สรุป การใช้ Direct Speech และ Indirect Speech ครบทุกกฎ พร้อมเทคนิคสอบ TOEIC

เคยรู้สึกสับสนไหมครับว่าเวลาเราต้องการยกคำพูดของใครสักคนมาเล่าต่อ เราควรจะยกมาทั้งประโยคพร้อมใส่เครื่องหมายคำพูด หรือควรจะนำมาปรับเรียบเรียงใหม่ดี แล้วแต่ละแบบมีกฎไวยากรณ์ที่ต้องระวังอย่างไรบ้าง ในบทความนี้ อาจารย์ต้นอมร จะพาไปเจาะลึก การใช้ Direct Speech และ Indirect Speech อย่างละเอียดครบทุกมิติ เพื่อให้ทุกคนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการเขียนและสื่อสารได้อย่างเป็นมืออาชีพครับ
- Direct Speech คือการยกคำพูดดั้งเดิมมาทั้งหมดแบบคำต่อคำ โดยบังคับให้ต้องอยู่ในเครื่องหมายอัญประกาศ (Quotation Marks)
- Indirect Speech (หรือ Reported Speech) คือการนำคำพูดนั้นมาเรียบเรียงใหม่ผ่านมุมมองของผู้เล่า โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายคำพูด
- เมื่อเปลี่ยน Direct เป็น Indirect จะต้องมีการปรับเปลี่ยน 3 จุดหลัก คือ สรรพนาม (Pronouns) กาลเวลา (Tenses) และคำระบุเวลา/สถานที่
- ในข้อสอบมักจะทดสอบความแม่นยำเรื่องเครื่องหมายวรรคตอนในประโยคคำพูดตรง และการถอย Tense (Backshift) ในประโยครายงาน
ทำความเข้าใจ การใช้ Direct Speech และ Indirect Speech คืออะไร
ในการสื่อสารทั้งในชีวิตประจำวันและในโลกของการทำงาน เราหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะต้องอ้างอิงถึงข้อความ คำสั่ง หรือคำพูดที่บุคคลอื่นได้กล่าวไว้ การเลือกเครื่องมือทางภาษาที่เหมาะสมเพื่อถ่ายทอดข้อมูลเหล่านั้น ถือเป็นทักษะที่สำคัญมากในการ พื้นฐานภาษาอังกฤษ ครับ เพราะมันสะท้อนถึงความแม่นยำและมารยาทในการสื่อสาร
ในภาษาอังกฤษ เรามีรูปแบบการอ้างอิงคำพูดอยู่ 2 ระบบหลักครับ ซึ่งทั้งสองระบบนี้มีจุดประสงค์เดียวกันคือการเล่าเรื่องต่อ แต่มีวิธีการนำเสนอที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การเลือกใช้ระบบใดระบบหนึ่งจะส่งผลต่อความน่าเชื่อถือ อรรถรสของการเล่าเรื่อง และระดับความเป็นทางการของข้อความครับ
ก่อนที่เราจะไปท่องจำกฎไวยากรณ์ที่ซับซ้อน อาจารย์อยากให้ทุกคนมองภาพรวมและทำความเข้าใจถึงปรัชญาของประโยคทั้งสองรูปแบบนี้ก่อนครับ ว่าทำไมภาษาอังกฤษถึงต้องออกแบบให้มันมีความแตกต่างกัน และเราควรจะหยิบรูปแบบไหนมาใช้ในสถานการณ์ใดครับ
Direct Speech (ประโยคคำพูดตรง) คืออะไร
Direct Speech หรือประโยคคำพูดตรง คือการคัดลอกคำพูดของบุคคลนั้นมาแบบเป๊ะๆ ทุกตัวอักษร 100% ครับ ไม่มีการตัดทอน ไม่มีการเปลี่ยนสรรพนาม และไม่มีการปรับเวลาใดๆ ทั้งสิ้น เปรียบเสมือนเราเป็นเครื่องบันทึกเสียงที่เปิดเล่นข้อความนั้นซ้ำให้ผู้ฟังได้ยินอีกครั้ง
เอกลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดของประโยคประเภทนี้คือ การใช้เครื่องหมายอัญประกาศ หรือเครื่องหมายคำพูด (Quotation Marks) ครอบข้อความเหล่านั้นไว้เสมอ เพื่อแสดงให้ผู้อ่านเห็นอย่างชัดเจนว่า นี่ไม่ใช่คำพูดของผู้เขียนนะ แต่เป็นคำพูดดั้งเดิมของบุคคลที่ถูกอ้างอิงครับ
เรามักจะใช้โครงสร้างนี้ในการเขียนนิยาย บทละคร บทสัมภาษณ์ หรือรายงานข่าวที่ต้องการรักษาอรรถรสและคำพูดดั้งเดิมของแหล่งข่าวเอาไว้ เพื่อให้ผู้อ่านรู้สึกเหมือนได้ไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ ครับ
John said, “I am very tired today.” (จอห์น เซด, “ไอ แอม เวรี ไทร์ด ทูเดย์.”) จอห์นพูดว่า “วันนี้ฉันเหนื่อยมาก”
She asked, “Where are you going?” (ชี อาสคด, “แวร์ อาร์ ยู โกอิง?”) เธอถามว่า “คุณกำลังจะไปไหน”
The boss said, “We must finish this report.” (เดอะ บอส เซด, “วี มัสท์ ฟินิช ดิส รีพอร์ต.”) เจ้านายพูดว่า “พวกเราต้องทำรายงานนี้ให้เสร็จ”
“I love this movie,” Mary exclaimed. (“ไอ เลิฟ ดิส มูฟวี,” แมรี เอกซ์เคลมด.) “ฉันรักหนังเรื่องนี้” แมรี่อุทาน
Indirect Speech (ประโยครายงาน) คืออะไร
ในทางกลับกัน Indirect Speech (หรือที่หลายคนคุ้นเคยในชื่อ Reported Speech) คือประโยครายงานครับ เป็นการนำเอาเนื้อหาหลักจากคำพูดของคนอื่น มาย่อยและเรียบเรียงใหม่ผ่านปากของเราเองในปัจจุบัน เพื่อถ่ายทอดให้บุคคลที่สามฟัง
จุดสังเกตที่ชัดเจนคือ จะไม่มีการใช้เครื่องหมายคำพูดใดๆ ทั้งสิ้น และเนื่องจากเวลา สถานที่ และคนที่กำลังเล่าเรื่องได้เปลี่ยนไปแล้ว เราจึงต้องมีการปรับแต่งไวยากรณ์ภายในประโยคให้มีความสมเหตุสมผลและสอดคล้องกับความเป็นจริงในปัจจุบันมากที่สุดครับ
การใช้ประโยครายงานมักจะพบได้ในการเขียนเชิงวิชาการ การเขียนอีเมลธุรกิจ การสรุปรายงานการประชุม หรือการพูดคุยในชีวิตประจำวันทั่วไป เพราะมันดูเป็นธรรมชาติและไหลลื่นไปกับบริบทของการเล่าเรื่องมากกว่าการหยุดเพื่อใส่เครื่องหมายคำพูดครับ
John said that he was very tired that day. (จอห์น เซด แดท ฮี วอส เวรี ไทร์ด แดท เดย์.) จอห์นพูดว่าเขาเหนื่อยมากในวันนั้น
She asked where I was going. (ชี อาสคด แวร์ ไอ วอส โกอิง.) เธอถามว่าฉันกำลังจะไปไหน
The boss stated that they had to finish that report. (เดอะ บอส สเตทเตด แดท เดย์ แฮด ทู ฟินิช แดท รีพอร์ต.) เจ้านายกล่าวว่าพวกเขาต้องทำรายงานนั้นให้เสร็จ
Mary exclaimed that she loved that movie. (แมรี เอกซ์เคลมด แดท ชี เลิฟด แดท มูฟวี.) แมรี่อุทานว่าเธอรักหนังเรื่องนั้น
โครงสร้างแบบ 3 มิติ (3D Grammar Structure)
เพื่อให้ทุกคนเห็นความเชื่อมโยงระหว่างรูปแบบและความหมาย อาจารย์ขออธิบายการใช้งานของประโยคทั้งสองระบบนี้ผ่านโครงสร้าง 3 มิติ (3D Grammar Structure) ซึ่งเป็นกรอบความคิดที่จะช่วยให้คุณไม่ลืมกฎพื้นฐานครับ
- 📐 มิติด้านโครงสร้าง (Form): Direct Speech บังคับใช้เครื่องหมาย “” และแยกส่วนกริยานำออกจากคำพูดด้วยคอมม่า (,) เสมอ ในขณะที่ Indirect Speech จะละเครื่องหมายคำพูดทิ้ง ใช้คำเชื่อมอย่าง that หรือ if เข้ามาแทน และบังคับให้ถอย Tense ลงหนึ่งสเต็ป (Backshift)
- 🔍 มิติด้านความหมาย (Meaning): Direct Speech สื่อสารเพื่อรักษาความดั้งเดิมของอารมณ์และคำศัพท์ของผู้พูด ส่วน Indirect Speech สื่อสารเพื่อสรุปใจความสำคัญ ถ่ายทอดข้อมูลให้กระชับและเป็นเนื้อเดียวกันกับผู้เล่าในปัจจุบัน
- 🗣️ มิติด้านการนำไปใช้ (Use): Direct มักใช้ในงานวรรณกรรม ข่าว และคำคม ส่วน Indirect มักใช้ในการทำรายงาน ธุรกิจ การสรุปข้อความ และบทสนทนาแบบเป็นทางการที่ต้องการ ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ ที่สละสลวย
กฎการเขียนและการใช้เครื่องหมายวรรคตอนใน Direct Speech
เมื่อพูดถึงประโยคคำพูดตรง สิ่งที่ทำให้หลายคนเสียคะแนนในห้องสอบหรือดูไม่เป็นมืออาชีพในการเขียนงาน ไม่ใช่การเลือกคำศัพท์หรอกครับ แต่เป็น เรื่องของเครื่องหมายวรรคตอน (Punctuation) ภาษาอังกฤษมีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดมากเกี่ยวกับการเปิดปิดเครื่องหมายคำพูดและการวางจุด
หากเราวางลูกน้ำ (Comma) ผิดที่ หรือลืมทำตัวพิมพ์ใหญ่ (Capital Letter) ในตำแหน่งที่ถูกต้อง ประโยคเหล่านั้นจะถูกมองว่าผิดหลักไวยากรณ์ขั้นรุนแรงทันทีครับ โดยเฉพาะในการเขียนเรียงความหรือรายงานส่งอาจารย์
เรามาเจาะลึกกฎเหล็ก 3 ข้อของการจัดเรียงและเขียนประโยค Direct Speech เพื่อให้ทุกการอ้างอิงของคุณถูกต้องตามมาตรฐานสากลกันครับ
การใช้เครื่องหมายคำพูดและลูกน้ำ (Quotes and Commas)
กฎข้อแรกคือ การแยกส่วนระหว่างประโยคนำ (Reporting Clause) เช่น He said กับส่วนที่เป็นคำพูด (Quoted Clause) เช่น “I like it” เรา ต้องใช้เครื่องหมายจุลภาค (Comma) คั่นกลางเสมอ ครับ นี่คือกฎตายตัวที่ห้ามลืมเด็ดขาด
นอกจากนี้ เครื่องหมายจบประโยคของคำพูด ไม่ว่าจะเป็นจุด (Full stop), เครื่องหมายคำถาม (Question mark), หรือเครื่องหมายตกใจ (Exclamation mark) จะต้อง วางอยู่ “ข้างใน” เครื่องหมายคำพูดปิดเสมอ ครับ (ตามสไตล์อเมริกัน) เราจะไม่วางจุดไว้นอกเครื่องหมายคำพูดเด็ดขาด
ลองสังเกตตำแหน่งของเครื่องหมายคอมม่าและจุดในตัวอย่างประโยคเหล่านี้นะครับ
Tom said, “I am hungry.” (ทอม เซด, “ไอ แอม ฮังกรี.”) ทอมพูดว่า “ฉันหิว”
She asked, “Is it raining?” (ชี อาสคด, “อิส อิท เรนนิง?”) เธอถามว่า “ฝนกำลังตกใช่ไหม”
They shouted, “Watch out!” (เดย์ เชาท์เทด, “วอทช์ เอาท์!”) พวกเขาตะโกนว่า “ระวัง!”
The teacher ordered, “Open your books.” (เดอะ ทีชเชอร์ ออร์เดอร์ด, “โอเพน ยัวร์ บุ๊คส์.”) ครูสั่งว่า “เปิดหนังสือของพวกคุณ”
การวางตำแหน่ง Reporting Verb สลับหน้าหลัง
ความสนุกของการแต่งประโยค Direct Speech คือความยืดหยุ่นในการจัดวางตำแหน่งครับ เราไม่จำเป็นต้องเอาส่วนประโยคนำ (He said) ไว้ข้างหน้าเสมอไป เราสามารถสลับนำเอา คำพูดมาวางไว้ข้างหน้า แล้วเอาประโยคนำไปห้อยไว้ข้างหลัง เพื่อความสวยงามทางวรรณศิลป์ได้ครับ
แต่เมื่อสลับตำแหน่งแล้ว กฎการใช้เครื่องหมายจะเปลี่ยนไปเล็กน้อยครับ หากประโยคคำพูดเป็นประโยคบอกเล่า เราจะเปลี่ยนจุด (Full stop) ให้เป็นลูกน้ำ (Comma) ไว้ภายในเครื่องหมายคำพูด แล้วค่อยตามด้วย He said ปิดท้ายประโยคด้วยจุดอีกครั้งครับ
แต่ถ้าประโยคคำพูดเป็นคำถามหรือตกใจ ให้ใช้เครื่องหมาย ? หรือ ! ได้ตามปกติ โดยไม่ต้องเปลี่ยนเป็นลูกน้ำครับ
“I am hungry,” Tom said. (“ไอ แอม ฮังกรี,” ทอม เซด.) “ฉันหิว” ทอมพูด
“Is it raining?” she asked. (“อิส อิท เรนนิง?” ชี อาสคด.) “ฝนกำลังตกใช่ไหม” เธอถาม
“Watch out!” they shouted. (“วอทช์ เอาท์!” เดย์ เชาท์เทด.) “ระวัง!” พวกเขาตะโกน
“I will be late,” he explained. (“ไอ วิล บี เลท,” ฮี เอกซ์เพลนด.) “ฉันจะมาสาย” เขาอธิบาย
ข้อควรระวังในการเขียนตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ (Capitalization)
กฎข้อสุดท้ายของหมวดนี้คือการใช้ตัวพิมพ์ใหญ่ครับ อักษรตัวแรกที่อยู่ภายในเครื่องหมายคำพูด จะต้องเป็นตัวพิมพ์ใหญ่เสมอ ไม่ว่าส่วนของคำพูดนั้นจะอยู่ตำแหน่งใดของประโยคก็ตาม เพราะมันถือเป็นการเริ่มต้นประโยคใหม่ในตัวของมันเองครับ
แต่มีข้อยกเว้นอยู่นิดหน่อยครับ หากเราจงใจ “ตัดทอนคำพูดของเขามาแค่ครึ่งประโยค” หรือนำคำพูดนั้นมาแทรกไว้กลางประโยคของเราแบบไม่เต็มประโยค เราก็ไม่จำเป็นต้องขึ้นต้นด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ครับ (แต่กรณีนี้จะเจอน้อยมากในการเรียนระดับทั่วไป)
ให้ยึดหลักไว้เสมอว่า เมื่อเปิดเครื่องหมายอัญประกาศ ตัวอักษรตัวถัดไปให้กด Shift เป็นตัวพิมพ์ใหญ่ได้เลยครับ
| กฎของ Direct Speech | ตัวอย่างที่ถูกต้อง | ตัวอย่างที่ผิด (ห้ามเขียนแบบนี้) |
|---|---|---|
| ใช้ลูกน้ำคั่นประโยคนำ | He said, “I like apples.” | He said “I like apples.” |
| จุดอยู่ภายในเครื่องหมาย | She said, “It is cold.” | She said, “It is cold”. |
| ขึ้นต้นคำพูดด้วยพิมพ์ใหญ่ | They asked, “Who is he?” | They asked, “who is he?” |
จากประสบการณ์ที่อาจารย์ตรวจเรียงความภาษาอังกฤษของนักเรียน สิ่งที่มักจะพลาดกันบ่อยคือการใช้เครื่องหมายคำพูดเดี่ยว (‘…’) สลับกับเครื่องหมายคำพูดคู่ (“…”) ครับ ตามหลักอเมริกันมาตรฐาน เราต้องใช้เครื่องหมายคำพูดคู่ (Double quotes) ครอบประโยคเสมอครับ ส่วนเครื่องหมายคำพูดเดี่ยว (Single quotes) จะเอาไว้ใช้เมื่อมีคำพูดซ้อนอยู่ในคำพูดอีกชั้นหนึ่งครับ เช่น He said, “Mary told me, ‘I won’t go’.”
กฎเหล็ก 3 ข้อในการเปลี่ยน Direct ให้เป็น Indirect Speech
เมื่อเราเข้าใจหลักการเขียนประโยคคำพูดตรงแล้ว คราวนี้เราจะมาเจาะลึกที่ Indirect Speech หรือการนำประโยคเหล่านั้นมารายงานต่อครับ การเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ใช่แค่การดึงเครื่องหมายคำพูดออกแล้วจบนะครับ แต่มันมีกฎทางไวยากรณ์ที่บังคับให้เราต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในประโยค
หากคุณสามารถ ฝึกแต่งประโยคภาษาอังกฤษ โดยใช้กฎทั้ง 3 ข้อนี้ได้อย่างคล่องแคล่ว ประโยครายงานของคุณจะมีความสมเหตุสมผลและสอดคล้องกับช่วงเวลาปัจจุบันอย่างเป็นธรรมชาติครับ
เรามาดูกฎเหล็ก 3 ข้อที่ต้องสแกนทุกครั้งเมื่อทำการเปลี่ยนประโยคกันครับ
1. การเปลี่ยนคำสรรพนาม (Pronouns) ให้ตรงกับมุมมองใหม่
เมื่อคนหนึ่งคนพูด ประธานสรรพนามบุรุษที่ 1 อย่าง “ฉัน” ย่อมหมายถึงตัวเขาเอง แต่พอเรานำมาเล่าต่อ เราซึ่งเป็นผู้เล่าจะไปใช้คำว่า “ฉัน” ตามเขาไม่ได้เด็ดขาดครับ เพราะมันจะกลายเป็นหมายถึงตัวเราแทน กฎข้อแรกจึงเป็นการ เปลี่ยนมุมมองสรรพนามให้ถูกต้องตามความเป็นจริง ครับ
หลักการง่ายๆ คือ สรรพนามบุรุษที่ 1 (I, we, my, our) ในประโยคคำพูด จะต้องเปลี่ยนตาม “ผู้พูด” (Subject) ของประโยคนำ และสรรพนามบุรุษที่ 2 (You, your) จะต้องเปลี่ยนตาม “ผู้ฟัง” (Object) ของประโยคนำครับ
การฝึกทำความเข้าใจเรื่องผู้พูดและผู้ฟัง จะช่วยลดความสับสนในการใช้สรรพนามได้อย่างยอดเยี่ยมครับ
| สรรพนามใน Direct Speech | เปลี่ยนเป็น Indirect Speech (โดยประมาณ) |
|---|---|
| I / me / my | he, she / him, her / his, her (เปลี่ยนตามผู้พูด) |
| We / us / our | they / them / their |
| You / your | I, he, she, they / my, his, her, their (เปลี่ยนตามผู้ฟัง) |
Tom said, “I like my new job.” -> Tom said that he liked his new job. (ทอม เซด แดท ฮี ไลค์ด ฮิส นิว จ็อบ.) ทอมพูดว่าเขาชอบงานใหม่ของเขา
She said to me, “You are a good friend.” -> She told me that I was a good friend. (ชี โทลด มี แดท ไอ วอส อะ กูด เฟรนด์.) เธอบอกฉันว่าฉันเป็นเพื่อนที่ดี (You เปลี่ยนเป็น I เพราะคนฟังคือฉัน)
They said, “We will do our best.” -> They said that they would do their best. (เดย์ เซด แดท เดย์ วูด ดู แดร์ เบสท์.) พวกเขาพูดว่าพวกเขาจะทำอย่างเต็มที่
2. การถอย Tense (Tense Backshift) เมื่อกริยานำเป็นอดีต
นี่คือหัวใจสำคัญของการทำประโยครายงานครับ กฎมีอยู่ว่า หากกริยานำ (Reporting Verb) อยู่ในรูปอดีต เช่น said, told, asked ประโยคที่อยู่ในเครื่องหมายคำพูดจะต้องถูกถอย Tense กลับไปสู่อดีต 1 ก้าวเสมอ ครับ
เหตุผลที่ต้องถอย Tense ก็เพราะในขณะที่เรากำลังเล่าเรื่องอยู่นั้น เหตุการณ์ที่เขาพูดมันได้ผ่านพ้นไปแล้วในอดีตครับ การทำ Tense Backshift มีสูตรจำง่ายๆ คือ จาก Present เปลี่ยนเป็น Past, จาก Past เปลี่ยนเป็น Past Perfect และกริยาช่วย (Modal Verbs) ก็ต้องถูกถอยด้วย เช่น will กลายเป็น would, can กลายเป็น could
การเข้าใจตารางการถอย Tense นี้คือจุดชี้วัดว่าคุณเข้าใจไวยากรณ์เรื่องประโยครายงานมากน้อยแค่ไหนครับ
| Tense ในคำพูดตรง (Direct) | ถอยหลังเป็น (Indirect) |
|---|---|
| Present Simple (V.1) | Past Simple (V.2) |
| Present Continuous (is/am/are + V.ing) | Past Continuous (was/were + V.ing) |
| Past Simple (V.2) | Past Perfect (had + V.3) |
| will / can / may | would / could / might |
He said, “I work here.” -> He said that he worked there. (ฮี เซด แดท ฮี เวิร์คด แดร์.) เขาพูดว่าเขาทำงานที่นั่น
She said, “I am eating.” -> She said that she was eating. (ชี เซด แดท ชี วอส อีททิง.) เธอพูดว่าเธอกำลังทานอาหาร
Tom said, “I lost my keys.” -> Tom said that he had lost his keys. (ทอม เซด แดท ฮี แฮด ลอสท์ ฮิส คีย์ส.) ทอมพูดว่าเขาทำกุญแจหาย
They said, “We can help.” -> They said that they could help. (เดย์ เซด แดท เดย์ คูด เฮลพ.) พวกเขาพูดว่าพวกเขาสามารถช่วยได้
3. การเปลี่ยนคำระบุเวลาและสถานที่ (Time and Place Words)
กฎข้อที่สามเป็นการปรับบริบทรอบด้านให้สมจริงครับ เวลาที่คนพูดพูดคำว่า “พรุ่งนี้” หรือ “ที่นี่” นั่นคือมุมมองในมิติเวลาของเขา แต่เมื่อเราเอามาเล่าต่อในวันอื่นหรือสถานที่อื่น “พรุ่งนี้” ของเขาอาจจะกลายเป็น “วันถัดไป” สำหรับเราแล้ว และ “ที่นี่” ของเขาก็กลายเป็น “ที่นั่น” สำหรับเราครับ
ดังนั้น เราจึงต้องแปลงคำที่ใช้ระบุเวลาและสถานที่ให้สอดคล้องกับการเล่าเรื่องใหม่เสมอครับ หากเราลืมเปลี่ยนคำเหล่านี้ ประโยคจะฟังดูขัดแย้งกับหลักความเป็นจริงทันที
ตารางด้านล่างนี้คือกลุ่ม คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ที่มักจะถูกหลอกบ่อยที่สุดในข้อสอบครับ
| คำระบุเวลา/สถานที่ (Direct) | เปลี่ยนเป็น (Indirect) |
|---|---|
| now (ตอนนี้) | then (ตอนนั้น) |
| today (วันนี้) | that day (วันนั้น) |
| tomorrow (พรุ่งนี้) | the next day / the following day (วันถัดไป) |
| yesterday (เมื่อวาน) | the day before / the previous day (วันก่อนหน้า) |
| here (ที่นี่) / this (สิ่งนี้) | there (ที่นั่น) / that (สิ่งนั้น) |
She said, “I will call you tomorrow.” -> She said that she would call me the next day. (ชี เซด แดท ชี วูด คอล มี เดอะ เนกซ์ท เดย์.) เธอพูดว่าเธอจะโทรหาฉันในวันถัดไป
He said, “I am busy now.” -> He said that he was busy then. (ฮี เซด แดท ฮี วอส บิซี เดน.) เขาพูดว่าเขายุ่งในตอนนั้น
They said, “We arrived yesterday.” -> They said that they had arrived the day before. (เดย์ เซด แดท เดย์ แฮด อะไรฟด เดอะ เดย์ บีฟอร์.) พวกเขาพูดว่าพวกเขามาถึงเมื่อวันก่อนหน้า
โครงสร้างของ Indirect Speech ในประโยคประเภทต่างๆ
ตอนนี้เราทราบกฎ 3 ข้อหลักในการแปลงโฉมประโยคกันแล้วครับ แต่ช้าก่อน! การ การใช้ Direct Speech และ Indirect Speech ไม่ได้มีแค่ประโยคบอกเล่าอย่างเดียวนะครับ หากประโยคดั้งเดิมเป็นคำถาม หรือเป็นคำสั่ง โครงสร้างในการรายงานก็จะถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ากับชนิดของประโยคนั้นๆ ด้วย
การวิเคราะห์ว่าข้อความนั้นเป็นประโยคชนิดใด จะช่วยให้เราสามารถเลือกใช้คำกริยานำ (Reporting Verbs) และคำเชื่อมได้อย่างถูกต้องเหมาะสมครับ นี่คือจุดที่ใช้แยกความแตกต่างระหว่างผู้เริ่มต้นกับผู้ใช้งานระดับสูง
อาจารย์จะพาไปเจาะลึกวิธีการรายงานประโยค 3 ประเภทหลัก ที่คุณจะต้องได้นำไปใช้ในการทำงานหรือการทำข้อสอบอย่างแน่นอนครับ
การรายงานประโยคบอกเล่า (Statements)
การรายงานประโยคบอกเล่าถือเป็นพื้นฐานที่ง่ายที่สุดครับ กริยานำที่นิยมใช้มากที่สุดคือ say และ tell ความแตกต่างของสองคำนี้คือ say ไม่จำเป็นต้องมีกรรมมารับ (เช่น He said that…) แต่ถ้าจะใช้ tell คุณถูกบังคับให้ต้องใส่กรรมหรือคนฟังเสมอ (เช่น He told me that…)
ตัวเชื่อมที่ใช้เป็นสะพานระหว่างประโยคนำและประโยคคำพูดคือคำว่า that (ที่แปลว่า ‘ว่า’) ครับ แต่ในภาษาพูดทั่วไปหรือในอีเมลที่ไม่เป็นทางการ เราสามารถละคำว่า that ทิ้งไปได้เลย โดยที่ความหมายยังคงครบถ้วนสมบูรณ์
ตัวอย่างการนำประโยคบอกเล่ามารายงานให้บุคคลที่สามฟังครับ
Direct: Mary said, “I love reading.” (ไดเรกท: แมรี เซด, “ไอ เลิฟ รีดดิง.”) ประโยคตรง: แมรี่พูดว่า “ฉันรักการอ่าน”
Indirect: Mary said that she loved reading. (อินไดเรกท: แมรี เซด แดท ชี เลิฟด รีดดิง.) ประโยครายงาน: แมรี่บอกว่าเธอรักการอ่าน
Direct: Bob said to me, “I bought a new car.” (ไดเรกท: บอบ เซด ทู มี, “ไอ บอท อะ นิว คาร์.”) ประโยคตรง: บ๊อบพูดกับฉันว่า “ฉันซื้อรถคันใหม่”
Indirect: Bob told me that he had bought a new car. (อินไดเรกท: บอบ โทลด มี แดท ฮี แฮด บอท อะ นิว คาร์.) ประโยครายงาน: บ๊อบบอกฉันว่าเขาได้ซื้อรถคันใหม่มาแล้ว
การรายงานประโยคคำถาม (Questions)
มาถึงหมวดที่ทำให้นักเรียนหลายคนทำข้อสอบพลาดครับ การนำประโยคคำถามมาเล่าต่อ มีกฎเหล็กสำคัญคือ ต้องเปลี่ยนโครงสร้างให้กลับมาเป็นประโยคบอกเล่าเสมอ นั่นคือ ประธานต้องมาอยู่หน้าคำกริยา และต้องตัดกริยาช่วย (do, does, did) ทิ้งไป และที่สำคัญคือห้ามใส่เครื่องหมายคำถาม (?) ปิดท้ายประโยคเด็ดขาด
ในการเลือกคำเชื่อม เราจะแบ่งคำถามออกเป็น 2 ประเภทครับ หากเป็นคำถาม Yes/No Questions เราจะใช้ if หรือ whether (ว่า…หรือไม่) มาเป็นสะพานเชื่อม แต่ถ้าเป็นคำถาม Wh-Questions (What, Where, Why) เราสามารถ ดึง Wh-words เหล่านั้นมาเป็นตัวเชื่อมประโยคได้เลย โดยไม่ต้องใส่ that หรือ if เข้ามาแทรกครับ
การใช้ Reporting Verb ก็ต้องเปลี่ยนจาก say เป็น ask (ถาม) หรือ inquire (สอบถาม) เพื่อให้เข้ากับบริบทครับ
Direct: He asked, “Do you like coffee?” (ไดเรกท: ฮี อาสคด, “ดู ยู ไลค์ คอฟฟี?”) ประโยคตรง: เขาถามว่า “คุณชอบกาแฟไหม”
Indirect: He asked me if I liked coffee. (อินไดเรกท: ฮี อาสคด มี อิฟ ไอ ไลค์ด คอฟฟี.) ประโยครายงาน: เขาถามฉันว่าฉันชอบกาแฟหรือไม่ (Yes/No Question ใช้ if)
Direct: She asked, “Where do you live?” (ไดเรกท: ชี อาสคด, “แวร์ ดู ยู ลีฟ?”) ประโยคตรง: เธอถามว่า “คุณอาศัยอยู่ที่ไหน”
Indirect: She asked me where I lived. (อินไดเรกท: ชี อาสคด มี แวร์ ไอ ลีฟด.) ประโยครายงาน: เธอถามฉันว่าฉันอาศัยอยู่ที่ไหน (ดึง Where มาเชื่อมและเรียงประโยคเป็นบอกเล่า)
การรายงานประโยคคำสั่งและขอร้อง (Commands & Requests)
สำหรับประโยคคำสั่งหรือขอร้อง โครงสร้างจะฉีกแนวออกไปเลยและง่ายกว่าสองแบบแรกมากครับ เพราะเราไม่ต้องปวดหัวกับการถอย Tense เลย เราเพียงแค่ เปลี่ยนคำกริยาในประโยคคำสั่งให้กลายเป็น Infinitive (to + V.1) เท่านั้นเอง
หากคำพูดนั้นเป็นประโยคคำสั่งห้าม (เช่น ขึ้นต้นด้วย Don’t) เราเพียงแค่เติมคำว่า not ไว้หน้าคำว่า to กลายเป็นโครงสร้าง not to + V.1 ครับ
ส่วนกริยานำ เราจะเลือกให้ตรงกับอารมณ์ของประโยคครับ เช่น ถัาเป็นคำสั่งใช้ tell หรือ order ถ้าเป็นการขอร้องใช้ ask หรือ request และถ้าเป็นการแนะนำให้ใช้ advise ครับ
Direct: The doctor said, “Drink more water.” (ไดเรกท: เดอะ ด็อกเตอร์ เซด, “ดริงค์ มอร์ วอเทอร์.”) ประโยคตรง: หมอบอกว่า “ดื่มน้ำให้มากขึ้น”
Indirect: The doctor advised me to drink more water. (อินไดเรกท: เดอะ ด็อกเตอร์ แอดไวซด มี ทู ดริงค์ มอร์ วอเทอร์.) ประโยครายงาน: หมอแนะนำฉันให้ดื่มน้ำมากขึ้น
Direct: The teacher said, “Don’t run in the hall.” (ไดเรกท: เดอะ ทีชเชอร์ เซด, “โดนท์ รัน อิน เดอะ ฮอลล์.”) ประโยคตรง: ครูสั่งว่า “ห้ามวิ่งในโถงทางเดิน”
Indirect: The teacher told us not to run in the hall. (อินไดเรกท: เดอะ ทีชเชอร์ โทลด อัส นอท ทู รัน อิน เดอะ ฮอลล์.) ประโยครายงาน: ครูบอกพวกเราไม่ให้วิ่งในโถงทางเดิน
เทคนิคการทำข้อสอบ TOEIC และข้อยกเว้นที่ต้องรู้
สำหรับใครที่กำลังอ่านตำราเตรียม สอบ TOEIC เรื่อง การใช้ Direct Speech และ Indirect Speech มักจะแฝงอยู่ในข้อสอบพาร์ท Reading (Incomplete Sentences และ Text Completion) อย่างแนบเนียนครับ โดยกรรมการมักจะนำ “ข้อยกเว้น” ของกฎไวยากรณ์มาตั้งเป็นโจทย์ เพื่อดูว่าเราท่องจำมาอย่างเดียวหรือเข้าใจตรรกะที่แท้จริง
ข้อสอบสากลมักจะไม่ถามกฎเบสิกตรงๆ แต่จะดัดแปลงโครงสร้างให้ดูซับซ้อน หรือใช้คำศัพท์ที่หลอกล่อให้เราหลงทาง หากเราสแกนหาจุดสังเกตเป็น เราจะสามารถหลบหลุมพรางเหล่านี้ได้อย่างง่ายดายครับ
อาจารย์ได้รวบรวมข้อยกเว้นและจุดดักจับคะแนนมาให้ทุกคนได้วิเคราะห์เตรียมตัวก่อนเข้าห้องสอบครับ
กรณีที่ไม่ต้องถอย Tense ใน Indirect Speech
แม้ว่ากฎเหล็กคือการถอย Tense (Backshift) แต่ในโลกของไวยากรณ์ก็มีข้อยกเว้นเสมอครับ กรณีแรกที่เรา ห้ามถอย Tense เด็ดขาด คือเมื่อกริยานำ (Reporting Verb) อยู่ในรูปปัจจุบันหรืออนาคต (เช่น says, is telling, will say) เพราะถือว่าช่วงเวลายังไม่ได้ผ่านพ้นไปไกลครับ ประโยคข้างในจึงต้องคง Tense เดิมไว้
กรณีที่สองคือ เมื่อข้อความที่เขากล่าวเป็น “ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์” “สัจธรรม” หรือ “ความจริงที่ยังคงเป็นจริงอยู่ในปัจจุบัน” แม้ว่าประโยคนำจะเป็นอดีต (said) แต่เราก็ต้องคง Tense ของประโยครายงานไว้เป็น Present Simple Tense ตามเดิมครับ เพื่อยืนยันว่าสิ่งนั้นยังคงเป็นความจริง
Direct: He says, “I am busy.” -> Indirect: He says that he is busy. (ไม่ถอย Tense เพราะ says เป็นปัจจุบัน)
Direct: The teacher said, “The earth is round.” -> Indirect: The teacher said that the earth is round. (ไม่ถอย Tense เพราะโลกกลมเป็นสัจธรรม)
การใช้ Reporting Verbs นอกเหนือจาก Say และ Tell
ในบทความระดับสูงหรือข้อสอบ TOEIC เรามักจะไม่ค่อยเห็นคำว่า say หรือ tell มากนักครับ แต่จะมีการใช้ Reporting Verbs ที่แสดงเจตนาและอารมณ์ที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น admit (ยอมรับ), deny (ปฏิเสธ), suggest (เสนอแนะ), offer (เสนอ), promise (สัญญา)
จุดหลอกคือ กริยาแต่ละตัวจะมีโครงสร้างการตามหลังที่ต่างกันครับ บางตัวต้องตามด้วย V.ing ในขณะที่บางตัวต้องตามด้วย to + V.1 การจำโครงสร้างที่ผูกติดกับคำเหล่านี้คือเทคนิคสำคัญในการตัดช้อยส์ในห้องสอบครับ
He denied stealing the money. (ฮี ดีนายด์ สตีลลิง เดอะ มันนี.) เขาปฏิเสธว่าไม่ได้ขโมยเงิน (deny ตามด้วย V.ing)
They offered to help us. (เดย์ ออฟเฟอร์ด ทู เฮลพ อัส.) พวกเขาเสนอตัวที่จะช่วยเหลือพวกเรา (offer ตามด้วย to V.1)
She suggested going for a walk. (ชี ซักเจสเทด โกอิง ฟอร์ อะ วอล์ค.) เธอแนะนำให้ออกไปเดินเล่น (suggest ตามด้วย V.ing)
He promised to finish the task. (ฮี พรอมิสด ทู ฟินิช เดอะ ทาส์ก.) เขาสัญญาว่าจะทำงานให้เสร็จ (promise ตามด้วย to V.1)
จุดดักลวง (Traps) ในข้อสอบแกรมม่า
หลุมพรางสุดคลาสสิกที่ทำให้เสียคะแนนบ่อยที่สุดคือ การเรียงลำดับคำ (Word Order) ในประโยคคำถามที่นำมารายงาน ข้อสอบมักจะให้ตัวเลือกที่เรียงประโยคเป็นคำถาม (Wh-word + Aux Verb + Subject) มาหลอกให้เราเลือก เช่น She asked where did I live.
จำไว้ให้แม่นเลยครับว่า เมื่อนำคำถามมารายงานแล้ว ต้องสลับกลับเป็นประธานขึ้นก่อนเสมอ (Wh-word + Subject + Verb) ดังนั้นที่ถูกต้องคือ She asked where I lived. ครับ หากเห็นตัวเลือกที่มี do, does, did โผล่มาหลัง Wh-word ให้ขีดฆ่าทิ้งได้เลย
และอีกจุดคือการใช้คำว่า “told” ข้อสอบมักจะหลอกด้วยการให้ตัวเลือก “told that” มา ซึ่งผิดหลักการอย่างรุนแรงครับ เพราะ tell ต้องมีกรรมมารับเสมอ ต้องเป็น “told me that” หรือ “told him that” เท่านั้นครับ
สรุปประเด็นสำคัญ Key Takeaways
- ✅ Direct Speech = ยกคำพูดมาทั้งประโยค ต้องมีเครื่องหมายคำพูด (“…”) เสมอ และคั่นประโยคนำด้วยลูกน้ำ (,)
- ✅ Indirect Speech = นำมาเรียบเรียงใหม่ ไม่มีเครื่องหมายคำพูด ต้องเปลี่ยนสรรพนาม ถอย Tense และเปลี่ยนเวลาให้สมจริง
- ✅ Reported Questions = เมื่อนำประโยคคำถามมาเล่าต่อ ต้องเรียงลำดับคำกลับเป็นประโยคบอกเล่า (ประธาน + กริยา) ห้ามมี ? ท้ายประโยค
- ✅ Reported Commands = การรายงานประโยคคำสั่ง ให้เปลี่ยนโครงสร้างเป็น to + V.1 (ถ้าสั่งห้ามให้ใช้ not to + V.1)
- ⚠️ Exceptions = ห้ามถอย Tense กลับหากข้อความนั้นเป็นสัจธรรมความจริง หรือหากกริยานำอยู่ในรูปปัจจุบัน (says, is telling)
Mini Quiz ทดสอบความเข้าใจ
1. “I will call you tomorrow,” Anna said.
Anna said that she ________ the next day.
A) will call me
B) would call me
C) called me
2. The manager asked the staff, “Where are the documents?”
The manager asked the staff ________.
A) where are the documents
B) where the documents are
C) where the documents were
👉 ดูเฉลยพร้อมคำอธิบายได้ที่ท้ายบทความหลังส่วนคำถามที่พบบ่อย
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1. ประโยค Direct Speech สามารถใช้เครื่องหมายคำพูดเดี่ยว (‘…’) ได้หรือไม่?
ในภาษาอังกฤษแบบอเมริกันมาตรฐาน ประโยคคำพูดตรงจะต้องใช้เครื่องหมายคำพูดคู่ (“…”) เสมอครับ เครื่องหมายคำพูดเดี่ยวจะถูกนำมาใช้ก็ต่อเมื่อมีคำพูดซ้อนอยู่ในคำพูดอีกชั้นหนึ่งเท่านั้นครับ (แต่ในภาษาอังกฤษแบบบริติช บางครั้งอาจเห็นการสลับการใช้สองเครื่องหมายนี้ได้ครับ)
2. เราสามารถละคำว่า “that” ในประโยค Indirect Speech ได้เสมอไปไหม?
ในภาษาพูดทั่วไปและภาษาเขียนที่ไม่เป็นทางการ เราสามารถละคำว่า that ทิ้งไปได้เลยครับ (เช่น He said he was tired.) แต่ในการเขียนเชิงวิชาการ การเขียนอีเมลธุรกิจ หรือในการทำข้อสอบ แนะนำให้คงคำว่า that ไว้เสมอ เพื่อความชัดเจนและถูกหลักไวยากรณ์สากลครับ
3. ในการรายงานประโยคคำถาม whether กับ if แตกต่างกันอย่างไร?
ทั้ง whether และ if ใช้ทำหน้าที่เชื่อม Yes/No Questions ในประโยครายงานได้เหมือนกันครับ และแปลว่า “ว่า…หรือไม่” ทั้งคู่ แต่คำว่า whether จะมีความเป็นทางการและสละสลวยมากกว่า มักใช้ในงานเขียนระดับสูง และนิยมใช้คู่กับโครงสร้าง “whether…or not” ครับ
4. ถ้าในประโยคคำพูดตรงมีคำว่า would, could, should หรือ might อยู่แล้ว จะต้องถอย Tense อีกไหม?
ไม่ต้องถอย Tense อีกแล้วครับ เพราะกริยาช่วย (Modal Verbs) กลุ่มนี้ ถือว่าได้ถูกแปลงให้อยู่ในรูปอดีตที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว เมื่อนำมาทำเป็นประโยครายงาน (Indirect Speech) เราสามารถยกคำว่า would, could, should, might เหล่านี้มาใส่ในประโยคได้เลยโดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงรูปครับ
5. คำสั่งห้ามอย่าง Never สามารถใช้ในประโยครายงานได้หรือไม่?
สามารถใช้ได้ครับ หากประโยคดั้งเดิมใช้คำสั่งห้ามเด็ดขาด เช่น “Never do that again” เมื่อนำมารายงาน เราสามารถใช้โครงสร้าง “told me never to do that again” ได้เลยครับ ซึ่งจะให้ความรู้สึกที่หนักแน่นกว่าการใช้ not to แบบปกติครับ
วิเคราะห์: กฎของการเปลี่ยนเป็น Indirect Speech คือการถอย Tense ครับ ประโยคดั้งเดิมใช้คำว่า “will call” เมื่อกริยานำ (said) เป็นอดีต เราจึงต้องถอยคำกริยาช่วยจาก will ให้กลายเป็น would ครับ และสรรพนาม you ถูกอ้างอิงมาหาผู้ฟัง (คือฉัน) จึงเปลี่ยนเป็น me ดังนั้นข้อที่ถูกหลักแกรมม่าที่สุดคือ B ครับ
ข้อ 2 ตอบ C) where the documents were
วิเคราะห์: ข้อนี้เป็นการทดสอบการรายงานประโยคคำถามครับ จุดแรกที่เราต้องทำคือเปลี่ยนโครงสร้างกลับเป็นประโยคบอกเล่า (ประธาน + กริยา) จึงต้องเรียงเป็น where the documents… ตัดข้อ A ทิ้งไปได้เลยครับ จุดที่สองคือต้องถอย Tense จาก are ให้กลายเป็นอดีต เพราะกริยานำคือ asked เป็นอดีตครับ ดังนั้น are จึงต้องเปลี่ยนเป็น were คำตอบที่ถูกต้องคือข้อ C ครับ

