สรุป tense ทั้ง 12 อย่างละเอียด โครงสร้าง พร้อมตัวอย่าง อัปเดต 2026

Tense (กาล) ในภาษาอังกฤษ คือรูปแบบของคำกริยาที่ผันเพื่อบอกเวลาและสถานะของการกระทำ แบ่งเป็น 3 เวลาหลัก ได้แก่ อดีต (Past) ปัจจุบัน (Present) และอนาคต (Future) โดยแต่ละเวลาจะแบ่งย่อยเป็น 4 รูปแบบ (Simple, Continuous, Perfect, Perfect Continuous) รวมเป็นโครงสร้าง Tense ทั้งหมด 12 แบบ ทั้งนี้โครงสร้างที่เจ้าของภาษาใช้บ่อยที่สุดในชีวิตประจำวันกว่า 80 เปอร์เซ็นต์คือ Present Simple (บอกข้อเท็จจริง) Past Simple (เล่าอดีต) และ Future Simple (บอกแผนการ)
สรุปความหมายของ Tense
Tense หรือกาลในภาษาอังกฤษ คือรูปแบบของคำกริยาที่บอกว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในช่วงเวลาใด โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 กาลเวลาหลักตามช่วงเวลา คือ อดีต (Past) ปัจจุบัน (Present) และอนาคต (Future)
โดยที่ 3 กาลเวลาหลักนี้ ยังสามารถแบ่งย่อยออกเป็นประเภทเล็กๆ ได้อีก 4 รูปแบบ คือ Simple (เรียบง่าย ทั่วไป) Continuous (กำลังดำเนินอยู่) Perfect (สมบูรณ์แล้ว หรือส่งผลถึงอีกเวลาหนึ่ง) และ Perfect Continuous (ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องและสมบูรณ์) เพื่อบ่งบอกลักษณะการเกิดของเหตุการณ์ที่แตกต่างกัน ดังนั้นกาลเวลาในภาษาอังกฤษจึงมีทั้งหมด 12 รูปแบบครับ
ตารางสรุปโครงสร้าง Tense ทั้ง 12
เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพรวมและสามารถนำข้อมูลนี้ไปอ้างอิงได้ทันที ผมได้จัดทำตารางเปรียบเทียบโครงสร้างมาให้ดูกันก่อนที่จะไปเจาะลึกในแต่ละกาลเวลาครับ โดย V.0 ในที่นี้จะหมายถึงคำกริยาที่ไม่มีการผันหรือเปลี่ยนรูปนะครับ
| ชื่อกาลเวลา | โครงสร้างประโยค |
| Present Simple | S. + V.1 |
| Present Continuous | S. + is/am/are + V.ing |
| Present Perfect | S. + has/have + V.3 |
| Present Perfect Continuous | S. + has/have + been + V.ing |
| Past Simple | S. + V.2 |
| Past Continuous | S. + was/were + V.ing |
| Past Perfect | S. + had + V.3 |
| Past Perfect Continuous | S. + had + been + V.ing |
| Future Simple | S. + will + V.0 |
| Future Continuous | S. + will + be + V.ing |
| Future Perfect | S. + will + have + V.3 |
| Future Perfect Continuous | S. + will + have + been + V.ing |
หมายเหตุ: ข้อมูลโครงสร้างอ้างอิงจากตาราง Tense ภาษาอังกฤษ
| Tense | Present (ปัจจุบัน) | Past (อดีต) | Future (อนาคต) |
|---|---|---|---|
| Simple | S. + V.1 | S. + V.2 | S. + will + V.0 |
| Continuous | S. + is/am/are + V.ing | S. + was/were + V.ing | S. + will + be + V.ing |
| Perfect | S. + has/have + V.3 | S. + had + V.3 | S. + will + have + V.3 |
| Perfect Continuous | S. + has/have + been + V.ing | S. + had + been + V.ing | S. + will + have + been + V.ing |
Present Tense
เราใช้ Present Tense (ปัจจุบันกาล) เพื่อพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยแบ่งออกเป็น 4 กรณี ตาม tenses ย่อย คือ 1. Simple 2. Continuous 3. Perfect และ 4. Perfect Continuous ดังโครงสร้างและลักษณะการใช้ต่อไปนี้
1. Present Simple
สรุปการใช้ Present Simple ใช้อย่างไร
1. ใช้กับเหตุการณ์ที่ทำเป็นกิจวัตรประจำวัน หรือทำเป็นนิสัย มักมีคำกริยาวิเศษณ์บอกความถี่ (Adverb of Frequency) อย่างเช่น always (เป็นประจำ / สม่ำเสมอ), usually (โดยปกติ), often (บ่อยครั้ง), sometimes (บางครั้ง), occasionally (บางครั้ง), rarely (แทบจะไม่), seldom (แทบจะไม่), barely (แทบจะไม่), hardly (แทบจะไม่), scarcely (แทบจะไม่), never (ไม่เคย), every day / every … (ทุกวัน / ทุก … ), once a week (1 ครั้งต่อสัปดาห์), twice a year (2 ครั้งต่อปี), three times a day (3 ครั้งต่อวัน)
- I always drink coffee in the morning.
ฉันดื่มกาแฟในตอนเช้าเสมอ
2. ใช้กับเหตุการณ์ที่เป็นความจริงทั่วไป ข้อเท็จจริงทางธรรมชาติหรือวิทยาศาสตร์
- The Earth revolves around the sun.
โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์
3. ใช้กับตารางเวลา อย่างเช่น ตารางรถไฟ ตารางบิน ตารางฉายภาพยนตร์
- The train departs from platform 4 at 10:30 every morning.
รถไฟออกจากชานชาลาหมายเลขสี่ ทุกเช้าเวลา 10:30 น.
2. Present Continuous
สรุปการใช้ Present Continuous ใช้อย่างไร
1. ใช้กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ มักมีคำกริยาวิเศษณ์บอกเวลา (Adverb of Time) ต่อไปนี้
now, right now, at the moment, at present (ตอนนี้ / ในขณะนี้), currently (ในปัจจุบัน)
- I am studying for my exam at the moment.
ตอนนี้ฉันกำลังอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบอยู่
2. ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ อาจกินระยะเวลาหนึ่ง
- I am learning Japanese this semester.
ฉันกำลังเรียนภาษาญี่ปุ่นในภาคเรียนนี้
3. ใช้กับเหตุการณ์ที่วางแผนไว้แล้ว ว่าจะเกิดขึ้นแน่นอนในอนาคตอันใกล้
- I am visiting my boyfriend this evening.
ฉันจะไปหาแฟนหนุ่มของฉันเย็นนี้
3. Present Perfect
สรุปการใช้ Present Perfect ใช้อย่างไร
1. ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต ดำเนินมาถึงปัจจุบัน และอาจจะต่อเนื่องไปยังอนาคต มักมีคำต่อไปนี้
since (ตั้งแต่), for (เป็นเวลา), so far (จนถึงทุกวันนี้), ever since
- I have taught English for many years.
ฉันสอนภาษาอังกฤษมาหลายปีแล้ว
2. ใช้กับเหตุการณ์ที่เพิ่งทำเสร็จ หรือจบไปไม่นาน มักมีคำต่อไปนี้
yet (ยัง), just (เพิ่งจะ), already (แล้ว)
- He has just arrived at the airport.
เขาเพิ่งถึงสนามบิน
3. ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดในช่วงเวลาหนึ่ง แต่อาจจะยังไม่จบในช่วงเวลานั้น
- I have met my boyfriend twice this week.
สัปดาห์นี้ฉันพบกับแฟนหนุ่มของฉันไปแล้วสองครั้ง
4. ใช้เพื่อบอกว่าเคย หรือไม่เคยทำสิ่งใด มักมีคำต่อไปนี้
never (ไม่เคย), before (มาก่อน)
- I have never visited that museum before.
ฉันไม่เคยไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์แห่งนั้นมาก่อน
5. ใช้กับเหตุการณ์ในอดีตที่ไม่ได้ระบุเวลา หรือไม่รู้เวลาที่ชัดเจน
- I have been to Japan.
ฉันเคยไปญี่ปุ่น
4. Present Perfect Continuous
สรุปการใช้ Present Perfect Continuous ใช้อย่างไร
1. ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต ดำเนินมาถึงปัจจุบัน (ซึ่งกำลังทำอยู่ด้วย) และอาจจะต่อเนื่องไปยังอนาคต มีวิธีใช้เหมือนกับ Present Perfect ในข้อ 1 เพียงแต่ Present Perfect Continuous จะเน้นความต่อเนื่องของเหตุการณ์มากกว่า
- I have been living in America since 2010.
ฉันอาศัยอยู่ในอเมริกามาตั้งแต่ปี 2010
บางกรณีอาจใช้แทน Present Perfect ได้
Past Tense
เราใช้ Past Tense (อดีตกาล) เพื่อบอกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต โดยแบ่งออกเป็น 4 กรณี ตาม tenses ย่อย คือ 1. Simple 2. Continuous 3. Perfect และ 4. Perfect Continuous ดังโครงสร้างและลักษณะการใช้ต่อไปนี้
1. Past Simple
สรุปการใช้ Past Simple ใช้อย่างไร
1. ใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและจบลงแล้วในอดีต มักมีคำกริยาวิเศษณ์บอกเวลา (Adverb of Time) ต่อไปนี้
yesterday (เมื่อวาน), the day before yesterday (เมื่อวานซืน), last week / last … (สัปดาห์ที่แล้ว / … ที่แล้ว), two days ago / … ago (สองวันที่แล้ว / … ที่แล้ว), in 1997 / in … (ในปี 1997 / ในปี … )
- I visited the museum yesterday.
ฉันไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เมื่อวานนี้
2. ใช้กับสิ่งที่เคยทำเป็นกิจวัตรในอดีต แต่ปัจจุบันไม่ได้ทำแล้ว มักมีคำกริยาวิเศษณ์บอกความถี่ (Adverb of Frequency) เช่นเดียวกับ Present Simple
- I always went to the gym in the evening last month.
ฉันมักจะไปยิมในตอนเย็นเมื่อเดือนที่แล้ว
2. Past Continuous
สรุปการใช้ Past Continuous ใช้อย่างไร
1. ใช้กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในอดีต มักมีคำบอกเวลาที่เจาะจงและชัดเจน เช่น at 9 o’clock last night (เมื่อคืนตอนสามทุ่ม)
- I was cooking dinner at 7 o’clock last night.
เมื่อคืนนี้ตอนหนึ่งทุ่มฉันกำลังทำอาหารเย็น
2. ใช้กับเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันในอดีต มักมีคำเชื่อมประโยค คือ while (ในขณะที่)
- I was cooking while he was playing football.
ฉันกำลังทำอาหารในขณะที่เขากำลังเล่นฟุตบอล
3. ใช้กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในอดีต แล้วมีอีกเหตุการณ์หนึ่งเข้ามาขัดจังหวะ โดยเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่จะใช้ Past Continuous ส่วนเหตุการณ์ที่เข้ามาขัดจังหวะจะใช้ Past Simple และมักมีคำเชื่อมประโยคคือ when (เมื่อ / ตอนที่) + Past Simple หรือ while / as (ในขณะที่) + Past Continuous
- I was cooking when he arrived.
ฉันกำลังทำอาหารตอนที่เขามาถึง
3. Past Perfect
1. ใช้ในกรณีที่มีเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์เกิดขึ้นก่อนและหลัง โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน ดำเนินมาระยะเวลาหนึ่งและจบลงแล้ว จะใช้ Past Perfect ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดตามมาจะใช้ Past Simple และมักมีคำเชื่อมประโยคต่อไปนี้
before (ก่อน), after (หลังจาก), until (จนกระทั่ง), by the time (ในขณะที่)
- After I had finished my homework, I went to the library to study.
หลังจากฉันทำการบ้านเสร็จฉันก็ไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุด
(เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนคือ After I had finished my homework เป็น Past Perfect Tense)
4. Past Perfect Continuous
สรุปการใช้ Past Perfect Continuous ใช้อย่างไร
1. มักใช้ในกรณีที่มีเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์เกิดขึ้นก่อนและหลัง โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน ดำเนินมาระยะเวลาหนึ่งอย่างต่อเนื่อง และจบลงก่อนที่อีกเหตุการณ์หนึ่งจะแทรกขึ้นมาในอดีต จะใช้ Past Perfect Continuous ส่วนเหตุการณ์ที่แทรกหรือเกิดตามมา จะใช้ Past Simple
- Guests had been waiting when they arrived at the party.
แขกกำลังรออยู่ตอนที่พวกเขามาถึงงานเลี้ยง
(เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนอย่างต่อเนื่องคือ Guests had been waiting เป็น Past Perfect Continuous Tense)
Future Tense
เราใช้ Future Tense (อนาคตกาล) เพื่อบอกเล่าเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยแบ่งออกเป็น 4 กรณี ตาม tenses ย่อย คือ 1. Simple 2. Continuous 3. Perfect และ 4. Perfect Continuous ดังโครงสร้างและลักษณะการใช้ต่อไปนี้
1. Future Simple
สรุปการใช้ Future Simple ใช้อย่างไร
1. ใช้กับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต มักมีคำกริยาวิเศษณ์บอกเวลา (Adverb of Time)
- I will go to Japan next month.
ฉันจะไปญี่ปุ่นเดือนหน้า
2. ใช้กับเหตุการณ์ที่เพิ่งตัดสินใจขณะที่พูด ไม่ได้วางแผนล่วงหน้า
- I will give it a try.
ฉันจะลองดู
2. Future Continuous
สรุปการใช้ Future Continuous ใช้อย่างไร
1. ใช้กับเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต มักมีคำบอกเวลาที่เจาะจงและชัดเจน
- I will be learning Japanese at 9 o’clock tomorrow.
พรุ่งนี้ตอน 9 โมงเช้าฉันจะกำลังเรียนภาษาญี่ปุ่น
3. Future Perfect
สรุปการใช้ Future Perfect ใช้อย่างไร
1. ใช้กับเหตุการณ์ที่คาดว่าจะจบในอนาคต โดยที่เหตุการณ์นั้นจะเริ่มตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน หรืออนาคตก็ได้
- I will have saved enough money to buy a new car by the end of the year.
ฉันจะมีเงินมากพอที่จะซื้อรถใหม่ภายในสิ้นปีนี้
2. ใช้ในกรณีที่คาดว่าจะเกิดเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ขึ้นในอนาคต โดยเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นและจบลงก่อนจะใช้ Future Perfect ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดตามมา จะใช้ Present Simple
- I will have finished my homework by the time he arrives.
ฉันคงจะทำการบ้านเสร็จแล้วตอนที่เขามาถึง
4. Future Perfect Continuous
สรุปการใช้ Future Perfect Continuous ใช้อย่างไร
1. ใช้กับเหตุการณ์ที่คาดว่าจะจบในอนาคต สามารถบอกได้ว่าเกิดขึ้นมานานแค่ไหน และแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์ด้วย โดยที่เหตุการณ์นั้นจะเริ่มตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน หรืออนาคตก็ได้
- He will have been working with me for ten years by this February.
เขาจะทำงานร่วมกับฉันครบสิบปีภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้
2. ใช้เมื่อพูดถึงเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ที่อาจจะเกิดในอนาคต โดยเหตุการณ์แรกที่เกิดขึ้นจบลงก่อน และบอกระยะเวลาที่เกิดอย่างชัดเจน จะใช้ Future Perfect Continuous ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดตามมาจะใช้ Present Simple
- I will have been living in this city for five years by the time I graduate.
ฉันจะอยู่ในเมืองนี้เป็นเวลาห้าปีตอนที่ฉันเรียนจบ
เทคนิคการเรียนรู้ Tense จากประสบการณ์สอนจริง
ในฐานะที่ผม อ.ต้นอมร เป็นอาจารย์พิเศษมหาวิทยาลัยและวิทยากรอบรมภาษาอังกฤษให้กับองค์กรชั้นนำ ผมพบว่าลูกศิษย์ชาวไทยส่วนใหญ่แม่นยำเรื่องกฎไวยากรณ์ในกระดาษมากครับ แต่พอถึงเวลาต้องพูดคุยโต้ตอบในชีวิตจริงกลับนึกรูปประโยคไม่ออกและพูดตะกุกตะกัก
ประสบการณ์สอนและการศึกษางานวิจัยระดับสากลทำให้ผมค้นพบความลับอย่างหนึ่งครับ นั่นคือคนเราจะซึมซับภาษาและนำไปใช้งานได้ดีที่สุดก็ต่อเมื่อเราได้รับข้อมูลที่ “เข้าใจความหมาย” และเป็นเรื่องที่ “สนใจ” อย่างสม่ำเสมอ
หมายความว่าถ้าเราอยากใช้กาลเวลาต่างๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ เราต้องลดการท่องจำตารางแบบนกแก้วนกขุนทองลง แล้วหันไปอ่านบทความหรือฟังข่าวภาษาอังกฤษที่เราชื่นชอบแทนครับ เมื่อเราเห็นฝรั่งเล่าประสบการณ์ชีวิตบ่อยๆ สมองของเราจะเรียนรู้และจดจำบริบทนั้นได้เองโดยอัตโนมัติ
นอกจากนี้การถูกบังคับให้ท่องจำตารางโครงสร้างที่ซับซ้อนเกินไปจะสร้างความกดดันและความเครียด ซึ่งความกังวลเหล่านี้แหละครับที่เป็น “กำแพงในใจ” กั้นไม่ให้เราเรียนรู้ภาษาใหม่ได้สำเร็จ ดังนั้นเวลาผมสอนลูกศิษย์ ผมจะเน้นให้ทุกคนทำใจให้สบาย ผ่อนคลาย และเปลี่ยนบรรยากาศการเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่กล้าลองผิดลองถูกครับ
และที่สำคัญที่สุดคือ “การจัดสรรเวลา” ครับ หลายคนใช้เวลาเกือบทั้งหมดไปกับการนั่งท่องกฎไวยากรณ์ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว หลักการเรียนรู้ภาษาที่ถูกต้องระบุไว้ชัดเจนว่าการเรียนรู้ที่เน้นองค์ประกอบทางภาษาควรใช้เวลาเพียงแค่ 25 เปอร์เซ็นต์ของการเรียนภาษาทั้งหมดเท่านั้นครับ เวลาที่เหลือเราควรนำไปทุ่มเทให้กับการรับข้อมูลที่เน้นความหมายและการฝึกสร้างสรรค์ข้อมูลออกมา เพราะยิ่งเราให้เวลากับการฝึกใช้งานจริงมากเท่าไร เราก็จะยิ่งเชี่ยวชาญมากขึ้นเท่านั้นครับ
รวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Tense (FAQ)
1. Tense ในภาษาอังกฤษคืออะไร?
Tense คือรูปแบบของคำกริยาที่ถูกผันและเปลี่ยนรูปไปเพื่อแสดงให้เห็นว่าเหตุการณ์หรือการกระทำนั้นๆ เกิดขึ้นในช่วงเวลาใด (อดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต) และมีลักษณะการดำเนินไปอย่างไรครับ
2. Tense ทั้ง 12 มีอะไรบ้าง?
โครงสร้างเวลาทั้ง 12 แบบประกอบไปด้วยกลุ่มปัจจุบัน 4 แบบ, กลุ่มอดีต 4 แบบ และกลุ่มอนาคตอีก 4 แบบครับ ซึ่งครอบคลุมทั้งรูปแบบ Simple, Continuous, Perfect และ Perfect Continuous ในทุกช่วงเวลาครับ
3. โครงสร้าง Tense ใดที่ใช้บ่อยที่สุดในการทำงาน?
จากประสบการณ์ของอาจารย์ เจ้าของภาษาจะใช้ Present Simple, Past Simple และ Future Simple เป็นหลักครับ เพียงแค่ 3 รูปแบบธรรมดานี้ก็ครอบคลุมการสื่อสารในชีวิตประจำวันและการทำงานกว่า 80 เปอร์เซ็นต์แล้วครับ
4. วิธีจำโครงสร้าง Tense ให้แม่นยำต้องทำอย่างไร?
วิธีที่ดีที่สุดคือการเปลี่ยนจาก "การท่องจำ" มาเป็น "การซึมซับผ่านบริบทจริง" ครับ เช่น การอ่านข่าวหรือฟังพอดแคสต์ภาษาอังกฤษ เมื่อเราเข้าใจความหมายและความรู้สึกของแต่ละ Tense สมองจะจดจำโครงสร้างได้เองโดยอัตโนมัติครับ
5. หาโหลดสรุป Tense ทั้ง 12 อย่างละเอียด PDF ได้จากที่ไหน?
ทุกคนสามารถบันทึกหน้าบทความนี้เป็นไฟล์ PDF หรือสั่งพิมพ์ตารางสรุปออกมาเพื่อใช้ทบทวนได้ทันทีครับ เนื้อหาทั้งหมดอาจารย์รวบรวมมาให้ครบถ้วนและแม่นยำตามหลักวิชาการแน่นอนครับ
รู้จักกับผู้เขียน (About the Author)
อาจารย์อมร เชิงรุ่งโรจน์ (อ.ต้นอมร)
PhD Student (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน) อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษและ Digital Marketing มุ่งเน้นการถ่ายทอดความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้เรียน โดยบูรณาการความรู้ด้าน ภาษาอังกฤษ, AI และความเป็นผู้ประกอบการ เข้าด้วยกันอย่างลงตัว






