ซื้อ, like = ชอบ, want = ต้องการ, see = เห็น, sell = ขาย, go = ไป, walk = เดิน, run = วิ่ง, come = มา, sit = นั่ง, smile = ยิ้ม ฯลฯ โดยประเภทของคำกริยาเบื้องต้นที่ผู้เรียนภาษาอังกฤษควรรู้จักมี 2 ประเภทหลักคือ Main verb (คำกริยาหลัก) และ Helping verb (คำกริยาช่วย)
4. Adverb กริยาวิเศษณ์
“Adverb หรือกริยาวิเศษณ์ คือคำที่ทำหน้าที่ขยายคำกริยา คำคุณศัพท์ หรือแม้แต่กริยาวิเศษณ์ด้วยกันเอง เพื่อบอกรายละเอียดเพิ่มเติมว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นอย่างไร เมื่อไหร่ หรือบ่อยแค่ไหน”
คำที่ใช้ขยายคำกริยา คำคุณศัพท์ และขยายกริยาวิเศษณ์ด้วยกันเอง มักจะลงท้ายด้วย ly แต่ไม่ลงท้ายด้วย ly ก็มีเช่นกันครับ ตัวอย่างเช่น
He learns hard everyday.
= เขาเรียนหนักทุกวัน (ขยาย learn) *ทำไม learn ในประโยคนี้จึงเติม s สามารถอ่านทำความเข้าใจได้ที่เรื่อง คำกริยา
= I walk very carefully.
ฉันเดินอย่างระมัดระวังมาก
5. Adjective คำคุณศัพท์
“Adjective หรือคำคุณศัพท์ คือคำที่ใช้ขยายหรืออธิบายลักษณะของคำนามและคำสรรพนาม เพื่อให้ผู้ฟังเห็นภาพและเข้าใจรายละเอียดได้ชัดเจนยิ่งขึ้น”
คำที่ทำหน้าที่ขยายคำนามและสรรพนาม เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนมากขึ้น เช่น
white = ขาว
black = ดำ
small = เล็ก
big = ใหญ่
good = ดี
bad = เลว
6. Preposition คำบุพบท
“Preposition หรือคำบุพบท คือคำที่ทำหน้าที่เชื่อมคำนามหรือสรรพนามเข้ากับส่วนอื่นๆ ของประโยค เพื่อบอกความสัมพันธ์ด้านเวลา สถานที่ หรือทิศทาง”
คำที่ใช้แสดงความสัมพันธ์ระหว่าง Noun (หรือ Pronoun) กับคำอื่นๆ ในประโยค เช่น
He lays his book on the table. (แสดงสถานที่)
= เขาวางหนังสือบนโต๊ะ
He will go with me. (แสดงสัมพันธ์ สรรพนามกับกริยา)
= เขาจะไปกับผม
He came here before me. (แสดงเวลา)
= เขามาที่นี่ก่อนผม
7. Conjunction คำสันธาน
“Conjunction หรือคำสันธาน คือคำที่ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมประโยค วลี หรือคำชนิดเดียวกันเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างประโยคที่มีความซับซ้อนและสละสลวยขึ้น”
คำที่ใช้เชื่อมประโยค วลี กริยา เข้าด้วยกัน โดยทั่วไปมักจะเชื่อมคำชนิดเดียวกัน เช่น
Chris and Lookkade are friends. (เชื่อมนามกับนาม)
= คริสกับลูกเกดเป็นเพื่อนกัน
You and I go to school everyday. (สรรพนามกับสรรพนาม)
= คุณและฉันไปโรงเรียนทุกวัน
He likes coffee as well as tea (เชื่อมนามกับนาม)
= เขาชอบกาแฟเช่นเดียวกับชา
8. Interjection คำอุทาน
“Interjection หรือคำอุทาน คือคำที่ใช้เปล่งเสียงออกมาเพื่อแสดงอารมณ์หรือความรู้สึกที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน โดยมักไม่มีผลต่อโครงสร้างไวยากรณ์หลักของประโยค”
คำอุทานแสดงอารมณ์ ความรู้สึก เช่น Oh! Wow! Ah!
เทคนิคทำข้อสอบ TOEIC ด้วย Part of Speech
จากประสบการณ์การเป็น Academic Reviewer ผมขอยืนยันว่าการแม่นยำเรื่อง Part of Speech คือทางลัดที่ช่วยให้ผู้เรียนหลุดพ้นจากหลุมพรางข้อสอบ (The Exam Trap) ที่ชอบนำมาหลอกเราได้อย่างมีประสิทธิภาพมากครับ สำหรับการทำข้อสอบ TOEIC ในพาร์ท Reading ผู้สอบไม่จำเป็นต้องแปลคำศัพท์ออกทุกคำ หากเราสามารถวิเคราะห์โครงสร้างแบบ Lexical Chunking และมองเห็นตำแหน่งของคำในประโยค เราจะสามารถตัดช้อยส์หรือตัวเลือกที่เป็นตัวลวงที่ผิดทิ้งและเลือกคำตอบที่ถูกต้องได้เร็วขึ้นกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งช่วยประหยัดเวลาและเพิ่มความแม่นยำได้อย่างมหาศาลครับ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับ Part of Speech
1. ทำไมการเรียน Part of Speech จึงสำคัญต่อการเก่งภาษาอังกฤษ
การเรียนรู้หน้าที่ของคำเปรียบเสมือนการทำความเข้าใจรากฐานและพิมพ์เขียวของภาษา เมื่อเราทราบว่าคำแต่ละประเภททำหน้าที่อะไร เราจะสามารถประกอบประโยคได้อย่างถูกต้อง ลดความสับสนในการสื่อสาร และช่วยให้การเปิดพจนานุกรมเพื่อหาความหมายของคำมีประสิทธิภาพสูงสุดครับ
2. คำศัพท์ภาษาอังกฤษหนึ่งคำสามารถมีหลาย Part of Speech ได้หรือไม่
คำศัพท์หนึ่งคำสามารถมีหน้าที่ได้หลายประเภทขึ้นอยู่กับตำแหน่งในประโยค ตัวอย่างเช่นคำว่า “book” สามารถเป็นได้ทั้งคำนาม (หนังสือ) และคำกริยา (จอง) ดังนั้นการตีความหมายจึงต้องพิจารณาจากบริบทรอบข้างเสมอครับ
3. ผู้เรียนจะสามารถแยกแยะ Part of Speech ของคำศัพท์อย่างรวดเร็วได้อย่างไร
เราสามารถสังเกตได้จากตำแหน่งของคำในประโยคและส่วนต่อท้ายคำ (Suffix) ตัวอย่างเช่น คำที่ลงท้ายด้วย -ment หรือ -tion มักจะเป็นคำนาม คำที่ลงท้ายด้วย -ful หรือ -ous มักจะเป็นคำคุณศัพท์ และคำที่ลงท้ายด้วย -ly ส่วนใหญ่มักจะเป็นกริยาวิเศษณ์ครับ
4. นอกเหนือจาก 8 ชนิดพื้นฐานนี้ยังมี Part of Speech ประเภทอื่นอีกหรือไม่
ในหลักไวยากรณ์ยุคใหม่ นักภาษาศาสตร์บางท่านได้จัดให้ Determiner หรือคำนำหน้านาม (เช่น a, an, the, this, that) แยกออกมาเป็น Part of Speech อีกชนิดหนึ่ง เนื่องจากมีหน้าที่เฉพาะเจาะจงในการกำหนดขอบเขตของคำนามอย่างชัดเจนครับ
5. การจำ Part of Speech ช่วยเรื่องการสื่อสารในชีวิตจริงได้อย่างไร
การเข้าใจหน้าที่ของคำจะช่วยให้เราเรียงลำดับประโยคในสมองได้เป็นธรรมชาติมากขึ้น ลดปัญหาการติดขัดระหว่างการพูด และช่วยให้เราสามารถส่งออกภาษา (Output) ได้อย่างมั่นใจและมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้นครับ
สรุปใจความสำคัญ (Key Takeaways)
- รากฐานที่สำคัญ: Part of Speech คือการจำแนกหน้าที่ของคำ 8 ชนิด ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ขาดไม่ได้ในการเรียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ
- เปิดดิกชันนารีได้แม่นยำ: การรู้หน้าที่ของคำช่วยให้เราตีความหมายจากพจนานุกรมได้ถูกต้องตามบริบท
- แก้ปัญหาการแปลตรงตัว: การเข้าใจโครงสร้างภาษาอังกฤษช่วยลดข้อผิดพลาดจากการแปลแบบคำต่อคำจากภาษาไทย
- ตัวช่วยในการสอบ: การแม่นยำโครงสร้างและหน้าที่ของคำคือเทคนิคสำคัญในการตัดช้อยส์ข้อสอบ TOEIC ให้รวดเร็วและแม่นยำขึ้นครับ





