สรุป Part of Speech ทั้ง 8 ชนิดคืออะไร พร้อมเทคนิคจำและสอบ TOEIC | อ.ต้นอมร

เคยสับสนไหมครับว่าเวลาเจอประโยคภาษาอังกฤษยาวๆ แล้วไม่รู้ว่าคำศัพท์คำไหนทำหน้าที่อะไร จะแปลก็แปลไม่ออก จะแต่งประโยคก็วางตำแหน่งไม่ถูก ในบทความนี้ อาจารย์ต้นอมร จะพาไปเจาะลึก Part of Speech หรือชนิดของคำในภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะปลดล็อกความเข้าใจโครงสร้างภาษาอังกฤษทั้งหมดให้คุณครับ
- Part of Speech คือการจัดหมวดหมู่คำในภาษาอังกฤษตาม “หน้าที่” ของคำนั้นๆ ในประโยค
- แบ่งออกเป็น 8 ชนิดหลัก ได้แก่ Noun, Pronoun, Verb, Adjective, Adverb, Preposition, Conjunction และ Interjection
- คำศัพท์หนึ่งคำสามารถเป็น Part of speech ได้หลายชนิด ขึ้นอยู่กับตำแหน่งการวางและบริบทในประโยค
- การวิเคราะห์ชนิดของคำผ่าน Suffix (คำลงท้าย) เป็นเทคนิคสำคัญในการทำคะแนนข้อสอบไวยากรณ์ระดับสากล
Part of speech คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ
ในการศึกษาภาษาอังกฤษให้แตกฉาน สิ่งที่เราไม่สามารถมองข้ามได้เลยคือระบบการจัดหมวดหมู่คำครับ Part of Speech (พาร์ท ออฟ สปีช) หรือที่เราแปลเป็นไทยว่า “ชนิดของคำ” คือระบบที่นักภาษาศาสตร์ใช้เพื่อแบ่งแยกประเภทของคำศัพท์ตาม “หน้าที่” ที่มันแสดงออกในประโยค หากเราเปรียบประโยคภาษาอังกฤษเป็นทีมฟุตบอล คำศัพท์แต่ละคำก็คือนักเตะที่ต้องเล่นตามตำแหน่งของตนเอง กองหน้ามีหน้าที่ยิงประตู กองหลังมีหน้าที่ป้องกัน หากเรานำนักเตะไปวางผิดตำแหน่ง รูปแบบเกมก็จะพังทลายลงทันที
สำหรับผู้ที่กำลังพยายาม ปูพื้นฐานภาษาอังกฤษ การทำความเข้าใจโครงสร้างนี้ถือเป็นเสาเข็มที่สำคัญที่สุดครับ เพราะมันจะเป็นตัวกำหนดว่าคำๆ หนึ่งสามารถอยู่ตรงไหนของประโยคได้บ้าง และคำไหนไม่สามารถอยู่ติดกันได้ ความเข้าใจนี้จะช่วยให้เราเลิกแต่งประโยคแบบแปลตรงตัวจากภาษาไทย และสามารถสร้างประโยคที่สละสลวยตามหลักเจ้าของภาษาได้อย่างแท้จริง
หลายคนอาจจะคิดว่าการท่องจำคำศัพท์ให้ได้เยอะๆ คือทางลัดสู่ความสำเร็จ แต่จากประสบการณ์ที่อาจารย์สอนมา หากเรามีคำศัพท์เป็นพันคำแต่ไม่รู้ว่ามันคือคำชนิดใด เราก็จะไม่สามารถนำมันมาประกอบร่างเป็นประโยคที่สื่อความหมายได้เลยครับ ดังนั้น การรู้หน้าที่ของคำจึงสำคัญไม่แพ้การรู้ความหมายของคำ
นิยามและหน้าที่ของ Part of Speech
ความหมายที่แท้จริงของระบบนี้ไม่ได้อยู่ที่รูปร่างหน้าตาของการสะกดคำครับ แต่อยู่ที่ “พฤติกรรม” ของมันเมื่อไปรวมอยู่กับคำอื่นๆ บางคำมีหน้าที่ตั้งชื่อสิ่งต่างๆ บางคำมีหน้าที่แสดงแอคชันหรือการเคลื่อนไหว ในขณะที่บางคำมีหน้าที่แค่เป็นกาวเชื่อมประโยคให้ติดกัน การแบ่งแยกลักษณะนิสัยของคำเหล่านี้ออกเป็น 8 กลุ่มใหญ่ จะช่วยให้สมองของเราประมวลผลกฎไวยากรณ์ได้ง่ายขึ้น
ความพิเศษของภาษาอังกฤษคือ คำศัพท์หนึ่งคำไม่ได้ถูกผูกขาดให้เป็นชนิดใดชนิดหนึ่งตลอดไปครับ ตัวอย่างเช่นคำว่า “water” (น้ำ) โดยปกติเราจะรู้จักในฐานะคำนาม แต่ถ้าเรานำมันไปวางหลังประธาน เช่น “I water the plants.” คำว่า water จะเปลี่ยนสถานะกลายเป็นคำกริยาที่แปลว่า “รดน้ำ” ทันที
นี่จึงเป็นสาเหตุที่เราต้องวิเคราะห์บริบทแวดล้อมเสมอ การมีทักษะในการระบุหน้าที่ของคำจะทำให้คุณสามารถเปิดดิกชันนารีแล้วเลือกความหมายมาแปลได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ไม่หลงทางไปกับความหมายที่หลากหลายของคำศัพท์ภาษาอังกฤษครับ
ความแตกต่างระหว่างโครงสร้างภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
ปัญหาคลาสสิกที่ทำให้คนไทยเรียน ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ แล้วรู้สึกว่ามันยาก คือการเอาตรรกะของภาษาไทยไปสวมทับครับ ในภาษาไทย คำขยาย (Adjective) มักจะตามหลังคำนามเสมอ เช่น “รถสีแดง” แต่ในภาษาอังกฤษ ไวยากรณ์บังคับให้เราสลับตำแหน่งเป็น “red car” (สีแดง รถ) หากเราไม่รู้ว่า red คือคำคุณศัพท์และ car คือคำนาม เราก็จะเรียงประโยคผิดทันที
นอกจากนี้ ภาษาไทยไม่ได้มีการเปลี่ยนรูปคำเพื่อบอกหน้าที่ครับ คำว่า “สวย” สามารถเป็นได้ทั้งตัวขยาย (เธอสวย) และนามธรรม (ความสวย) โดยที่หน้าตาคำยังเหมือนเดิม แต่ภาษาอังกฤษมีการใช้ Suffix (คำลงท้าย) เพื่อเปลี่ยนหน้าที่ของคำอย่างชัดเจน เช่น beauty (ความสวย – คำนาม), beautiful (สวย – คำคุณศัพท์), beautifully (อย่างสวยงาม – คำกริยาวิเศษณ์)
การเข้าใจการแปลงร่างของคำเหล่านี้ จะช่วยลดข้อผิดพลาดในการนำคำไปใช้แต่งประโยค และทำให้เราสื่อสารระดับทางการได้อย่างไร้ที่ติครับ
ทำไมคนเก่งภาษาอังกฤษถึงต้องแม่นเรื่องนี้
หากคุณสังเกตคนที่สามารถพูดหรือเขียนภาษาอังกฤษได้อย่างเป็นธรรมชาติ พวกเขาไม่ได้แปลภาษาไทยในหัวทีละคำครับ แต่พวกเขามี “เซนส์ทางโครงสร้าง” ที่เกิดจากการจดจำบล็อกของ Part of speech เมื่อพวกเขาเริ่มประโยคด้วยประธาน (Noun/Pronoun) สมองจะรู้ทันทีว่าบล็อกต่อไปที่ต้องวางคือคำกริยา (Verb)
ในแวดวงวิชาการหรือการสอบระดับสากล ทักษะการระบุชนิดของคำถือเป็นอาวุธลับที่ทรงพลังที่สุด ผู้เข้าสอบที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนี้ มักจะสามารถหาคำตอบที่ถูกต้องได้โดยไม่ต้องอ่านและแปลประโยคทั้งหมดด้วยซ้ำ เพราะพวกเขาสามารถใช้กฎการจัดวางคำมาตัดตัวเลือกที่ไม่เข้าพวกออกไปได้อย่างรวดเร็ว
ดังนั้น เรามาเจาะลึก 8 ชนิดของคำภาษาอังกฤษไปพร้อมๆ กันเลยครับ เพื่อสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับการใช้งานภาษาอังกฤษในอนาคต
คำถามที่มักจะพบในห้องเรียนคือ “เราต้องท่องจำทั้ง 8 ชนิดพร้อมกันเลยไหม?” อาจารย์ขอแนะนำให้แบ่งการเรียนออกเป็นกลุ่มๆ ครับ เริ่มจากกลุ่มแกนหลักที่ขาดไม่ได้คือ Noun, Pronoun และ Verb ให้แม่นยำก่อน แล้วค่อยขยับไปศึกษากลุ่มส่วนขยายและกลุ่มตัวเชื่อม การเรียนแบบค่อยเป็นค่อยไปจะช่วยลดความตึงเครียดและทำให้จำได้นานขึ้นครับ
เจาะลึก 8 Part of Speech กลุ่มที่ 1: แกนหลักของประโยค
เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน อาจารย์ขอแบ่ง ชนิดของคำในภาษาอังกฤษ ทั้ง 8 กลุ่มออกเป็นหมวดหมู่ตามความสำคัญในการสร้างประโยคครับ หมวดหมู่แรกนี้เปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของทุกๆ ประโยค หากขาดคำในกลุ่มนี้ไป เราจะไม่สามารถสื่อสารให้เป็นประโยคที่สมบูรณ์ได้เลย
กลุ่มแกนหลักประกอบด้วย 3 ชนิดคำ ได้แก่ คำนาม (Noun), คำสรรพนาม (Pronoun), และคำกริยา (Verb) ทั้งสามส่วนนี้ต้องทำงานประสานกันอย่างใกล้ชิดและต้องมีความสอดคล้องกัน (Agreement) อย่างเคร่งครัด
เรามาดูกันครับว่าแต่ละตัวมีพฤติกรรมอย่างไร และมีกฎเกณฑ์สำคัญอะไรที่เราต้องจดจำเมื่อนำมาใช้งานครับ
Noun (คำนาม) รากฐานของการตั้งชื่อ
Noun (คำนาม) คือคำที่ใช้สำหรับเรียกชื่อสิ่งต่างๆ รอบตัวเราครับ ไม่ว่าจะเป็นบุคคล (man, doctor, John), สัตว์ (dog, elephant), สิ่งของ (book, computer), สถานที่ (school, London), หรือแม้กระทั่งอารมณ์ความรู้สึกและแนวคิดที่เป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้ (love, happiness, time)
ตำแหน่งหลักของคำนามใน โครงสร้างประโยค คือการทำหน้าที่เป็น “ประธาน” (Subject) ผู้ออกแอคชัน หรือทำหน้าที่เป็น “กรรม” (Object) ผู้รับผลของการกระทำ นอกจากนี้ยังสามารถวางตามหลังคำบุพบทเพื่อเป็นส่วนขยายได้อีกด้วย
สิ่งที่สร้างความปวดหัวให้กับผู้เรียนมากที่สุดคือ การแบ่งคำนามออกเป็น “นามนับได้” (Countable) ที่สามารถเติม s/es เพื่อทำเป็นพหูพจน์ได้ และ “นามนับไม่ได้” (Uncountable) ที่ต้องอยู่ในรูปเอกพจน์เสมอ การแยกแยะสองสิ่งนี้ให้ออกคือกฎเหล็กของการใช้คำนามครับ
The teacher writes on the board. (เดอะ ทีชเชอร์ ไรท์ส ออน เดอะ บอร์ด.) ครูเขียนบนกระดาน
Water is essential for our lives. (วอเทอร์ อิส เอสเซนเชียล ฟอร์ เอาเออร์ ไลฟ์ส.) น้ำเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตของพวกเรา
Knowledge is a powerful tool. (โนว์เลดจ์ อิส อะ พาวเวอร์ฟูล ทูล.) ความรู้คือเครื่องมือที่ทรงพลัง
Pronoun (คำสรรพนาม) ตัวแสดงแทนลดความซ้ำซ้อน
Pronoun (คำสรรพนาม) คือคำที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรับบทเป็นนักแสดงแทนคำนามครับ เมื่อเรากล่าวถึงคำนามคำหนึ่งไปแล้ว การพูดชื่อนั้นซ้ำๆ ในประโยคถัดไปจะทำให้การสื่อสารดูยืดเยื้อและน่าเบื่อ คำสรรพนามจึงก้าวเข้ามาทำหน้าที่แทนเพื่อความสละสลวย
กลุ่มที่สำคัญที่สุดคือ บุรุษสรรพนาม (Personal Pronouns) ได้แก่ I, you, we, they, he, she, it ซึ่งจะมีการ “เปลี่ยนรูป” ไปตามหน้าที่ของมันในประโยคครับ เช่น ถ้าทำหน้าที่ประธานจะใช้ “He” แต่ถ้าทำหน้าที่กรรมจะเปลี่ยนรูปเป็น “him” ทันที
นอกจากนี้ยังมีสรรพนามประเภทอื่นๆ อีก เช่น สรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ (mine, yours), สรรพนามสะท้อนกลับ (myself, himself), และสรรพนามไม่เจาะจง (someone, nothing) ซึ่งต้องเลือกใช้ให้สอดคล้องกับคำนามที่มันไปอ้างอิงเสมอครับ
John is tired, so he goes to sleep. (จอห์น อิส ไทร์ด, โซ ฮี โกส ทู สลีป.) จอห์นเหนื่อย ดังนั้นเขาจึงไปนอน
I saw the dog, and I fed it. (ไอ ซอว์ เดอะ ด็อก, แอนด์ ไอ เฟด อิท.) ฉันเห็นสุนัขตัวนั้น และฉันให้อาหารมัน
Everyone wants to be successful. (เอฟวรีวัน วอนท์ส ทู บี ซัคเซสฟูล.) ทุกคนต้องการที่จะประสบความสำเร็จ
Verb (คำกริยา) หัวใจของการขับเคลื่อนประโยค
Verb (คำกริยา) คือคำที่แสดงอาการ การกระทำ สภาวะ หรือความเป็นอยู่ของประธานในประโยคครับ นี่คือส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดในระบบไวยากรณ์ เพราะไม่มีประโยคภาษาอังกฤษประโยคใดที่สมบูรณ์ได้หากปราศจากคำกริยา
ความท้าทายของคำกริยาในภาษาอังกฤษคือ มันมีการ “ผันรูป” (Conjugation) เพื่อบอกช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ (Tenses) ครับ ซึ่งต่างจากภาษาไทยอย่างสิ้นเชิง เราแบ่งกริยาออกเป็น 3 ช่อง (V.1, V.2, V.3) เพื่อบ่งบอกว่าเหตุการณ์นี้คืออดีต ปัจจุบัน หรือเหตุการณ์ที่สมบูรณ์แล้ว
เราสามารถแบ่งประเภทของกริยาหลักๆ ได้เป็น Action Verbs (กริยาแสดงอาการ เช่น run, eat), Linking Verbs (กริยาเชื่อมประธานเพื่อบอกสภาวะ เช่น is, am, are, feel), และ Helping Verbs (กริยาช่วยที่เข้ามาเติมเต็มโครงสร้าง เช่น can, will, do, have) ครับ
She drinks coffee every morning. (ชี ดริงคส คอฟฟี เอฟวรี มอร์นิง.) เธอดื่มกาแฟทุกเช้า
They are very happy today. (เดย์ อาร์ เวรี แฮปปี้ ทูเดย์.) วันนี้พวกเขามีความสุขมาก
I will finish this report soon. (ไอ วิล ฟินิช ดิส รีพอร์ต ซูน.) ฉันจะทำรายงานฉบับนี้ให้เสร็จในไม่ช้า
| กลุ่มคำแกนหลัก | หน้าที่หลักในประโยค |
|---|---|
| Noun (คำนาม) | ใช้ตั้งชื่อ ทำหน้าที่เป็นประธาน กรรม หรือส่วนเติมเต็ม |
| Pronoun (คำสรรพนาม) | ใช้แทนคำนามเพื่อลดความซ้ำซ้อน เปลี่ยนรูปตามหน้าที่ (ประธาน/กรรม) |
| Verb (คำกริยา) | แสดงแอคชันหรือสภาวะ ผันรูปตามประธาน (พจน์) และกาลเวลา (Tense) |
เจาะลึก 8 Part of Speech กลุ่มที่ 2: ส่วนขยายและสีสันของประโยค
หากประโยคมีแค่ประธานและกริยา การสื่อสารก็จะเป็นเพียงแค่การให้ข้อมูลพื้นฐานแบบหุ่นยนต์ครับ แต่ถ้าเราต้องการให้ภาพในจินตนาการของผู้ฟังมีความคมชัด มีสีสัน มีอารมณ์ และมีมิติความลึก เราจำเป็นต้องพึ่งพาคำในกลุ่มที่ 2 นี้ครับ
กลุ่มส่วนขยายประกอบด้วยคำ 2 ชนิด คือ คำคุณศัพท์ (Adjective) และ คำกริยาวิเศษณ์ (Adverb) การแยกแยะความแตกต่างและหน้าที่ของสองคำนี้คือจุดที่ผู้เรียนชาวไทยมักจะทำข้อสอบพลาดมากที่สุด
อาจารย์จะพาไปแกะรอยพฤติกรรมของตัวขยายทั้งสองประเภทนี้ เพื่อให้ทุกคนสามารถนำไปประดับประดาประโยคได้อย่างถูกต้องตามหลักสากลครับ
Adjective (คำคุณศัพท์) ช่างทาสีให้คำนาม
Adjective (คำคุณศัพท์) คือคำที่ทำหน้าที่ ขยายคำนาม (Noun) หรือคำสรรพนาม (Pronoun) เท่านั้น ครับ เพื่อบอกให้รู้ว่าสิ่งนั้นมีลักษณะอย่างไร มีขนาดเท่าไหร่ สีอะไร รูปร่างแบบไหน หรือมีความรู้สึกอย่างไร เปรียบเสมือนช่างทาสีที่คอยเติมแต่งรายละเอียดให้กับโครงร่างของคำนาม
ตำแหน่งการวาง Adjective ในภาษาอังกฤษเป็นกฎที่ต้องจำให้ขึ้นใจครับ โดยปกติมันจะถูกวางไว้ หน้าคำนาม ที่มันขยาย (เช่น a beautiful girl) หรือวางไว้ หลังกริยาเชื่อม Linking Verbs (เช่น The girl is beautiful) ห้ามนำคำคุณศัพท์ไปขยายคำกริยาแอคชันเด็ดขาดครับ
นอกจากนี้ หากมีคำคุณศัพท์หลายตัวมาขยายคำนามตัวเดียว เราจะต้องมีการเรียงลำดับ (Order of Adjectives) ให้ถูกต้องตามหลักความเห็นส่วนตัวไปจนถึงข้อเท็จจริงด้วยครับ
He bought a new blue car. (ฮี บอท อะ นิว บลู คาร์.) เขาซื้อรถยนต์สีน้ำเงินคันใหม่
The intelligent student passed the exam. (เดอะ อินเทลลิเจนท์ สติวเดนท์ พาสด ดิ อิกแซม.) นักเรียนที่ฉลาดสอบผ่าน
This soup tastes delicious. (ดิส ซุป เทสท์ส ดีลิเชียส.) ซุปถ้วยนี้มีรสชาติอร่อย
Adverb (คำกริยาวิเศษณ์) ผู้บอกรายละเอียดการกระทำ
ในขณะที่ Adjective ขยายคำนาม Adverb (คำกริยาวิเศษณ์) จะรับหน้าที่ในการขยายคำชนิดอื่นๆ ที่เหลือครับ นั่นคือการ ขยายคำกริยา (Verb), ขยายคำคุณศัพท์ (Adjective), และขยายคำกริยาวิเศษณ์ด้วยกันเอง (Adverb)
จุดเด่นของ Adverb ส่วนใหญ่ (แต่ไม่ทั้งหมด) คือมักจะลงท้ายด้วยอักษร -ly ครับ เช่น slowly, carefully, quickly มันทำหน้าที่ตอบคำถามว่าการกระทำนั้นเกิดขึ้น อย่างไร (How), บ่อยแค่ไหน (How often), ที่ไหน (Where), และเมื่อไหร่ (When)
ตำแหน่งของมันมีความยืดหยุ่นสูงมากครับ สามารถวางได้ทั้งหน้าประโยค กลางประโยค หรือท้ายประโยค ขึ้นอยู่กับว่ามันอยู่ในหมวดหมู่ย่อยใด และผู้พูดต้องการเน้นย้ำน้ำหนักไปที่ส่วนใดของประโยค
The old man walks slowly. (เดอะ โอลด์ แมน วอล์คส สโลว์ลี.) ชายชราเดินอย่างเชื่องช้า
She is extremely beautiful. (ชี อิส เอกซ์ทรีมลี บิวทิฟูล.) เธอสวยอย่างสุดขั้ว (extremely ขยาย adjective beautiful)
He speaks English very well. (ฮี สปีคส อิงลิช เวรี เวล.) เขาพูดภาษาอังกฤษได้ดีมาก (very ขยาย adverb well)
| เปรียบเทียบจุดต่าง | Adjective (คำคุณศัพท์) | Adverb (คำกริยาวิเศษณ์) |
|---|---|---|
| หน้าที่การขยาย | ขยายคำนาม (Noun) และ สรรพนาม (Pronoun) | ขยายกริยา (Verb), คำคุณศัพท์ (Adj), กริยาวิเศษณ์ (Adv) |
| ลักษณะรูปคำ | รูปคำดั้งเดิม หรือลงท้ายด้วย Suffix เช่น -ful, -less, -ive | มักเกิดจากการนำ Adjective มาเติม Suffix -ly ท้ายคำ |
| ตำแหน่งในประโยค | หน้าคำนาม หรือ หลัง Linking verbs | หลังกริยาแท้, หน้ากริยาแท้, ท้ายประโยค, หรือหน้าคำที่ต้องการขยาย |
เจาะลึก 8 Part of Speech กลุ่มที่ 3: ตัวเชื่อมและส่วนเติมเต็ม
เมื่อเรามีแกนหลักของประโยคและมีส่วนขยายที่สวยงามแล้ว หากเราต้องการเชื่อมโยงแนวคิดหรือต่อยอดประโยคให้ยาวขึ้นเพื่อการสื่อสารที่ซับซ้อน เราจำเป็นต้องพึ่งพาคำในกลุ่มที่ 3 นี้ครับ ซึ่งทำหน้าที่เหมือนโครงข่ายถนนที่เชื่อมเมืองต่างๆ เข้าด้วยกัน
กลุ่มตัวเชื่อมและส่วนเติมเต็มนี้ประกอบด้วย คำบุพบท (Preposition), คำสันธาน (Conjunction), และคำอุทาน (Interjection) การจดจำ รวมคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ในกลุ่มนี้จะช่วยให้เราเขียนบทความได้อย่างลื่นไหลและเชื่อมโยงตรรกะได้ดีเยี่ยมครับ
เรามาศึกษาพฤติกรรมการทำงานของจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายเหล่านี้กันครับ
Preposition (คำบุพบท) สะพานเชื่อมบอกตำแหน่งและเวลา
Preposition (คำบุพบท) คือคำที่ใช้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างคำนาม (หรือสรรพนาม) กับคำอื่นๆ ในประโยคครับ มันทำหน้าที่บอกตำแหน่ง ทิศทาง สถานที่ หรือช่วงเวลา เพื่อให้ผู้ฟังเห็นภาพว่าสิ่งต่างๆ นั้นเกี่ยวข้องกันในมิติไหน คำที่เรารู้จักกันดีคือ in, on, at, under, behind, for, with
กฎสำคัญของคำกลุ่มนี้คือ ต้องมีคำนาม สรรพนาม หรือกริยาเติม -ing (Gerund) ตามหลังเสมอ เราเรียกก้อนคำที่ประกอบกันนี้ว่า บุพบทวลี (Prepositional Phrase) ซึ่งจะทำหน้าที่เหมือนเป็นส่วนขยาย (Adjective หรือ Adverb) ให้กับประโยคหลักอีกทอดหนึ่งครับ
ในข้อสอบ มักจะหลอกด้วยการนำบุพบทวลีมาคั่นกลางประธานและกริยา เพื่อทำให้เราสับสนเรื่องความสอดคล้องของพจน์ครับ
The book is on the wooden table. (เดอะ บุ๊ค อิส ออน เดอะ วูดเดน เทเบิล.) หนังสือวางอยู่บนโต๊ะไม้
We will meet at the station in the morning. (วี วิล มีท แอท เดอะ สเตชัน อิน เดอะ มอร์นิง.) พวกเราจะเจอกันที่สถานีในตอนเช้า
He is interested in learning new languages. (ฮี อิส อินเทอเรสเทด อิน เลิร์นนิง นิว แลงเกวจเจส.) เขาสนใจในการเรียนรู้ภาษาใหม่ๆ
Conjunction (คำสันธาน) กาวตราช้างผูกประโยคเข้าด้วยกัน
Conjunction (คำสันธาน) คือคำที่ทำหน้าที่เป็นกาวเชื่อมคำ วลี หรือประโยคเข้าด้วยกันครับ หากเราไม่มีคำกลุ่มนี้ การพูดของเราจะกลายเป็นประโยคสั้นๆ ห้วนๆ ติดกันเต็มไปหมด คำสันธานช่วยให้เราสามารถสร้างประโยคความรวม (Compound Sentence) และประโยคความซ้อน (Complex Sentence) ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เราสามารถแบ่งกาวตราช้างนี้ออกเป็นกลุ่มหลักๆ ได้แก่ Coordinating Conjunctions (FANBOYS: for, and, nor, but, or, yet, so) ใช้เชื่อมสิ่งที่เท่าเทียมกัน และ Subordinating Conjunctions (เช่น because, although, if, when) ใช้เชื่อมประโยคหลักและประโยคย่อยเพื่อแสดงเหตุผล ข้อขัดแย้ง หรือเงื่อนไข
การเลือกใช้คำสันธานที่ถูกต้อง จะแสดงถึงความมีตรรกะและเหตุผลในการสื่อสารของผู้พูดครับ
I want to go, but I have to work. (ไอ วอนท์ ทู โก, บัท ไอ แฮฟ ทู เวิร์ค.) ฉันอยากไปนะ แต่ฉันต้องทำงาน
She stayed at home because it was raining. (ชี สเตย์ด แอท โฮม บีคอส อิท วอส เรนนิง.) เธออยู่บ้านเพราะฝนกำลังตก
If you study hard, you will pass the exam. (อิฟ ยู สตัดดี ฮาร์ด, ยู วิล พาส ดิ อิกแซม.) ถ้าคุณตั้งใจเรียน คุณจะสอบผ่าน
Interjection (คำอุทาน) เสียงสะท้อนอารมณ์ความรู้สึก
ชนิดสุดท้ายของ Part of Speech คือ Interjection (คำอุทาน) ครับ กลุ่มนี้พิเศษตรงที่ไม่มีความเกี่ยวข้องทางไวยากรณ์กับส่วนอื่นๆ ในประโยคเลย มันเป็นเพียงคำที่ถูกเปล่งออกมาเพื่อแสดงอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน เช่น ตกใจ ดีใจ เจ็บปวด หรือรังเกียจ
คำอุทานมักจะวางอยู่หน้าสุดของประโยค และมักจะตามด้วยเครื่องหมายอัศเจรีย์ (Exclamation mark: !) หากเป็นอารมณ์รุนแรง หรือตามด้วยเครื่องหมายจุลภาค (Comma: ,) หากเป็นอารมณ์เบาๆ ทั่วไป
ถึงแม้กลุ่มนี้จะไม่ค่อยมีบทบาทในการเขียนเชิงวิชาการ แต่มันมีอิทธิพลมากในภาษาพูด นิยาย หรือบทสนทนาครับ
Wow! That is an amazing performance. (ว้าว! แดท อิส แอน อะเมซิง เพอร์ฟอร์แมนซ์.) ว้าว! นั่นเป็นการแสดงที่น่าทึ่งมาก
Ouch! I bit my tongue. (เอาช์! ไอ บิท มาย ทัง.) โอ๊ย! ฉันกัดลิ้นตัวเอง
โครงสร้างแบบ 3 มิติ (3D Grammar Structure) ของ Part of Speech
เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพรวมและสามารถเชื่อมโยงความรู้ที่เรียนมาทั้งหมดเข้าด้วยกัน อาจารย์ขอสรุประบบการทำงานของชนิดของคำในรูปแบบ 3 มิติ (3D Grammar Structure) ซึ่งจะช่วยตอบคำถามว่ามันเกิดขึ้นมาในรูปแบบไหน สื่อความหมายอย่างไร และนำไปใช้ประโยชน์ในสถานการณ์จริงได้อย่างไรครับ
- 📐 มิติด้านโครงสร้าง (Form): การประกอบร่างของประโยคจะต้องมี Noun/Pronoun เป็นฐาน ตามด้วย Verb เป็นแกนกลาง โดยมี Adjective ประกอบหน้าคำนาม และ Adverb ประกอบหน้า/หลังกริยา หากมีหลายส่วนจะเชื่อมด้วย Conjunction และมี Preposition คอยโยงบริบทแวดล้อม
- 🔍 มิติด้านความหมาย (Meaning): โครงสร้างไวยากรณ์ที่ถูกต้องจะสะท้อนความหมายที่แจ่มชัด ป้องกันความกำกวม (Ambiguity) ทำให้ผู้รับสารสามารถถอดรหัสแอคชัน อาการ ระยะเวลา และความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ ได้ตรงตามที่ผู้ส่งสารต้องการจะสื่อ
- 🗣️ มิติด้านการนำไปใช้ (Use): เป็นรากฐานในการสื่อสารทุกรูปแบบ ทั้งการแปลความหมาย การเขียนเรียงความ การเจรจาธุรกิจ รวมถึงเป็นเทคนิคสำคัญในการตัดตัวเลือกและทำคะแนนในการสอบวัดระดับภาษาอังกฤษสากล
เทคนิคทำข้อสอบ TOEIC เรื่อง Part of Speech
สำหรับคนที่กำลังเตรียมตัวไป สอบ TOEIC เรื่อง Part of Speech ไม่ใช่แค่บทเรียนพื้นฐานครับ แต่มันคือ “ขุมทรัพย์” ที่จะทำคะแนนให้คุณในพาร์ท Reading (Incomplete Sentences และ Text Completion) อย่างเป็นกอบเป็นกำ
ข้อสอบมักจะให้ตัวเลือกที่เป็นรากศัพท์เดียวกันมา 4 ข้อ แต่ลงท้ายด้วย Suffix ที่ต่างกัน (เช่น decide, decision, decisive, decisively) และให้เราเลือกไปเติมในช่องว่าง ความลับคือ เราแทบไม่ต้องแปลความหมายของคำเหล่านั้นเลยครับ แค่วิเคราะห์ตำแหน่งของคำก็สามารถกาคำตอบที่ถูกต้องได้ภายใน 5 วินาที
อาจารย์จะมาเปิดเผย 3 เทคนิคในการสแกนหาจุดสังเกตเพื่อทะลวงข้อสอบพาร์ทแกรมม่าครับ
การสังเกต Suffix (คำลงท้าย) เพื่อระบุชนิดของคำ
เทคนิคแรกคือการจดจำ “หาง” ของคำศัพท์ครับ ในภาษาอังกฤษ เราใช้ Suffix หรือหน่วยคำเติมท้าย เพื่อทำหน้าที่เปลี่ยนชนิดของคำ หากเราจำหางที่บ่งบอกสถานะได้ เราก็สามารถแยกแยะได้ทันทีว่าตัวเลือกข้อไหนเป็น Noun, Verb, Adjective หรือ Adverb ครับ
เวลาทำข้อสอบ เมื่อเราวิเคราะห์ได้แล้วว่าช่องว่างต้องการชนิดของคำประเภทใด เราก็แค่กวาดสายตาไปดูหางคำในตัวเลือก แล้วเลือกข้อที่แมตช์กันได้เลยครับ
| ชนิดของคำ | Suffix (คำลงท้ายที่พบบ่อย) | ตัวอย่างคำศัพท์ |
|---|---|---|
| Noun (คำนาม) | -tion, -ment, -ness, -ity, -ance, -er | information, development, activity |
| Verb (คำกริยา) | -ate, -en, -ify, -ize, -ise | create, strengthen, justify, organize |
| Adjective (คำคุณศัพท์) | -ful, -less, -ive, -able, -ous, -al | careful, expensive, flexible, famous |
| Adverb (คำกริยาวิเศษณ์) | -ly, -ward, -wise | carefully, beautifully, backward |
การวิเคราะห์ตำแหน่ง (Word Order) ในข้อสอบ
เมื่อเรารู้จักหางของคำแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการวิเคราะห์โครงสร้างรอบๆ ช่องว่างครับ กฎการวิเคราะห์เบื้องต้นมีดังนี้ครับ
1. ต้องการ Noun: เมื่อช่องว่างอยู่หลัง Article (a, an, the), หลัง Preposition (in, on, at, of), หรือหลังคำแสดงความเป็นเจ้าของ (my, your, their)
2. ต้องการ Adjective: เมื่อช่องว่างอยู่หน้า Noun เพื่อทำหน้าที่ขยาย (เช่น a ______ car) หรืออยู่หลัง Linking verbs (เช่น is, am, are, look, feel)
3. ต้องการ Adverb: เมื่อประโยคมีความสมบูรณ์อยู่แล้ว (S+V+O) แล้วมีช่องว่างแถมมาให้ หรือช่องว่างอยู่หน้า/หลังคำกริยาแท้ หรือแทรกกลางระหว่างกริยาช่วยและกริยาแท้ (เช่น will ______ complete)
การหมั่นฝึกทำโจทย์และสแกนตำแหน่งตามกฎนี้ จะช่วยเพิ่มสปีดในการทำข้อสอบอย่างเห็นได้ชัดครับ
จุดดักลวง (Traps) ที่พบบ่อยเมื่อคำหนึ่งคำเป็นได้หลายหน้าที่
ข้อควรระวังที่เป็นหลุมพรางในข้อสอบคือ คำศัพท์ที่สะกดเหมือนกันเป๊ะ แต่ทำหน้าที่ต่างกันขึ้นอยู่กับบริบท (Words with multiple functions) กรรมการมักจะนำคำเหล่านี้มาออกเพื่อทดสอบว่าเราพิจารณาโครงสร้างรวมของประโยคหรือไม่
ตัวอย่างที่พบบ่อยคือคำว่า book (ถ้าอยู่หลัง a เป็นนามแปลว่าหนังสือ / ถ้าตามหลัง subject เป็นกริยาแปลว่าจอง), record (นาม = สถิติ / กริยา = บันทึก), และบรรดาคำลงท้ายด้วย -ly ที่หลอกให้คิดว่าเป็น Adverb แต่จริงๆ เป็น Adjective เช่น friendly (เป็นมิตร), costly (ราคาแพง), timely (ถูกเวลา)
หากเราจำจุดดักลวงเหล่านี้ได้ เราจะไม่ตกหลุมพรางของการพิจารณาเพียงแค่หน้าตาของคำอย่างแน่นอนครับ
He wants to book a flight to Paris. (ฮี วอนท์ส ทู บุ๊ค อะ ไฟลท์ ทู ปารีส.) เขาต้องการจองเที่ยวบินไปปารีส (book ตามหลัง to ทำหน้าที่เป็นกริยา)
I read a good book yesterday. (ไอ รีด อะ กูด บุ๊ค เยสเตอร์เดย์.) ฉันอ่านหนังสือที่ดีเล่มหนึ่งเมื่อวานนี้ (book ตามหลัง a ทำหน้าที่เป็นคำนาม)
The company provides a friendly environment. (เดอะ คอมพานี โพรไวด์ส อะ เฟรนด์ลี เอนไวรอนเมนท์.) บริษัทจัดเตรียมสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตร (friendly ทำหน้าที่ขยาย environment เป็น Adjective)
สรุปประเด็นสำคัญ Key Takeaways
- ✅ Noun/Pronoun/Verb = แกนหลักของประโยค ทำหน้าที่สร้างประธาน การกระทำ และกรรมมารองรับ
- ✅ Adjective vs Adverb = Adj. ขยายคำนามและสรรพนามเท่านั้น / Adv. ขยายกริยา, Adj., และ Adv. ด้วยกันเอง
- ✅ Preposition/Conjunction = บุพบททำหน้าที่บอกตำแหน่งเวลาและทิศทาง / สันธานทำหน้าที่เชื่อมวลีหรือประโยคให้ติดกัน
- 📌 Context is King = คำศัพท์หนึ่งคำสามารถเป็นได้หลายหน้าที่ ต้องพิจารณาจากบริบทและตำแหน่งที่มันยืนอยู่เสมอ
- ⚠️ TOEIC Strategy = ท่องจำ Suffix (หางคำ) และวิเคราะห์โครงสร้างหน้าหลังช่องว่าง เพื่อเลือกคำตอบได้อย่างรวดเร็ว
Mini Quiz ทดสอบความเข้าใจ
1. The marketing team is looking for a more ________ way to reach potential customers.
A) effectively
B) effect
C) effective
2. Despite the bad weather, the construction workers ________ finished the project on time.
A) success
B) successfully
C) successful
👉 ดูเฉลยพร้อมคำอธิบายได้ที่ท้ายบทความหลังส่วนคำถามที่พบบ่อย
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1. ทำไมบางคำนามสามารถทำหน้าที่เป็น Adjective ได้ด้วย?
ในภาษาอังกฤษเรามีกฎที่เรียกว่า “Noun Adjunct” หรือนามขยายหน้านามครับ คือการนำคำนามมาวางไว้หน้าคำนามอีกตัวเพื่อทำหน้าที่บอกประเภทหรือคุณสมบัติ (ทำตัวเหมือน Adjective) เช่น water bottle (ขวดน้ำ), shoe store (ร้านรองเท้า) กฎเหล็กคือ คำนามตัวที่มาขยายด้านหน้า ห้ามเติม s ให้เป็นพหูพจน์เด็ดขาดครับ
2. คำที่มีรูปเป็น -ing จัดอยู่ใน Part of Speech ประเภทไหน?
คำที่เติม -ing (V.ing) สามารถเป็นได้ 3 หน้าที่หลักครับ 1. เป็น Continuous Verb (กริยากำลังกระทำ ต้องมี is/am/are นำหน้า) 2. เป็น Gerund (อาการนาม ทำหน้าที่เสมือนคำนาม เช่น Swimming is good) และ 3. เป็น Participle Adjective (คำคุณศัพท์บอกลักษณะ เช่น an interesting book) ครับ
3. Article (a, an, the) จัดอยู่ในชนิดคำไหน?
ตามหลักไวยากรณ์ดั้งเดิม Articles จัดเป็นกลุ่มย่อยที่อยู่ในหมวดหมู่ของ Adjective (คำคุณศัพท์) ครับ เพราะมันทำหน้าที่ระบุความเฉพาะเจาะจงหรือขยายคำนามที่มันนำหน้าอยู่เสมอครับ (บางตำราสมัยใหม่จัดมันแยกออกมาเป็นหมวด Determiners ครับ)
4. เราสามารถใช้ Adverb ขยายคำบุพบท (Preposition) ได้ไหม?
ได้ครับ ในบางกรณี Adverb (โดยเฉพาะกลุ่มที่บอกระดับความเข้มข้น) สามารถนำมาวางหน้าบุพบทวลีเพื่อขยายความและเน้นย้ำตำแหน่งให้ชัดเจนยิ่งขึ้นได้ครับ เช่น The bird flew “exactly” over my head. (นกบินผ่าน “อย่างพอดิบพอดี” เหนือหัวฉัน) คำว่า exactly ทำหน้าที่ขยายวลี over my head ครับ
5. คำว่า “enough” เป็น Part of speech ชนิดใด?
คำว่า enough เป็นข้อยกเว้นที่น่าสนใจมากครับ มันสามารถเป็นได้ทั้ง Adjective และ Adverb ขึ้นอยู่กับตำแหน่งการวาง หากมันไปขยายคำนาม มันจะเป็น Adj. และต้องวาง หน้าคำนาม (เช่น enough money) แต่ถ้ามันไปขยาย Adj. หรือ Adv. ตัวอื่น มันจะกลายเป็น Adv. และต้องไปวาง ด้านหลังคำเหล่านั้นเสมอ (เช่น good enough, fast enough) ครับ
วิเคราะห์: สังเกตหน้าช่องว่างมี Article คำว่า “a” และคำว่า “more” และหลังช่องว่างมีคำนามคือ “way” (วิธีการ) โครงสร้างนี้ต้องการคำคุณศัพท์ (Adjective) มาเติมเต็มเพื่อขยายคำนาม “way” ให้สมบูรณ์ครับ (a more + adjective + noun) เมื่อวิเคราะห์ที่ Suffix คำลงท้ายด้วย -ive คือ Adjective จึงตอบข้อ C (effective – ที่มีประสิทธิภาพ) ครับ
ข้อ 2 ตอบ B) successfully
วิเคราะห์: ประธานของประโยคคือ the construction workers กริยาแท้คือ finished และมีกรรมคือ the project ประโยคมีความสมบูรณ์ตามหลัก S+V+O แล้ว ช่องว่างที่ถูกแทรกอยู่หน้าคำกริยาแท้แบบนี้ มีเพียงชนิดคำเดียวที่สามารถเข้าไปอยู่ได้โดยไม่ทำให้โครงสร้างพัง นั่นคือ Adverb (คำกริยาวิเศษณ์) เพื่อขยายกริยาว่าทำเสร็จ “อย่างไร” คำตอบจึงเป็นข้อ B ที่ลงท้ายด้วย -ly (successfully – อย่างประสบความสำเร็จ) ครับ

