Relative Clauses คืออะไร สรุปวิธีใช้ Who Whom Whose Which That ฉบับเต็ม

เคยสงสัยไหมครับว่าเวลาเราอ่านบทความหรือฟังฝรั่งพูด ทำไมประโยคภาษาอังกฤษถึงดูยาวและซับซ้อน มักจะมีคำว่า who, which หรือ that ซ่อนอยู่ตรงกลางเสมอ แล้วคำเหล่านี้ทำหน้าที่อะไรกันแน่ ในบทความนี้ อาจารย์ต้นอมร จะพาไปเจาะลึกเรื่อง Relative Clauses แบบหมดเปลือกครับ
- Relative Clauses คืออนุประโยคที่ทำหน้าที่เหมือนคำคุณศัพท์ (Adjective) เพื่อขยายคำนามที่อยู่ด้านหน้าให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
- แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักคือ Defining (ระบุเจาะจง) และ Non-defining (ให้ข้อมูลเสริม)
- ใช้ Relative Pronouns เช่น who, whom, whose, which, that เป็นตัวเชื่อมประโยค
- สามารถละคำเชื่อมหรือลดรูปประโยคได้เมื่อเข้าเงื่อนไขทางไวยากรณ์ ซึ่งพบได้บ่อยในข้อสอบระดับสากล
- Relative Clauses คืออะไร ทำไมถึงสำคัญในไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ
- ประเภทของ Relative Clauses มีอะไรบ้าง
- เจาะลึก Relative Pronouns ที่ใช้ใน Relative Clauses
- 3D Grammar Structure: โครงสร้างและการนำ Relative Clauses ไปใช้
- การละ Relative Pronouns (Omission of Relative Pronouns)
- การลดรูป Relative Clauses (Reduced Relative Clauses)
- สรุปประเด็นสำคัญ Key Takeaways
- Mini Quiz ทดสอบความเข้าใจ
- คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Relative Clauses คืออะไร ทำไมถึงสำคัญในไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ
ในการเรียนภาษาอังกฤษ หลายคนมักจะประสบปัญหาเมื่อต้องแต่งประโยคที่ยาวขึ้น การเขียนประโยคสั้นๆ ต่อกันอาจทำให้เนื้อหาดูไม่สละสลวย นี่คือจุดที่ Relative Clauses เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมากครับ เพราะมันคือเครื่องมือที่จะช่วยให้เราเชื่อมโยงข้อมูลหลายอย่างเข้าด้วยกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ
สำหรับผู้ที่กำลังสร้าง พื้นฐานภาษาอังกฤษ การทำความเข้าใจโครงสร้างนี้ถือเป็นก้าวแรกของการก้าวข้ามจากระดับผู้เริ่มต้น (Beginner) ไปสู่ระดับกลาง (Intermediate) และระดับสูง (Advanced) ได้อย่างแท้จริงครับ
การใช้ประโยคความซ้อนประเภทนี้ไม่เพียงแต่พบในภาษาเขียนทางวิชาการเท่านั้น แต่ยังใช้กันอย่างแพร่หลายในบทสนทนาในชีวิตประจำวัน การอ่านข่าว หรือแม้แต่การเขียนอีเมลธุรกิจ การมีความเข้าใจที่ถูกต้องจะช่วยลดความสับสนในการสื่อสารได้มหาศาลครับ
ความหมายของ Relative Clauses
ในทางภาษาศาสตร์ Relative Clauses (หรือที่บางครั้งเรียกว่า Adjective Clauses) คือ อนุประโยค (Subordinate Clause) ชนิดหนึ่งที่ไม่สามารถอยู่โดดเดี่ยวได้ครับ มันต้องอาศัยประโยคหลัก (Main Clause) ในการสื่อความหมายให้สมบูรณ์
สาเหตุที่บางคนเรียกว่า Adjective Clauses ก็เพราะว่าอนุประโยคนี้ทำหน้าที่เสมือนกับคำคุณศัพท์ (Adjective) ขนาดใหญ่หนึ่งคำนั่นเองครับ แทนที่เราจะใช้คำคุณศัพท์เพียงคำเดียววางหน้าคำนาม เราก็ใช้อนุประโยคทั้งประโยคมาวางต่อท้ายคำนามเพื่อขยายความแทน
การเข้าใจกลไกนี้เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ใน สรุปแกรมม่าภาษาอังกฤษ ทุกเล่ม เพราะมันเป็นการเปลี่ยนวิธีคิดจากการแปลแบบคำต่อคำ มาเป็นการมองภาพรวมของประโยคเป็นกลุ่มคำครับ
ลองพิจารณาตัวอย่างเหล่านี้เพื่อดูความแตกต่างครับ:
- The smart boy won the prize. (เดอะ สมาร์ท บอย วัน เดอะ ไพรซ) เด็กผู้ชายที่ฉลาดชนะรางวัล
👉 ในประโยคนี้ “smart” เป็นคำคุณศัพท์ปกติที่ขยาย “boy”
- The boy who studied hard won the prize. (เดอะ บอย ฮู สตัดดีด ฮาร์ด วัน เดอะ ไพรซ) เด็กผู้ชายที่ตั้งใจเรียนอย่างหนักชนะรางวัล
👉 ในประโยคนี้ “who studied hard” คือ Relative Clause ที่ทำหน้าที่ขยาย “boy” ครับ
หน้าที่หลักในการขยายคำนาม (Noun Modification)
หน้าที่หลักและหน้าที่เดียวของอนุประโยคประเภทนี้คือ “การขยายคำนามหรือสรรพนาม” ที่อยู่ข้างหน้ามันโดยตรงครับ คำนามที่ถูกขยายนั้นเราเรียกว่า Antecedent ซึ่งอาจจะเป็นประธาน เป็นกรรม หรือเป็นส่วนเติมเต็มของประโยคหลักก็ได้
ประโยชน์ของการขยายคำนามในลักษณะนี้คือ ทำให้ผู้ฟังหรือผู้อ่านทราบแน่ชัดว่าเรากำลังพูดถึง “ใคร” หรือ “สิ่งไหน” โดยไม่ต้องตั้งประโยคใหม่ให้ยืดยาว ถือเป็นทักษะสำคัญที่ช่วยให้ โครงสร้างประโยค ของเรามีความซับซ้อนและเป็นมืออาชีพมากขึ้นครับ
นอกจากนี้ การใช้ประโยคขยายยังช่วยหลีกเลี่ยงการใช้คำซ้ำซ้อน ลองนึกภาพว่าถ้าคุณต้องเล่าเรื่องราวโดยใช้ประโยคสั้นๆ ตลอดเวลา ผู้ฟังอาจจะรู้สึกเบื่อหน่าย การรวมประโยคเข้าด้วยกันจึงสร้างจังหวะการเล่าเรื่องที่ดีกว่าครับ
- I bought a car. The car is very fast. (ไอ บอท อะ คาร์ เดอะ คาร์ อีส เวรี ฟาสท) ฉันซื้อรถยนต์ รถยนต์คันนั้นเร็วมาก
- I bought a car which is very fast. (ไอ บอท อะ คาร์ วิช อีส เวรี ฟาสท) ฉันซื้อรถยนต์คันที่มันเร็วมากๆ
👉 “which is very fast” ขยาย “car” ทำให้ประโยคดูกระชับขึ้นครับ
องค์ประกอบของ Relative Clauses
อนุประโยคประเภทนี้จะสมบูรณ์ได้ต้องประกอบด้วยชิ้นส่วนสำคัญ 2 ส่วนเสมอครับ ส่วนแรกคือ คำสรรพนามเชื่อม (Relative Pronoun) หรือกริยาวิเศษณ์เชื่อม (Relative Adverb) ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวสะพานเชื่อมระหว่างคำนามหลักกับข้อมูลที่จะมาขยาย
ส่วนที่สองคือ ภาคแสดง (Predicate) หรือกลุ่มคำกริยาที่ตามหลังตัวเชื่อมนั้นๆ เพื่อบอกว่าคำนามที่ถูกขยายนั้นทำอะไร หรือมีสภาวะอย่างไร บางครั้งอาจจะมีประธานของอนุประโยคแทรกอยู่ด้วย ขึ้นอยู่กับว่าตัวเชื่อมนั้นทำหน้าที่เป็นประธานหรือกรรม
การวิเคราะห์องค์ประกอบเหล่านี้ให้แตกฉาน จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถตรวจสอบความถูกต้องของไวยากรณ์ได้ด้วยตนเอง ว่าเราใช้คำเชื่อมถูกประเภทหรือไม่ และกริยาที่ตามมานั้นสอดคล้องกับคำนามหลักหรือไม่ครับ
ตัวอย่างการแยกองค์ประกอบ:
- The teacher who teaches math is kind. (เดอะ ทีชเชอร์ ฮู ทีชเชส แมธ อีส ไคนด) ครูผู้ซึ่งสอนคณิตศาสตร์เป็นคนใจดี
👉 คำนามหลัก: The teacher
👉 ตัวเชื่อม: who
👉 ภาคแสดงของอนุประโยค: teaches math
จากประสบการณ์ที่อาจารย์สอนมา ปัญหาอันดับหนึ่งที่ทำให้หลายคนแต่งประโยคผิดคือ “การลืมใส่กริยาแท้ของประโยคหลัก” ครับ นักเรียนหลายคนเขียนแค่ The man who is wearing a black shirt. แล้วจบประโยคเลย ซึ่งนี่เป็นเพียงแค่ประธานและส่วนขยายเท่านั้น ยังไม่มีกริยาหลักเลยครับ ดังนั้นทุกครั้งที่เขียน ต้องเช็คเสมอว่าประโยคหลักมีกริยาครบถ้วนหรือไม่ครับ
ประเภทของ Relative Clauses มีอะไรบ้าง
กฎเหล็กอีกข้อหนึ่งที่คุณต้องจำให้แม่นยำคือ Relative Clauses ไม่ได้มีแค่รูปแบบเดียวครับ ในภาษาอังกฤษ เราแบ่งอนุประโยคขยายนี้ออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ซึ่งการแยกแยะทั้งสองประเภทนี้มีความสำคัญมาก เพราะมันส่งผลต่อความหมายของประโยคโดยตรง รวมถึงส่งผลต่อการใช้เครื่องหมายจุลภาค (Comma) ด้วยครับ
การเลือกใช้ประเภทที่ถูกต้องจะบ่งบอกถึงเจตนาของผู้พูดว่า ข้อมูลที่กำลังให้ไปนั้น เป็นข้อมูลระดับ “คอขาดบาดตาย” ที่ห้ามตัดทิ้ง หรือเป็นเพียงแค่ “ของแถม” ที่รู้ไว้ก็ดี ไม่รู้ก็ไม่เป็นไรครับ
เรามาทำความรู้จักกับทั้ง 2 ประเภทนี้อย่างละเอียด พร้อมตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนกันเลยครับ
Defining Relative Clauses (เจาะจงความหมาย)
Defining Relative Clauses (หรือ Restrictive Clauses) คือ อนุประโยคที่ให้ “ข้อมูลที่จำเป็น (Essential Information)” เพื่อระบุชี้ชัดว่าคำนามข้างหน้าคือสิ่งไหน หรือคนไหนกันแน่ ในบรรดาหลายๆ สิ่งครับ
ลักษณะเด่นของประเภทนี้คือ ห้ามใส่เครื่องหมายจุลภาค (Comma) คั่นเด็ดขาด และถ้าเราตัดอนุประโยคส่วนนี้ทิ้งไป ประโยคหลักจะสูญเสียความหมายที่แท้จริง หรือทำให้ผู้ฟังเกิดความสับสนทันทีว่าเรากำลังหมายถึงใครครับ
ลองนึกภาพว่าคุณยืนอยู่ในห้องที่มีผู้ชายหลายคน ถ้าคุณพูดแค่ว่า “The man is my uncle.” ผู้ฟังจะไม่รู้เลยว่าคนไหน แต่ถ้าคุณระบุเจาะจงลงไป ความหมายก็จะชัดเจนทันทีครับ
- The man who is wearing a red hat is my uncle. (เดอะ แมน ฮู อีส แวริง อะ เรด แฮท อีส มาย อังเคิล) ผู้ชายคนที่กำลังสวมหมวกสีแดงคือลุงของฉัน
👉 (จำเป็นต้องบอกว่าคนสวมหมวกแดง เพื่อแยกจากผู้ชายคนอื่นๆ)
- I like the movie that we watched yesterday. (ไอ ไลค เดอะ มูฟวี แดท วี วอทชด เยสเทอร์เดย์) ฉันชอบภาพยนตร์เรื่องที่เราดูเมื่อวานนี้
👉 (เจาะจงว่าเป็นเรื่องที่ดูเมื่อวาน ไม่ใช่เรื่องอื่น)
- The laptop which costs 50,000 baht is out of stock. (เดอะ แลปทอป วิช คอสทส ฟิฟที เธาซันด์ บาท อีส เอาท ออฟ สตอค) แล็ปท็อปเครื่องที่ราคาห้าหมื่นบาทนั้นสินค้าหมด
👉 (บอกให้รู้ว่าเครื่องไหนที่หมด)
- People who eat healthy food live longer. (พีเพิล ฮู อีท เฮลธี ฟูด ลิฟว ลองเกอร์) ผู้คนที่รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพจะมีอายุยืนยาวกว่า
👉 (เจาะจงเฉพาะกลุ่มคนที่กินอาหารสุขภาพ ไม่ใช่ทุกคน)
Non-defining Relative Clauses (ให้ข้อมูลเพิ่มเติม)
ในทางกลับกัน Non-defining Relative Clauses (หรือ Non-restrictive Clauses) คือ อนุประโยคที่ทำหน้าที่ให้ “ข้อมูลเสริม (Extra Information)” เกี่ยวกับคำนามที่ผู้ฟังหรือผู้อ่านทราบดีอยู่แล้วว่าคือใครหรือสิ่งใดครับ
ลักษณะเด่นที่ชัดเจนที่สุดคือ ต้องใส่เครื่องหมายจุลภาค (Comma) ทั้งหน้าและหลังอนุประโยคเสมอ (หรือใส่แค่ข้างหน้าถ้าอนุประโยคนั้นอยู่ท้ายสุด) และถ้าเราตัดส่วนนี้ทิ้ง ประโยคหลักก็ยังคงสื่อความหมายได้สมบูรณ์และเข้าใจได้ชัดเจนครับ
เรามักจะใช้โครงสร้างนี้กับชื่อเฉพาะ (Proper Nouns) เช่น ชื่อคน ชื่อเมือง ชื่อประเทศ หรือสิ่งที่มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก เพราะสิ่งเหล่านี้มีความเฉพาะเจาะจงในตัวของมันเองอยู่แล้วครับ
- Mr. John, who is our new manager, comes from Canada. (มิสเตอร์ จอห์น ฮู อีส เอาเวอร์ นิว เมเนเจอร์ คัมส ฟรอม แคนาดา) คุณจอห์น ผู้ซึ่งเป็นผู้จัดการคนใหม่ของเรา มาจากประเทศแคนาดา
👉 (แค่บอกว่า Mr. John มาจากแคนาดาก็รู้เรื่องแล้ว ส่วนตรงกลางคือข้อมูลเสริม)
- Bangkok, which is the capital of Thailand, has heavy traffic. (แบงคอก วิช อีส เดอะ แคปปิทอล ออฟ ไทยแลนด์ แฮส เฮฟวี ทราฟฟิค) กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย มีการจราจรที่ติดขัด
👉 (กรุงเทพฯ มีที่เดียว ข้อมูลส่วนขยายจึงเป็นแค่ส่วนเสริม)
- My mother, who loves gardening, planted these roses. (มาย มาเธอร์ ฮู ลัฟวส การ์เดนนิง แพลนทิด ดีส โรสเสส) แม่ของฉัน ผู้ซึ่งรักการทำสวน ได้ปลูกกุหลาบเหล่านี้
👉 (ฉันมีแม่คนเดียว ไม่จำเป็นต้องเจาะจงว่าแม่คนไหน)
- Eiffel Tower, which was built in 1889, is located in Paris. (ไอเฟล ทาวเวอร์ วิช วอส บิลท อิน เอททีน เอทที ไนน อีส โลเคทิด อิน แพริส) หอไอเฟล ซึ่งถูกสร้างขึ้นในปี 1889 ตั้งอยู่ในกรุงปารีส
👉 (หอไอเฟลเป็นสถานที่เฉพาะเจาะจงอยู่แล้ว)
| ประเด็นเปรียบเทียบ | Defining Clauses (แบบเจาะจง) | Non-defining Clauses (แบบเสริมข้อมูล) |
|---|---|---|
| ความสำคัญของข้อมูล | จำเป็นมาก ขาดไม่ได้ | เป็นแค่ส่วนเสริม ตัดทิ้งได้ |
| การใช้ Comma (,) | ❌ ไม่ต้องใช้ Comma คั่น | ✅ ต้องใช้ Comma คั่นหน้า-หลัง |
| การใช้ that แทน who/which | ✅ ใช้ that แทนได้ในหลายกรณี | ❌ ห้ามใช้ that โดยเด็ดขาด |
| การละคำเชื่อม (Omission) | ✅ ละได้ถ้าทำหน้าที่เป็นกรรม | ❌ ห้ามละคำเชื่อมเด็ดขาด |
เจาะลึก Relative Pronouns ที่ใช้ใน Relative Clauses
เมื่อเราเข้าใจประเภทของอนุประโยคแล้ว ด่านต่อไปที่ทุกคนต้องผ่านคือการเลือกใช้ Relative Pronouns (สรรพนามเชื่อม) ให้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ครับ การเลือกใช้นั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักสองประการคือ 1) คำนามข้างหน้าเป็นคน สัตว์ หรือสิ่งของ และ 2) คำเชื่อมนั้นทำหน้าที่เป็นประธาน กรรม หรือแสดงความเป็นเจ้าของในอนุประโยคนั้น
เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องเบสิกแต่มีคนพลาดบ่อยมากครับ การรู้ คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ที่หลากหลายช่วยให้เราเข้าใจความหมายของประโยคได้ก็จริง แต่ถ้าวางโครงสร้างไวยากรณ์ผิด ผู้ฟังก็อาจจะตีความไปคนละเรื่องได้เลย
เรามาค่อยๆ ชำแหละคำเชื่อมแต่ละตัวกันครับ ว่าตัวไหนใช้ตอนไหน และมีข้อควรระวังอะไรบ้าง
การใช้ Who และ Whom สำหรับบุคคล
คำเชื่อม who และ whom ใช้สำหรับขยายคำนามที่เป็น “คน (บุคคล)” เท่านั้นครับ ความแตกต่างของสองคำนี้คือหน้าที่ทางไวยากรณ์ภายในอนุประโยคของมันเองครับ
เราใช้ who เมื่อคำนามนั้นทำหน้าที่เป็น “ประธาน (Subject)” ของอนุประโยค หมายความว่าคนที่ถูกพูดถึงนั้นเป็นผู้กระทำกริยาตัวนั้นเองครับ โครงสร้างที่พบมักจะเป็น who + กริยา (Verb)
- The girl who is playing the piano is my sister. (เดอะ เกิร์ล ฮู อีส เพลยิง เดอะ เปียโน อีส มาย ซิสเตอร์) เด็กผู้หญิงคนที่กำลังเล่นเปียโนคือน้องสาวของฉัน
👉 (who เป็นประธานของ is playing)
- I met a man who speaks five languages. (ไอ เมท อะ แมน ฮู สพีคส ไฟฟว แลงเกวจเจส) ฉันพบผู้ชายคนหนึ่งผู้ซึ่งพูดได้ห้าภาษา
👉 (who เป็นประธานของ speaks)
ในทางกลับกัน เราใช้ whom เมื่อคำนามนั้นทำหน้าที่เป็น “กรรม (Object)” ของอนุประโยค หมายความว่าคนนั้นเป็นผู้ถูกกระทำ หรือเป็นกรรมของบุพบทครับ โครงสร้างที่พบมักจะเป็น whom + ประธานตัวใหม่ + กริยา
- The woman whom I saw yesterday is a famous singer. (เดอะ วูแมน ฮูม ไอ ซอ เยสเทอร์เดย์ อีส อะ เฟมัส ซิงเกอร์) ผู้หญิงคนที่ฉันเห็นเมื่อวานเป็นนักร้องชื่อดัง
👉 (whom เป็นกรรมของ saw ที่ I เป็นประธาน)
- The manager whom we hired has a lot of experience. (เดอะ เมเนเจอร์ ฮูม วี ไฮรด แฮส อะ ลอท ออฟ เอกซพีเรียนซ) ผู้จัดการคนที่เราจ้างมานั้นมีประสบการณ์มากมาย
👉 (whom เป็นกรรมของ hired)
การใช้ Which สำหรับสัตว์และสิ่งของ
เมื่อคำนามหลักไม่ใช่คน แต่เป็น “สัตว์ สิ่งของ หรือสถานที่ (ในบางบริบท)” เราจะเปลี่ยนมาใช้ which แทนครับ ข้อดีของ which คือมันมีความยืดหยุ่นสูงมาก เพราะสามารถเป็นได้ทั้งประธานและกรรมของอนุประโยคได้เลยในคำเดียว ไม่ต้องคอยแยกรูปเหมือน who กับ whom ครับ
อย่างไรก็ตาม ผู้เรียนยังคงต้องสังเกตโครงสร้างประโยคอยู่ดีว่า which นั้นกำลังทำหน้าที่อะไร เพื่อให้สามารถแปลความหมายและวางโครงสร้างกริยาได้อย่างถูกต้องครับ
ถ้า which เป็นประธาน มันจะตามด้วยกริยาทันที แต่ถ้า which เป็นกรรม มันจะตามด้วยประธานตัวใหม่ครับ ลองดูตัวอย่างเปรียบเทียบกันครับ
- The dog which bit me has been caught. (เดอะ ดอก วิช บิท มี แฮส บีน คอท) สุนัขตัวที่กัดฉันถูกจับตัวได้แล้ว
👉 (which เป็นประธานของ bit)
- The book which I am reading is very interesting. (เดอะ บุค วิช ไอ แอม รีดดิง อีส เวรี อินเทอเรสติง) หนังสือเล่มที่ฉันกำลังอ่านอยู่น่าสนใจมาก
👉 (which เป็นกรรมของ am reading)
- She bought a dress which was made of silk. (ชี บอท อะ เดรส วิช วอส เมด ออฟ ซิลค) เธอซื้อชุดกระโปรงซึ่งทำจากผ้าไหม
👉 (which เป็นประธานของ was made)
การใช้ Whose แสดงความเป็นเจ้าของ
หลายคนมักจะสับสนการใช้ whose แต่ความจริงแล้วมันง่ายมากครับ เราใช้ whose เพื่อแสดงความสัมพันธ์แบบ “ความเป็นเจ้าของ (Possession)” ระหว่างคำนามที่อยู่ข้างหน้า กับคำนามที่อยู่ตามหลังมันครับ ใช้ได้กับทั้งคน สัตว์ และสิ่งของ (แม้ว่าส่วนใหญ่จะนิยมใช้กับคนก็ตาม)
โครงสร้างบังคับของการใช้คำเชื่อมตัวนี้คือต้องเป็น Noun + whose + Noun เสมอครับ ห้ามมี article (a, an, the) นำหน้าคำนามตัวหลังเด็ดขาด เพราะ whose ได้ทำหน้าที่แทนคำแสดงความเป็นเจ้าของ (my, your, his, her, its, their, our) ไปหมดแล้ว
วิธีการแปลหรือตรวจสอบว่าเราใช้ถูกหรือไม่ คือให้ลองแปลว่า “…ที่มี (คำนามตัวหลัง)…” หรือ “…ของเขา/ของมัน…” ครับ
- I know a boy whose father is a pilot. (ไอ โนว อะ บอย ฮูส ฟาเธอร์ อีส อะ ไพลอท) ฉันรู้จักเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่พ่อของเขาเป็นนักบิน
👉 (แทน his father)
- The company whose CEO resigned is facing problems. (เดอะ คอมพานี ฮูส ซีอีโอ รีไซนด อีส เฟสซิง พรอบเบลมส) บริษัทที่ประธานบริหารลาออกกำลังเผชิญปัญหา
👉 (แทน its CEO)
- The student whose bag was stolen reported to the police. (เดอะ สติวเดนท ฮูส แบก วอส สโทเลน รีพอร์ททิด ทู เดอะ โพลิส) นักเรียนคนที่กระเป๋าถูกขโมยได้แจ้งความกับตำรวจ
👉 (แทน his/her bag)
การใช้ That แบบครอบจักรวาล
that ถือเป็นคำเชื่อมที่ผู้เรียนภาษาอังกฤษชื่นชอบมากที่สุดครับ เพราะมันสามารถใช้แทนได้ทั้ง who, whom และ which (ยกเว้น whose) พูดง่ายๆ คือใช้ได้ทั้งกับคน สัตว์ และสิ่งของ และเป็นได้ทั้งประธานและกรรมครับ
แต่ระวังให้ดีครับ! ความครอบจักรวาลนี้มีข้อจำกัดที่สำคัญมาก นั่นคือ that จะใช้ได้ใน Defining Relative Clauses เท่านั้น หรือพูดให้จำง่ายๆ คือ “ห้ามใช้ that หลัง Comma เด็ดขาด” ครับ
ในภาษาพูดและภาษาเขียนแบบไม่เป็นทางการ ฝรั่งนิยมใช้ that แทน which อย่างกว้างขวางครับ เพราะออกเสียงได้ง่ายกว่าและฟังดูลื่นไหลกว่า
- The man that lives next door is friendly. (เดอะ แมน แดท ลิฟส เนกซท ดอร์ อีส เฟรนดลี) ผู้ชายคนที่อาศัยอยู่ข้างบ้านเป็นคนเป็นมิตร
👉 (ใช้ that แทน who ได้)
- The cake that she baked was delicious. (เดอะ เคก แดท ชี เบกด วอส ดีลิเชียส) เค้กที่เธออบนั้นอร่อยมาก
👉 (ใช้ that แทน which ได้)
- ❌ Bangkok, that is in Thailand, is a big city. (ผิดหลักไวยากรณ์ เพราะใช้ that หลัง Comma ไม่ได้)
| Relative Pronoun | ใช้กับ (Antecedent) | หน้าที่ในประโยค | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| Who | คน (Person) | ประธาน (Subject) | ตามด้วย Verb เสมอ |
| Whom | คน (Person) | กรรม (Object) | ตามด้วย Subject + Verb |
| Which | สัตว์, สิ่งของ (Thing) | ประธาน หรือ กรรม | ยืดหยุ่น ใช้หลัง Comma ได้ |
| Whose | คน, สัตว์, สิ่งของ | แสดงความเป็นเจ้าของ | โครงสร้าง Noun + whose + Noun |
| That | คน, สัตว์, สิ่งของ | ประธาน หรือ กรรม | ห้ามใช้ในประโยคที่มี Comma (,) |
3D Grammar Structure: โครงสร้างและการนำ Relative Clauses ไปใช้
เพื่อความเข้าใจที่ลึกซึ้งในระดับโครงสร้าง อาจารย์ขอใช้โมเดลการเรียนรู้แบบ 3 มิติ เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพรวมของการทำงานของไวยากรณ์เรื่องนี้ครับ
- 📐 มิติด้านโครงสร้าง (Form): โครงสร้างพื้นฐานคือ Main Noun + [Relative Pronoun + (Subject) + Verb + …]. สิ่งสำคัญคือต้องเลือกสรรพนามให้ตรงกับชนิดของคำนามหลัก (คน/สัตว์/สิ่งของ) และพิจารณาว่าจะต้องมีเครื่องหมายวรรคตอน (Comma) หรือไม่ตามประเภทของอนุประโยค (Defining/Non-defining)
- 🔍 มิติด้านความหมาย (Meaning): อนุประโยคนี้ทำหน้าที่บีบกรอบความหมายของคำนามให้แคบลงและชัดเจนขึ้น หรือเพิ่มเติมข้อมูลพื้นหลังให้สมบูรณ์ขึ้น ช่วยให้ประโยคมีความหมายที่ลึกซึ้งและมีน้ำหนักมากขึ้นกว่าการใช้ประโยคเดี่ยวๆ
- 🗣️ มิติด้านการนำไปใช้ (Use): ในชีวิตจริง ทั้งการพูดและการเขียน การใช้โครงสร้างนี้ช่วยแสดงถึงระดับความเชี่ยวชาญทางภาษา (Fluency) ทำให้เนื้อหาดูมีความต่อเนื่อง (Cohesion) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญมากในการสอบประเมินผลทักษะการเขียนและการพูดระดับสากล
เทคนิคสอบ TOEIC ที่ต้องระวัง! ข้อสอบมักจะหลอกในส่วนนี้ ดังนั้น คู่มือเตรียมสอบ TOEIC จึงแนะนำให้มองหา “คำนามที่อยู่หน้าช่องว่าง” ทันทีครับ ถ้าข้างหน้าเป็นคน ตัด which ทิ้ง ถ้าข้างหน้ามี Comma ตัด that ทิ้ง และถ้าหน้าช่องว่างเป็นคำนาม หลังช่องว่างก็เป็นคำนาม (เช่น Mr. Lee, ______ contract was signed…) ให้ฟันธงตอบ whose ไปเลยครับ!
การละ Relative Pronouns (Omission of Relative Pronouns)
เมื่อคุณเรียนรู้ถึงระดับหนึ่ง คุณจะพบว่าฝรั่งมักจะ “กลืน” หรือ “ละทิ้ง” คำเชื่อมเหล่านี้ไปดื้อๆ เลยในเวลาพูดหรือแม้แต่ในการเขียนแบบไม่เป็นทางการครับ การเรียนรู้เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะมันจะช่วยให้คุณฟังฝรั่งพูดรู้เรื่องมากขึ้นครับ
แต่การจะตัดคำเชื่อมทิ้งนั้น ไม่ใช่ว่าจะตัดตอนไหนก็ได้ตามใจชอบนะครับ ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษมีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดเกี่ยวกับการละคำ (Omission) ซึ่งถ้าคุณทำผิดกฎ ประโยคนั้นจะพังและผิดหลักไวยากรณ์ทันทีครับ
เรามาดูกฎการละคำเชื่อมกันครับ ว่าเมื่อไหร่ที่เราสามารถทำให้ประโยคสั้นกระชับขึ้นได้แบบถูกต้อง 100%
เมื่อ Relative Pronoun ทำหน้าที่เป็นกรรม (Object)
กฎทองคำข้อแรกและข้อเดียวที่อนุญาตให้คุณละคำเชื่อม (who, whom, which, that) ทิ้งได้ คือ เมื่อคำเชื่อมนั้นทำหน้าที่เป็น “กรรม” ของอนุประโยค ในประโยคประเภท Defining Relative Clause ครับ
วิธีสังเกตง่ายๆ ว่ามันเป็นกรรมหรือไม่ คือดูที่คำศัพท์ที่ตามหลังคำเชื่อมนั้นครับ ถ้าหลังคำเชื่อมมี “ประธาน + กริยา” ตัวใหม่ตามมาติดๆ แสดงว่าคำเชื่อมตัวนั้นเป็นกรรม และคุณสามารถเอามันออกไปได้เลยครับ
- The movie that we watched was boring. ➡️ The movie we watched was boring. (เดอะ มูฟวี วี วอทชด วอส บอริง) ภาพยนตร์ที่เราดูนั้นน่าเบื่อ
👉 (ละ that ได้ เพราะมี we เป็นประธานตัวใหม่ตามมา)
- The man whom I met is a doctor. ➡️ The man I met is a doctor. (เดอะ แมน ไอ เมท อีส อะ ดอคเทอร์) ผู้ชายที่ฉันพบเป็นหมอ
👉 (ละ whom ได้ เพราะมี I เป็นประธานตัวใหม่)
- The shoes which she bought are expensive. ➡️ The shoes she bought are expensive. (เดอะ ชูส ชี บอท อาร์ เอกซเพนซิฟว) รองเท้าที่เธอซื้อมานั้นมีราคาแพง
👉 (ละ which ได้ เพราะมี she เป็นประธานตัวใหม่)
กฎข้อควรระวังเมื่อละคำเชื่อม
ในทางกลับกัน ข้อควรระวังที่ห้ามลืมเด็ดขาดคือ ห้ามละคำเชื่อมถ้ามันทำหน้าที่เป็น “ประธาน” ของอนุประโยค ครับ ถ้าคุณตัดมันทิ้ง ประโยคจะขาดประธานทันทีและกลายเป็นประโยคที่ผิดไวยากรณ์ (Run-on sentence หรือ Fragment)
วิธีสังเกตคือ ถ้าหลังคำเชื่อมตามด้วย “กริยา (Verb)” ทันที นั่นหมายความว่าตัวมันเองเป็นประธาน ห้ามตัดทิ้งเด็ดขาดครับ
นอกจากนี้ ยังมีกฎอีกข้อคือ ห้ามละคำเชื่อมในประโยคแบบ Non-defining (ประโยคที่มี Comma) ไม่ว่ามันจะเป็นประธานหรือกรรมก็ตามครับ
- The boy who broke the window ran away. (เดอะ บอย ฮู โบรค เดอะ วินโดว แรน อะเวย์) เด็กชายผู้ที่ทำหน้าต่างแตกวิ่งหนีไป
👉 (❌ ห้ามละ who เพราะตามด้วยกริยา broke)
- My car, which I bought last year, is broken. (มาย คาร์ วิช ไอ บอท ลาสท เยียร์ อีส โบรเคน) รถของฉัน ซึ่งฉันซื้อเมื่อปีที่แล้ว เสียแล้ว
👉 (❌ ห้ามละ which แม้ว่ามันจะเป็นกรรม เพราะอยู่ในประโยคที่มี Comma)
| โครงสร้างประโยค | ตัวอย่างที่ผิด (Common Mistakes) ❌ | ตัวอย่างที่ถูกต้อง (Correct Usage) ✅ |
|---|---|---|
| ละคำเชื่อมที่เป็นประธาน | The girl is crying is my sister. | The girl who is crying is my sister. |
| ละคำเชื่อมใน Non-defining | Paris, I visited in 2019, is beautiful. | Paris, which I visited in 2019, is beautiful. |
| ละคำเชื่อมที่เป็นกรรม (ทำได้) | The food which he cooked was bad. (ถูกต้องแต่นิยมน้อยกว่าในการพูด) | The food he cooked was bad. (กระชับและเป็นธรรมชาติ) |
การลดรูป Relative Clauses (Reduced Relative Clauses)
ขั้นกว่าของการแต่งประโยคให้ดูโปรเฟสชันนอลเหมือนเจ้าของภาษาคือ การลดรูป (Reduction) ครับ ในขณะที่การ “ละ” (Omission) คือการเอาแค่คำเชื่อมออก แต่การ “ลดรูป” คือการหั่นโครงสร้างกริยาในอนุประโยคนั้นให้กลายเป็นวลี (Phrase) เพื่อให้ประโยคสั้นและกระชับที่สุด
การลดรูปมักจะทำได้เมื่ออนุประโยคนั้นเป็นแบบ Defining และตัวคำเชื่อมทำหน้าที่เป็นประธานครับ โดยเราจะใช้โครงสร้างของ Participle มาช่วย ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กรณีหลักๆ ตามสภาพของประธานครับ
การฝึกฝนเรื่องนี้จะทำให้ทักษะการเขียนของคุณก้าวกระโดดอย่างมากครับ
การใช้ Present Participle (V.ing) เมื่อประธานทำเอง
ถ้าคำนามหลักเป็นผู้กระทำกริยานั้นเอง (Active Voice) เราสามารถลดรูปโดยการ 1) ตัด Relative Pronoun ทิ้ง 2) ตัด Verb to be ทิ้ง (ถ้ามี) และ 3) เปลี่ยนกริยาแท้ให้กลายเป็นรูปเติม -ing (Present Participle) ครับ
ไม่ว่าประโยคเดิมจะเป็น Tense อะไร (Present, Past, Future) ถ้าประธานเป็นคนทำเอง กริยาที่ลดรูปแล้วจะเป็น V.ing เสมอครับ (ไม่ต้องกังวลเรื่อง Tense อีกต่อไป)
- The man who is standing there is my boss. ➡️ The man standing there is my boss. (เดอะ แมน สแตนดิง แดร์ อีส มาย บอส) ผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงนั้นคือเจ้านายของฉัน
- People who arrive late will not be admitted. ➡️ People arriving late will not be admitted. (พีเพิล อะไรวิง เลท วิล นอท บี แอดมิททิด) ผู้ที่มาสายจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้า
- The boy who broke the glass apologized. ➡️ The boy breaking the glass apologized. (เดอะ บอย เบรกกิง เดอะ กลาส อะพอลโลไจซด) เด็กชายผู้ทำแก้วแตกได้กล่าวขอโทษ
การใช้ Past Participle (V.3) เมื่อประธานถูกกระทำ
ในทางตรงกันข้าม ถ้าคำนามหลักเป็นผู้ถูกกระทำ (Passive Voice) เราจะลดรูปโดยใช้โครงสร้าง Past Participle (V.3) แทนครับ โดยวิธีการคือ 1) ตัด Relative Pronoun ทิ้ง และ 2) ตัด Verb to be (is, am, are, was, were) ทิ้ง ให้เหลือเพียงแค่ กริยาช่อง 3 เท่านั้นครับ
นี่คือรูปแบบที่เจอบ่อยที่สุดในข้อสอบ Reading Comprehension และเป็นสาเหตุที่ทำให้หลายคนแปลประโยคไม่ออกเพราะหาประธานและกริยาแท้ไม่เจอครับ
- The house which was built in 1990 is now a museum. ➡️ The house built in 1990 is now a museum. (เดอะ เฮาส บิลท อิน ไนนทีน ไนนที อีส นาว อะ มิวเซียม) บ้านที่สร้างขึ้นในปี 1990 ตอนนี้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์แล้ว
- The letters that were sent yesterday have arrived. ➡️ The letters sent yesterday have arrived. (เดอะ เลทเทอรส เซนท เยสเทอร์เดย์ แฮฟว อะไรฟวด) จดหมายที่ถูกส่งไปเมื่อวานนี้มาถึงแล้ว
- The car which is parked outside is mine. ➡️ The car parked outside is mine. (เดอะ คาร์ พารคด เอาทไซด อีส มายน์) รถคันที่จอดอยู่ด้านนอกคือรถของฉัน
สรุปประเด็นสำคัญ Key Takeaways
- 📌 หน้าที่หลัก = ขยายคำนามให้ชัดเจน (Adjective Clause)
- 💡 Defining Clause = ข้อมูลสำคัญ ห้ามใส่ Comma ห้ามตัดทิ้ง
- ⚠️ Non-defining Clause = ข้อมูลเสริม ต้องมี Comma ตัดทิ้งได้ประโยคไม่เสียความหมาย
- ✅ Who / Whom = ใช้กับคน (ประธาน / กรรม)
- ✅ Which / Whose = ใช้กับสัตว์ สิ่งของ / ใช้แสดงความเป็นเจ้าของ
- ❌ That = ครอบจักรวาล แต่ห้ามใช้ตามหลัง Comma เด็ดขาด
- ✂️ การลดรูป = ประธานทำเองใช้ V.ing / ประธานถูกกระทำใช้ V.3
Mini Quiz ทดสอบความเข้าใจ
จงเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพื่อเติมในช่องว่าง
1. The student _______ won the scholarship is my friend.
a) which
b) who
c) whom
2. I bought a new phone, _______ takes great pictures.
a) that
b) which
c) who
3. Do you know the girl _______ brother is a famous actor?
a) whose
b) who
c) whom
👉 ดูเฉลยพร้อมคำอธิบายได้ที่ท้ายบทความหลังส่วนคำถามที่พบบ่อย
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1. Relative Clauses ต่างจาก Noun Clauses อย่างไร?
Relative Clauses ทำหน้าที่เหมือน Adjective เพื่อ “ขยายคำนาม” ที่อยู่ด้านหน้ามันครับ แต่ Noun Clauses จะทำหน้าที่ประหนึ่งเป็น “คำนาม” เสียเองเลย คือเป็นประธาน หรือเป็นกรรมของประโยคหลักครับ เช่น I know who you are. (who you are คือ Noun Clause ทำหน้าที่เป็นกรรมของ know)
2. เราสามารถใช้ whose กับสิ่งของได้จริงๆ หรือ?
ได้ครับ แม้ว่าโดยหลักการแล้ว whose มักจะโยงกับบุคคล แต่ในภาษาอังกฤษเชิงวิชาการหรือเป็นทางการ การใช้ whose กับสิ่งของเป็นที่ยอมรับและใช้กันทั่วไปเพื่อเลี่ยงการใช้โครงสร้าง “the (noun) of which” ที่ดูยุ่งยากครับ เช่น A book whose cover is torn (หนังสือที่ปกขาด) แทนที่จะเขียนว่า A book the cover of which is torn.
3. ถ้าในประโยคมีบุพบท (Preposition) ต้องวางไว้ตรงไหน?
ในการเขียนแบบเป็นทางการ เรามักจะวางบุพบทไว้ “หน้า” Relative Pronoun ครับ (เช่น The person to whom I spoke) แต่ในการพูดทั่วไปหรือแบบไม่เป็นทางการ เรามักจะย้ายบุพบทไปไว้ “ท้าย” ประโยค (เช่น The person who I spoke to) ครับ
4. Where, When, Why จัดเป็นกลุ่มเดียวกันไหม?
ใช่ครับ คำเหล่านี้เรียกว่า Relative Adverbs ซึ่งทำหน้าที่คล้ายกันคือการขยายคำนามที่บอกสถานที่ (where), เวลา (when), และเหตุผล (why) ถือเป็นส่วนหนึ่งของตระกูล Adjective Clauses เช่นเดียวกันครับ
5. ถ้าใช้ that ผิดในข้อสอบจะโดนหักคะแนนหนักไหม?
ในข้อสอบมาตรฐานอย่าง TOEIC หรือ IELTS การใช้ that ผิดกฎ (เช่น ใส่หลัง Comma) ถือเป็นข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์ (Grammar error) ที่ถูกหักคะแนนอย่างแน่นอนครับ เพราะแสดงให้เห็นว่าผู้สอบไม่เข้าใจโครงสร้าง Non-defining clause ครับ
ข้อ 1: ตอบ b) who
คำอธิบาย: คำนามข้างหน้าคือ student (คน) และตามหลังช่องว่างคือ กริยา won แสดงว่าต้องการคำเชื่อมที่ทำหน้าที่เป็นประธานของคน จึงต้องตอบ who ครับ (ถ้าตอบ whom จะผิดเพราะ whom เป็นกรรม)
ข้อ 2: ตอบ b) which
คำอธิบาย: คำนามข้างหน้าคือ phone (สิ่งของ) และสังเกตดีๆ ว่ามีเครื่องหมาย Comma (,) คั่นอยู่ นี่คือโครงสร้าง Non-defining clause ดังนั้นเราจึงใช้ that ไม่ได้อย่างเด็ดขาด จึงต้องตอบ which ครับ
ข้อ 3: ตอบ a) whose
คำอธิบาย: หน้าช่องว่างคือคำนาม girl และหลังช่องว่างคือคำนาม brother การเชื่อมคำนามกับคำนามเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ (พี่ชายของเด็กผู้หญิงคนนั้น) ต้องใช้ whose เท่านั้นครับ




