สำนวน วลี ที่ใช้กับ go สรุปเจาะลึก Phrasal Verbs และ Idioms ฉบับเต็ม

เคยปวดหัวไหมครับเวลาท่องคำศัพท์มาอย่างมั่นใจว่า “go” แปลว่า “ไป” แต่พอฝรั่งเอาไปเติมคำบุพบทต่อท้ายนิดเดียว ความหมายกลับเปลี่ยนไปเป็นคนละเรื่องจนแปลไม่ออก ในบทความนี้ อาจารย์ต้นอมร จะพาไปเจาะลึก สำนวน วลี ที่ใช้กับ go อย่างละเอียดแบบครบจบทุกโครงสร้างครับ
- คำกริยา go เมื่อประกอบกับคำอื่นๆ จะสามารถสร้างความหมายใหม่ที่ไม่ได้เกี่ยวกับการเดินทางหรือการเคลื่อนที่เสมอไป
- Phrasal Verbs (กริยาวลี) เช่น go on, go off, go over ต้องอาศัยการจดจำบริบท เพราะไม่สามารถแปลตรงตัวจากรากศัพท์ได้
- Collocations (คำปรากฏร่วม) มักใช้ go วางหน้าคำกริยาเติม ing เพื่อบอกกิจกรรม หรือวางหน้าคำคุณศัพท์เพื่อบอกการเปลี่ยนแปลงสภาวะ
- ต้องระมัดระวังการผันรูปกริยา (Conjugation) เป็น went และ gone ให้ถูกต้องตามหลักกาลเวลาของประโยคเสมอ
- ทำไม สำนวน วลี ที่ใช้กับ go ถึงสร้างความสับสนให้ผู้เรียน
- เจาะลึก Phrasal Verbs (กริยาวลี) ที่มีคำว่า Go
- Collocations (คำปรากฏร่วม) พื้นฐานที่ใช้กับ Go
- สำนวนภาษาอังกฤษ (Idioms) ยอดฮิตที่ขึ้นต้นด้วย Go
- 3D Grammar Structure: โครงสร้างและการนำ สำนวน วลี ที่ใช้กับ go ไปใช้จริง
- กฎไวยากรณ์ที่ต้องระวังเมื่อผันรูปคำว่า Go
- สรุปประเด็นสำคัญ Key Takeaways
- Mini Quiz ทดสอบความเข้าใจ
- คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ทำไม สำนวน วลี ที่ใช้กับ go ถึงสร้างความสับสนให้ผู้เรียน
ในการเริ่มต้น เรียนภาษาอังกฤษพื้นฐาน คำกริยาที่ผู้เรียนทุกคนจะได้ทำความรู้จักเป็นคำแรกๆ ย่อมหนีไม่พ้นคำว่า “go” อย่างแน่นอนครับ โดยทั่วไปแล้วทุกคนจะจดจำความหมายของมันว่าคือการเคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง หรือแปลสั้นๆ ว่า “ไป” ซึ่งเป็นความหมายหลักที่ใช้งานบ่อยที่สุดในชีวิตประจำวัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อคุณก้าวเข้าสู่การเรียนรู้ในระดับที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น คุณจะพบว่าเจ้าของภาษามักจะนำคำกริยาสั้นๆ คำนี้ไปประยุกต์ใช้ในบริบทที่หลากหลายมาก สำนวน วลี ที่ใช้กับ go จึงกลายเป็นหนึ่งในหัวข้อไวยากรณ์ที่สร้างความปวดหัวให้กับนักเรียนทั่วโลก ไม่ใช่เพียงแค่คนไทยเท่านั้นครับ
สาเหตุหลักที่ทำให้กลุ่มคำเหล่านี้มีความท้าทายสูง เป็นเพราะภาษาอังกฤษอนุญาตให้มีการสร้าง “คำศัพท์ใหม่” จากการนำคำกริยาพื้นฐานมาประกบกับคำบุพบท (Preposition) หรือคำวิเศษณ์ (Adverb) กระบวนการนี้ทำให้เกิดโครงสร้างที่ซับซ้อนและมีความหมายเชิงนามธรรมที่ลึกซึ้งกว่าเดิม
การปรับวิธีคิดและทำความเข้าใจกลไกการสร้างคำเหล่านี้ จะช่วยให้คุณสามารถก้าวข้ามกำแพงความสับสน และสามารถดึงกลุ่มคำเหล่านี้มาใช้งานได้อย่างมั่นใจราวกับเป็นเจ้าของภาษาครับ เรามาค่อยๆ ชำแหละสาเหตุหลักที่ทำให้เราแปลพลาดกันทีละประเด็นครับ
ปัญหาการแปลความหมายตรงตัวจากภาษาไทย
ข้อผิดพลาดอันดับหนึ่งที่อาจารย์มักจะพบในห้องเรียนคือ การที่ผู้เรียนพยายาม “แปลแบบคำต่อคำ (Literal Translation)” จากภาษาไทยไปเป็นภาษาอังกฤษ หรือจากภาษาอังกฤษกลับมาเป็นภาษาไทยครับ โครงสร้างภาษาของเรากับภาษาของเขาถูกออกแบบมาคนละระบบอย่างสิ้นเชิง
ตัวอย่างเช่น หากคุณเจอคำว่า “go off” แล้วแปลตรงตัวว่า “ไปปิด” คุณจะสับสนทันทีเมื่อเจอบริบทที่บอกว่านาฬิกาปลุกมัน go off (ซึ่งแปลว่า นาฬิกาปลุกมันส่งเสียงดัง) หรือเมื่ออาหารมัน go off (ซึ่งแปลว่า อาหารมันบูดเสีย) ความหมายเหล่านี้ไม่เหลือเค้าโครงของคำว่า “ไป” ให้เราได้อ้างอิงเลยครับ
การยึดติดกับกรอบความหมายเดิม จึงเป็นเหมือนการปิดกั้นตัวเองจากการเรียนรู้ภาษาในระดับที่เป็นธรรมชาติ การเปลี่ยนมุมมองจากการพยายามแปลคำศัพท์ มาเป็นการทำความเข้าใจ “บริบทโดยรวม” จึงเป็นทักษะที่สำคัญมาก
- The bomb went off in the city center. (เดอะ บอมบ์ เวนท ออฟ อิน เดอะ ซิตี เซนเทอร์) ระเบิดได้ระเบิดขึ้นในใจกลางเมือง
👉 (แปลตามสำนวน: go off = ระเบิด ไม่ใช่ ไปปิด)
- This milk has gone bad. (ดิส มิลค แฮส กอน แบด) นมกล่องนี้บูดเสียแล้ว
👉 (แปลตามสำนวน: go bad = เน่าเสีย ไม่ใช่ ไปเลว)
- He goes by the name John. (ฮี โกส บาย เดอะ เนม จอห์น) เขาใช้ชื่อเรียกขานว่าจอห์น
👉 (แปลตามสำนวน: go by = ใช้ชื่อเรียก ไม่ใช่ ไปโดย)
ความแตกต่างระหว่าง Phrasal Verbs และ Idioms
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ต้องแยกแยะให้ชัดเจนคือ ภายในกลุ่ม สำนวน วลี ที่ใช้กับ go นั้น จะถูกแบ่งย่อยออกเป็นสองตระกูลหลักๆ คือ “กริยาวลี (Phrasal Verbs)” และ “สำนวน (Idioms)” ซึ่งทั้งสองตระกูลนี้มีกฎการใช้งานที่แตกต่างกันตามหลัก แกรมม่าภาษาอังกฤษ ครับ
Phrasal Verbs คือการนำคำว่า go มาบวกกับคำบุพบทเพียงหนึ่งหรือสองคำ (เช่น go on, go over) เพื่อสร้างกริยาคำใหม่ โดยมักจะมีกรรมมารองรับหรือไม่ก็ได้ ขึ้นอยู่กับโครงสร้างของแต่ละคำ กฎไวยากรณ์ของกริยาวลีนี้มีความเคร่งครัดเรื่องตำแหน่งการวางกรรมในประโยคครับ
ในขณะที่ Idioms หรือ สำนวน คือกลุ่มคำที่เกาะกลุ่มกันมายาวเหยียดเป็นวลี (เช่น go the extra mile) ซึ่งความหมายของมันจะเป็นการอุปมาอุปไมย (Metaphor) ล้วนๆ ไม่มีความหมายตรงตามตัวอักษรเลย และคุณไม่สามารถแยกชิ้นส่วนของสำนวนเหล่านี้ออกจากกันได้ครับ
- She went through a lot of pain. (ชี เวนท ธรู อะ ลอท ออฟ เพน) เธอได้ผ่านพ้นความเจ็บปวดมามากมาย
👉 (Phrasal Verb: go through = ผ่านพ้นประสบการณ์)
- Let’s go Dutch for this meal. (เลทส โก ดัทช ฟอร์ ดิส มีล) พวกเรามาแบ่งกันจ่ายค่าอาหารมื้อนี้กันเถอะ
👉 (Idiom: go Dutch = แบ่งกันจ่ายคนละครึ่ง)
- You have to go by the rules. (ยู แฮฟว ทู โก บาย เดอะ รูลส) คุณจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบ
👉 (Phrasal Verb: go by = ปฏิบัติตาม)
ความสำคัญของการเข้าใจบริบทเพื่อการสื่อสาร
ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่จะตัดสินว่าคุณเลือกใช้คำเหล่านี้ได้ถูกต้องหรือไม่ คือการวิเคราะห์ “บริบทแวดล้อม (Context)” ครับ คำกริยาวลีบางคำมีหลายความหมายในตัวมันเอง การจะแปลออกหรือไม่ขึ้นอยู่กับคำนามที่แวดล้อมมันอยู่
ตัวอย่างเช่น คำว่า “go out” หากประธานเป็นคน จะแปลว่า “ออกไปเที่ยว” หรือ “ออกเดท” แต่ถ้าประธานเป็นแสงไฟหรือกองไฟ จะแปลว่า “ดับลง” ทันทีครับ การมีคลัง คำศัพท์ภาษาอังกฤษ ที่หลากหลายควบคู่ไปกับการอ่านเยอะๆ จะช่วยฝึกสมองให้แยกแยะบริบทได้ไวขึ้น
การหมั่นสังเกตวิธีการใช้ภาษาของเจ้าของภาษาผ่านภาพยนตร์ ซีรีส์ หรือบทความข่าว จึงเป็นวิธีเรียนรู้ที่ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพมากกว่าการนั่งท่องพจนานุกรมเพียงอย่างเดียวครับ
- I want to go out with you tonight. (ไอ วอนท ทู โก เอาท วิท ยู ทูไนท) ฉันต้องการออกไปเที่ยวกับคุณในคืนนี้
👉 (บริบทบุคคล = ออกไปเที่ยว/ออกเดท)
- The fire went out completely. (เดอะ ไฟร์ เวนท เอาท คอมพลีทลี) กองไฟได้ดับลงอย่างสมบูรณ์แล้ว
👉 (บริบทสิ่งของ = ไฟดับลง)
- This fashion trend will never go out of style. (ดิส แฟชัน เทรนด วิล เนเวอร์ โก เอาท ออฟ สไตล์) แนวโน้มแฟชั่นนี้จะไม่มีวันล้าสมัย
👉 (บริบทความนิยม = หมดความนิยม/ล้าสมัย)
จากประสบการณ์ของอาจารย์ ข้อผิดพลาดที่เจอประจำเวลาตรวจข้อเขียนคือ การที่นักเรียนสับสนระหว่าง “go to” แบบปกติ กับกริยาวลีครับ เช่น I will go to over the report. ซึ่งผิดหลักไวยากรณ์อย่างรุนแรงครับ ต้องจำไว้ว่ากริยาวลี (Phrasal Verbs) ได้กลืนคำบุพบทเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของมันแล้ว ดังนั้นไม่ต้องใส่ to มาคั่นอีก ให้เขียนว่า I will go over the report. ไปได้เลยครับ!
เจาะลึก Phrasal Verbs (กริยาวลี) ที่มีคำว่า Go
เมื่อเราปรับพื้นฐานความเข้าใจกันแล้ว คราวนี้มาเข้าสู่เนื้อหาหลักกันครับ กริยาวลี (Phrasal Verbs) ในตระกูล go นั้นมีจำนวนมากมายมหาศาล แต่อาจารย์ได้คัดเลือกเฉพาะคำที่ฝรั่งเจ้าของภาษานิยมใช้ในชีวิตประจำวัน และคำที่มักจะปรากฏบ่อยๆ ในข้อสอบระดับสากลมาให้ทุกคนได้ศึกษากันครับ
การเรียนรู้กริยาวลีที่ดีที่สุด ไม่ใช่การท่องจำความหมายโดดๆ แต่คือการดูบริบทและการ ฝึกแต่งประโยคภาษาอังกฤษ ซ้ำๆ จนกว่าสมองจะจำแพทเทิร์นได้ครับ
อาจารย์จะแบ่งกลุ่มคำเหล่านี้ออกเป็นหมวดหมู่ตามทิศทางหรือลักษณะของความหมาย เพื่อให้ง่ายต่อการเชื่อมโยงภาพและจดจำครับ เรามาเริ่มดูทีละกลุ่มกันเลยครับ
กลุ่มคำ Go on และ Go ahead (ทำต่อไป, ดำเนินต่อไป)
กลุ่มคำแรกนี้ให้ความรู้สึกถึงทิศทางที่มุ่งไปข้างหน้า ไม่ยอมหยุดนิ่งครับ คำว่า Go on เป็นกริยาวลีที่ใช้บ่อยที่สุด แปลว่า “ดำเนินต่อไป” หรือ “พูดต่อไป” เมื่อมีคนกำลังเล่าเรื่องแล้วหยุดชะงัก คุณสามารถพูดว่า “Go on.” เพื่อกระตุ้นให้เขาพูดต่อได้เลยครับ นอกจากนี้ยังมีความหมายถึง “การเกิดขึ้น (happen)” ได้ด้วย เช่น What is going on? (เกิดอะไรขึ้น)
ส่วนคำว่า Go ahead มีความหมายในเชิงการให้ความยินยอม หรือการเริ่มต้นทำบางสิ่งบางอย่างโดยไม่ต้องรอครับ แปลว่า “เชิญเลย” หรือ “ลงมือทำได้เลย” เป็นวลีที่สุภาพและเป็นมิตร นิยมใช้ตอบรับคำขออนุญาตครับ
สองคำนี้มักจะเป็นเพื่อนซี้กันในบทสนทนาเชิงธุรกิจและการประชุมครับ
- Please go on, I am listening to you. (พลีส โก ออน ไอ แอม ลิสซึนนิง ทู ยู) กรุณาพูดต่อไปเถอะ ฉันกำลังฟังคุณอยู่
- The meeting will go on for another hour. (เดอะ มีทติง วิล โก ออน ฟอร์ อะนาเธอร์ เอาเวอร์) การประชุมจะดำเนินต่อไปอีกเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง
- Can I use your pen? Yes, go ahead. (แคน ไอ ยูส ยัวร์ เพน? เยส โก อะเฮด) ฉันขอใช้ปากกาของคุณได้ไหม? ได้เลย เชิญตามสบาย
- The manager gave us permission to go ahead with the project. (เดอะ เมเนเจอร์ เกฟว อัส เพอร์มิชชัน ทู โก อะเฮด วิท เดอะ พรอเจคท) ผู้จัดการได้ให้การอนุญาตแก่พวกเราในการลงมือทำโปรเจกต์นี้ต่อไป
กลุ่มคำ Go off และ Go out (ระเบิด, ส่งเสียงดัง, ดับไป)
กลุ่มคำที่สองนี้มีความย้อนแย้งในตัวเองค่อนข้างสูงครับ และเป็นจุดปราบเซียนของผู้เรียน คำว่า Go off อย่างที่เกริ่นไปข้างต้น หากใช้กับระเบิด ปืน หรือเสียงสัญญาณเตือนภัย จะแปลว่า “ระเบิดออก” หรือ “ส่งเสียงดังขึ้นมาอย่างกะทันหัน” แต่ถ้าใช้กับอาหาร จะแปลว่า “อาหารเน่าเสีย” ครับ
ในขณะที่คำว่า Go out ถ้าใช้กับบริบทของแสงสว่าง กองไฟ หรือระบบไฟฟ้า จะให้ความหมายว่าสิ่งเหล่านั้น “ดับลง” หรือ “หยุดทำงาน” ครับ แต่ถ้าประธานเป็นบุคคล ก็จะแปลว่าการออกไปทำกิจกรรมนอกบ้านครับ
สังเกตการทำหน้าที่เป็นกริยาที่ไม่ต้องการกรรม (Intransitive Verbs) ของคำเหล่านี้ในตัวอย่างประโยคครับ
- My alarm clock went off at six this morning. (มาย อะลาร์ม คลอค เวนท ออฟ แอท ซิกซ ดิส มอร์นิง) นาฬิกาปลุกของฉันส่งเสียงดังขึ้นตอนหกโมงเช้าวันนี้
- Put the meat in the fridge before it goes off. (พุท เดอะ มีท อิน เดอะ ฟริดจ์ บีฟอร์ อิท โกส ออฟ) จงนำเนื้อสัตว์ไปแช่ในตู้เย็นก่อนที่มันจะเน่าเสีย
- Suddenly, all the lights in the building went out. (ซัดเดนลี ออล เดอะ ไลทส อิน เดอะ บิลดิง เวนท เอาท) ในทันใดนั้น ไฟทุกดวงในอาคารก็ดับลง
- He goes out drinking with his friends every Friday. (ฮี โกส เอาท ดริงคิง วิท ฮิส เฟรนดส เอฟเวอรี ไฟรเดย์) เขาออกไปดื่มสังสรรค์กับเพื่อนของเขาทุกวันศุกร์
กลุ่มคำ Go over และ Go through (ตรวจสอบ, ผ่านพ้นประสบการณ์)
กลุ่มคำที่สามนี้มักจะใช้ในบริบทของการทำงาน เอกสาร และการพิจารณารายละเอียดครับ คำว่า Go over แปลว่า “การตรวจสอบความถูกต้อง” หรือ “การทบทวน” อย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีข้อผิดพลาดหลงเหลืออยู่ครับ
ส่วนคำว่า Go through มีความหมายคล้ายกันในแง่ของการตรวจสอบ (เช่น go through the contract) แต่ความหมายที่ทรงพลังกว่าของคำนี้คือ “การต้องเผชิญหน้าหรือผ่านพ้นประสบการณ์ที่ยากลำบาก” ครับ ซึ่งมักจะใช้สื่อถึงช่วงเวลาที่ท้าทายในชีวิต
ทั้งสองคำนี้ต้องมีกรรมมารองรับเสมอ (Transitive Verbs) เพื่อบอกว่าเรากำลังตรวจสอบหรือผ่านพ้นสิ่งใดครับ
- Let’s go over the details of the contract again. (เลทส โก โอเวอร์ เดอะ ดีเทลส ออฟ เดอะ คอนแทรคท อะเกน) พวกเรามาทบทวนรายละเอียดของสัญญาฉบับนี้กันอีกครั้งเถอะ
- I always go over my answers before submitting the test. (ไอ ออลเวย์ส โก โอเวอร์ มาย อานเซอร์ส บีฟอร์ ซับมิททิง เดอะ เทสท) ฉันมักจะตรวจสอบคำตอบของฉันเสมอออ่นทำการส่งข้อสอบ
- She went through a difficult time after she lost her job. (ชี เวนท ธรู อะ ดิฟฟิคัลท ไทม อาฟเทอร์ ชี ลอสท เฮอร์ จอบ) เธอได้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากหลังจากที่เธอตกงาน
- The security guard will go through your bag. (เดอะ ซีเคียวริที การ์ด วิล โก ธรู ยัวร์ แบก) เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจะทำการตรวจค้นกระเป๋าของคุณ
| Phrasal Verb (กริยาวลี) | ความหมายภาษาไทย (อิงตามบริบท) | คำพ้องความหมาย (Synonyms) |
|---|---|---|
| go on | ดำเนินต่อไป, พูดต่อไป, เกิดขึ้น | continue, happen |
| go off | ส่งเสียงดัง(นาฬิกาปลุก), เน่าเสีย(อาหาร) | ring, sound, spoil |
| go out | ไฟดับ, ออกไปเที่ยวข้างนอก | stop burning, leave home |
| go over | ตรวจสอบรายละเอียด, ทบทวน | review, examine, check |
Collocations (คำปรากฏร่วม) พื้นฐานที่ใช้กับ Go
นอกเหนือจากกริยาวลีแล้ว อีกหนึ่งโครงสร้างที่ตีคู่ความสำคัญมาติดๆ คือ Collocations (คำปรากฏร่วม) ครับ โครงสร้างนี้คือการจับคู่คำกริยา go ให้เข้าคู่กับกลุ่มคำเฉพาะบางกลุ่ม จนกลายเป็นรูปแบบมาตรฐานที่ฝรั่งใช้กันอย่างเป็นธรรมชาติ
ความน่าสนใจของ Collocations คือ มันไม่มีเหตุผลทางไวยากรณ์ที่ตายตัวว่าทำไมต้องใช้คู่กัน แต่มันเกิดจากความคุ้นชินของสังคมภาษาครับ การฝืนใช้คำกริยาตัวอื่นมาแทนที่ แม้จะแปลออก แต่ฝรั่งจะฟังดูแปร่งหูทันทีครับ
อาจารย์ได้แบ่งโครงสร้าง Collocations ที่มีคำว่า go เป็นแกนนำออกเป็น 3 รูปแบบหลักที่ทุกคนจำเป็นต้องรู้ครับ การจำโครงสร้างเหล่านี้เป็นกลุ่มๆ จะช่วยให้คุณประยุกต์ใช้ในการพูดและการเขียนได้เร็วขึ้นครับ
การใช้ Go กับกิจกรรมและกีฬา (Go + V.ing)
โครงสร้างยอดฮิตอันดับหนึ่งคือ การนำ go + คำกริยาที่เติม -ing (Gerund) โครงสร้างนี้ใช้เพื่อบอกถึงการ “ออกไปทำกิจกรรมยามว่าง หรืองานอดิเรกที่มักจะต้องมีการเดินทางออกจากบ้าน” ครับ
กิจกรรมเหล่านี้มักจะเป็นกีฬาที่ไม่มีอุปกรณ์ซับซ้อน ไม่มีการแข่งขันเป็นทีม หรือกิจกรรมสันทนาการทั่วไปครับ กฎเหล็กของโครงสร้างนี้คือ ห้ามมีคำว่า “to” มาคั่นกลางเด็ดขาด ต้องเขียนติดกันไปเลยครับ
นี่คือรูปแบบที่เจอบ่อยที่สุดเมื่อคุณต้องเขียนไดอารี่หรือเล่าเรื่องราวในวันหยุดครับ
- I usually go shopping on the weekend. (ไอ ยูชวลลี โก ชอปปิง ออน เดอะ วีคเอนด) ฉันมักจะไปซื้อของในวันสุดสัปดาห์
👉 (❌ ห้ามเขียนว่า go to shopping)
- We will go swimming this afternoon. (วี วิล โก สวิมมิง ดิส อาฟเทอร์นูน) พวกเราจะไปว่ายน้ำในบ่ายวันนี้
- He goes running every morning before work. (ฮี โกส รันนิง เอฟเวอรี มอร์นิง บีฟอร์ เวิร์ค) เขาไปวิ่งทุกๆ เช้าก่อนเวลาทำงาน
- They went fishing by the river yesterday. (เดย์ เวนท ฟิชชิง บาย เดอะ ริเวอร์ เยสเทอร์เดย์) พวกเขาไปตกปลาที่ริมแม่น้ำเมื่อวานนี้
การใช้ Go กับสถานที่และจุดหมายปลายทาง
โครงสร้างที่สองคือโครงสร้างคลาสสิกที่ทุกคนคุ้นเคย นั่นคือการใช้บอกทิศทางและเป้าหมายครับ แต่จุดที่คนไทยมักจะสับสนคือเรื่องของคำบุพบทครับ โดยปกติเราจะใช้ go to + สถานที่ (เช่น go to school, go to the hospital)
แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราใช้บอกจุดประสงค์ของการเดินทางที่เป็นการท่องเที่ยวหรือการพักผ่อน เราจะต้องเปลี่ยนมาใช้ go on + คำนามที่เป็นกิจกรรมการเดินทาง ครับ (เช่น go on a trip, go on holiday) นี่คือจุดสังเกตเล็กๆ ที่สร้างความแตกต่างอย่างมากในภาษาเขียนครับ
นอกจากนี้ ยังมีข้อยกเว้นพิเศษสำหรับคำว่า home และ abroad ที่ห้ามมี to นำหน้าเด็ดขาดครับ
- My family will go on a vacation next month. (มาย แฟมิลี วิล โก ออน อะ วาเคชัน เนกซท มันธ) ครอบครัวของฉันจะไปเที่ยวพักผ่อนในเดือนหน้า
- She went on a business trip to Japan. (ชี เวนท ออน อะ บิสซิเนส ทริป ทู เจแปน) เธอได้เดินทางไปทำธุรกิจที่ประเทศญี่ปุ่น
- I am tired, I want to go home now. (ไอ แอม ไทร์ด ไอ วอนท ทู โก โฮม นาว) ฉันรู้สึกเหนื่อย ฉันต้องการกลับบ้านเดี๋ยวนี้
👉 (❌ ห้ามเขียนว่า go to home)
- Many students want to go abroad for higher education. (เมนี สติวเดนทส วอนท ทู โก อะบรอด ฟอร์ ไฮเยอร์ เอดดูเคชัน) นักเรียนจำนวนมากต้องการไปต่างประเทศเพื่อการศึกษาระดับที่สูงขึ้น
การใช้ Go เพื่อบอกการเปลี่ยนแปลงสถานะ (Go + Adjective)
โครงสร้างสุดท้ายในหมวดหมู่นี้มีความพิเศษและมีความหมายในเชิงนามธรรมสูงมากครับ นั่นคือการใช้ go + คำคุณศัพท์ (Adjective) ในโครงสร้างนี้ คำว่า go จะทำหน้าที่เป็น Linking Verb ที่แปลว่า “กลายสภาพเป็น…” หรือ “เปลี่ยนสถานะเป็น…” ครับ
ฝรั่งมักจะใช้โครงสร้างนี้เพื่อบรรยายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งส่วนใหญ่(แต่ไม่ทั้งหมด)มักจะเป็นการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลง เสื่อมสลายลง หรืออยู่นอกเหนือการควบคุมครับ
เมื่อคุณใช้โครงสร้างนี้ได้คล่องแคล่ว ภาษาของคุณจะดูมีความเป็นผู้ใหญ่และสละสลวยขึ้นมากครับ
- Many people go bald as they get older. (เมนี พีเพิล โก โบลด แอส เดย์ เกท โอลเดอร์) ผู้คนมากมายกลายเป็นคนหัวล้านเมื่อพวกเขามีอายุมากขึ้น
- The dog went crazy when it heard the thunder. (เดอะ ดอก เวนท เครซี เวน อิท เฮียร์ด เดอะ ธันเดอร์) สุนัขตัวนั้นกลายเป็นบ้าคลั่งเมื่อมันได้ยินเสียงฟ้าร้อง
- This company will go bankrupt if they don’t change their strategy. (ดิส คอมพานี วิล โก แบงครัพท อิฟ เดย์ ดอนท เชนจ์ แดร์ สแตรเทจี) บริษัทนี้จะเข้าสู่ภาวะล้มละลายหากพวกเขาไม่เปลี่ยนแปลงกลยุทธ์
- He went pale when he saw the ghost. (ฮี เวนท เพล เวน ฮี ซอ เดอะ โกสท) เขากลายเป็นคนหน้าซีดเผือดเมื่อเขาได้เห็นผี
| โครงสร้าง Collocation | กฎการใช้และหน้าที่ | ตัวอย่างคำที่เจอบ่อย |
|---|---|---|
| Go + V.ing | ใช้บอกกิจกรรมสันทนาการ (ห้ามมี to) | go shopping, go dancing, go skiing |
| Go on + Noun | ใช้บอกรูปแบบของการเดินทาง/พักผ่อน | go on a tour, go on a strike, go on a diet |
| Go + Adjective | ใช้บอกการเปลี่ยนสภาวะให้แย่ลง/แปลกไป | go blind, go deaf, go wrong |
สำนวนภาษาอังกฤษ (Idioms) ยอดฮิตที่ขึ้นต้นด้วย Go
เมื่อเรามีรากฐานความรู้เรื่องวลีและคำปรากฏร่วมแล้ว ระดับขั้นสูงสุดของความเชี่ยวชาญคือการใช้งาน Idioms (สำนวน) ครับ สำนวนภาษาอังกฤษคือเสน่ห์และสีสันของภาษา เพราะมันเป็นการเปรียบเปรยที่สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมและกรอบความคิดของเจ้าของภาษาครับ
สำนวน วลี ที่ใช้กับ go มีหลายคำที่คนไทยอาจจะคุ้นหูจากสื่อบันเทิง แต่ยังไม่ค่อยกล้าหยิบมาใช้ในชีวิตจริง การฝึกนำสำนวนเหล่านี้มาแทรกในบทสนทนาอย่างถูกกาลเทศะ จะช่วยทะลวงขีดจำกัดทางภาษาของคุณให้พัฒนาไปอีกขั้นครับ
อาจารย์ได้คัดเลือก 3 สำนวนระดับตำนานที่รับประกันว่าคุณจะได้ยินฝรั่งพูดบ่อยที่สุด มาแกะรอยความหมายและวิธีใช้กันอย่างละเอียดครับ
สำนวน Go the extra mile (ทุ่มเทมากกว่าที่หวัง)
สำนวนแรกเป็นสำนวนที่มีความหมายเชิงบวกและเป็นที่ชื่นชอบของชาวออฟฟิศรวมถึงนายจ้างทั่วโลกครับ Go the extra mile แปลตรงตัวว่า “เดินต่อไปอีกหนึ่งไมล์” แต่ความหมายที่แท้จริงคือ “การทุ่มเทความพยายามมากกว่าที่ถูกคาดหวังไว้” หรือ “การทำมากกว่าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายเพื่อความสำเร็จที่ดีที่สุด” ครับ
สำนวนนี้มักใช้กล่าวชมเชยพนักงาน หรือใช้เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในการทำงานและการบริการลูกค้า (Customer Service) ครับ
- She always goes the extra mile to satisfy her customers. (ชี ออลเวย์ส โกส เดอะ เอกซทรา ไมล ทู แซททิสไฟ เฮอร์ คัสโตเมอรส) เธอมักจะทุ่มเทความพยายามมากกว่าปกติเสมอเพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าของเธอ
- If you want to succeed, you have to go the extra mile. (อิฟ ยู วอนท ทู ซัคซีด ยู แฮฟว ทู โก เดอะ เอกซทรา ไมล) หากคุณต้องการประสบความสำเร็จ คุณจำเป็นต้องทุ่มเทให้มากกว่าที่ถูกคาดหวัง
- Our team went the extra mile to finish this project on time. (เอาเวอร์ ทีม เวนท เดอะ เอกซทรา ไมล ทู ฟินิช ดิส พรอเจคท ออน ไทม) ทีมของพวกเราได้ทุ่มเทอย่างสุดกำลังเพื่อทำโปรเจกต์นี้ให้เสร็จตรงเวลา
- The teacher goes the extra mile to help slow learners. (เดอะ ทีชเชอร์ โกส เดอะ เอกซทรา ไมล ทู เฮลพ สโลว เลิร์นเนอรส) คุณครูทุ่มเทอย่างหนักเพื่อช่วยเหลือผู้เรียนที่เรียนรู้ช้า
สำนวน Go with the flow (ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ)
สำนวนที่สองเป็นสำนวนที่สะท้อนปรัชญาการใช้ชีวิตแบบสบายๆ ไม่กดดันครับ Go with the flow แปลตรงตัวคือ “การไหลไปตามกระแสน้ำ” แต่ความหมายเชิงอุปมาคือ “การยอมรับสถานการณ์ ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติ โดยไม่พยายามต่อต้านหรือควบคุมมัน” หรือ “การทำตามเสียงส่วนใหญ่” ครับ
เรามักจะใช้สำนวนนี้เมื่อเราไม่มีแผนการที่ชัดเจน หรือเมื่อเราเผชิญกับสถานการณ์ที่วุ่นวายจนไม่อยากจะไปเครียดกับมันครับ เป็นสำนวนที่ช่วยลดความตึงเครียดในบทสนทนาได้ดีมาก
- I don’t have any plans for today, I’ll just go with the flow. (ไอ ดอนท แฮฟว เอนี แพลนส ฟอร์ ทูเดย์ ไอล จัสท โก วิท เดอะ โฟลว) ฉันไม่มีแผนการใดๆ สำหรับวันนี้เลย ฉันจะแค่ปล่อยให้มันเป็นไปตามสถานการณ์
- Sometimes, it is better to stop worrying and just go with the flow. (ซัมไทมส อิท อีส เบทเทอร์ ทู สทอป วอร์รีอิง แอนด จัสท โก วิท เดอะ โฟลว) บางครั้ง มันก็เป็นการดีกว่าที่จะหยุดกังวลแล้วปล่อยทุกอย่างให้เป็นไปตามธรรมชาติ
- When traveling in a new country, you should learn to go with the flow. (เวน แทรฟเวิลลิง อิน อะ นิว คันทรี ยู ชูด เลิร์น ทู โก วิท เดอะ โฟลว) เมื่อเดินทางในประเทศใหม่ คุณควรเรียนรู้ที่จะโอนอ่อนไปตามสถานการณ์
- She decided not to argue and just went with the flow. (ชี ดีไซดิด นอท ทู อาร์กิว แอนด จัสท เวนท วิท เดอะ โฟลว) เธอตัดสินใจที่จะไม่โต้เถียงและแค่เออออตามน้ำไป
สำนวน Go Dutch (แบ่งกันจ่าย)
สำนวนสุดท้ายเป็นสำนวนที่มีประโยชน์อย่างมหาศาลในชีวิตสังคมและการออกเดทครับ Go Dutch หมายถึง “การแชร์ค่าใช้จ่ายคนละครึ่ง” หรือ “การที่แต่ละคนจ่ายเฉพาะในส่วนที่ตัวเองรับประทาน” เมื่อไปทานอาหารหรือทำกิจกรรมร่วมกันครับ
คำว่า Dutch ในที่นี้อ้างอิงถึงชาวเนเธอร์แลนด์ ซึ่งในอดีตมีธรรมเนียมเรื่องความเท่าเทียมทางการเงิน การใช้สำนวนนี้เป็นวิธีที่สุภาพและเป็นกันเองในการตกลงเรื่องค่าใช้จ่าย เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายต้องรู้สึกเกรงใจหรือแบกรับภาระมากเกินไปครับ
- Let’s go Dutch on the dinner tonight. (เลทส โก ดัทช ออน เดอะ ดินเนอร์ ทูไนท) พวกเรามาแบ่งกันจ่ายค่าอาหารเย็นในคืนนี้กันเถอะ
- I don’t want you to pay for everything, let’s go Dutch. (ไอ ดอนท วอนท ยู ทู เพย์ ฟอร์ เอฟเวอรีธิง เลทส โก ดัทช) ฉันไม่อยากให้คุณต้องจ่ายสำหรับทุกสิ่งทุกอย่าง มาแชร์ค่าใช้จ่ายกันเถอะ
- It is common for young couples to go Dutch on their first date. (อิท อีส คอมมอน ฟอร์ ยัง คัพเพิลส ทู โก ดัทช ออน แดร์ เฟิร์สท เดท) มันเป็นเรื่องปกติสำหรับคู่รักหนุ่มสาวที่จะแบ่งกันจ่ายในเดทแรกของพวกเขา
- We agreed to go Dutch so no one would feel obligated. (วี อะกรีด ทู โก ดัทช โซ โน วัน วูด ฟีล ออบลิเกททิด) พวกเราตกลงที่จะหารค่าใช้จ่าย เพื่อที่จะได้ไม่มีใครรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณ
3D Grammar Structure: โครงสร้างและการนำ สำนวน วลี ที่ใช้กับ go ไปใช้จริง
เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ที่กระจัดกระจายให้กลายเป็นภาพเดียว และสามารถดึงออกมาใช้งานได้อย่างเป็นระบบ อาจารย์ขอสรุปผ่านโมเดลไวยากรณ์แบบ 3 มิติ เพื่อเจาะลึกโครงสร้างและการใช้งานแบบเบ็ดเสร็จครับ
- 📐 มิติด้านโครงสร้าง (Form): การใช้ go ในฐานะกริยาวลี (Phrasal Verbs) ต้องสังเกตว่าเป็นชนิดที่ต้องการกรรม (Transitive) หรือไม่ต้องการกรรม (Intransitive) และในฐานะ Collocations จะต้องใช้ go + V.ing สำหรับกิจกรรม หรือ go on + Noun สำหรับการเดินทาง ห้ามใช้ to มาคั่นระหว่างโครงสร้างเหล่านี้เด็ดขาด และที่สำคัญคือต้องผันรูปกริยา go ให้ตรงตาม Tense เสมอ (goes, went, gone, going)
- 🔍 มิติด้านความหมาย (Meaning): กลุ่มคำเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อขยายความหมายของคำว่า “ไป” ให้มีความหมายเชิงสัญลักษณ์มากขึ้น (Figurative meaning) เช่น การระเบิดออก (go off) การผ่านพ้นอุปสรรค (go through) หรือการเปลี่ยนสภาพ (go bad) ผู้เรียนต้องอาศัยบริบทของประโยคเพื่อตีความหมายให้ถูกต้อง ไม่สามารถพึ่งพาพจนานุกรมแปลตรงตัวได้
- 🗣️ มิติด้านการนำไปใช้ (Use): กลุ่มคำและสำนวนตระกูลนี้ ถือเป็นหัวใจสำคัญของภาษาอังกฤษแบบไม่เป็นทางการ (Informal/Conversational English) ฝรั่งนิยมใช้ในการพูดคุยทั่วไป การเขียนไดอารี่ หรืออีเมลแบบเป็นกันเอง หากต้องการเขียนวิทยานิพนธ์ระดับสูง อาจต้องพิจารณาเปลี่ยนไปใช้คำกริยาเดี่ยวที่เป็นทางการกว่า เช่น เปลี่ยน go over เป็น examine หรือ review เพื่อความสละสลวยยิ่งขึ้น
ข้อควรระวังสุดคลาสสิกสำหรับผู้เตรียมตัวศึกษา คู่มือเตรียมสอบ TOEIC คือ โครงสร้าง go on a trip / vacation ครับ ข้อสอบมักจะหลอกด้วยการใส่ to เป็น go to a trip ซึ่งผิดหลักไวยากรณ์ครับ ท่องจำไว้เลยว่า ถ้าเป็นการท่องเที่ยว เราต้อง “อยู่บน” ทริปนั้น จึงต้องใช้ on เสมอครับ!
กฎไวยากรณ์ที่ต้องระวังเมื่อผันรูปคำว่า Go
ประเด็นสุดท้ายแต่มีความสำคัญในระดับรากฐาน คือเรื่องของการผันรูปคำกริยา (Conjugation) ครับ ไม่ว่า สำนวน วลี ที่ใช้กับ go นั้นจะยาวและซับซ้อนแค่ไหน สิ่งหนึ่งที่ทุกคนห้ามลืมเด็ดขาดคือ คำว่า go เป็นกริยาอปกติ (Irregular Verb) ที่ต้องมีการเปลี่ยนรูปหน้าตาของมันเมื่อเวลา (Tense) เปลี่ยนไปครับ
คุณไม่สามารถใช้คำว่า go ได้ในทุกสถานการณ์ การเผลอใช้ go เมื่อพูดถึงเรื่องในอดีต จะทำให้ประโยคของคุณพังทลายลงทันทีครับ และในตระกูลของ Perfect Tense คำว่า go ยังมีความซับซ้อนระดับสูงซ่อนอยู่ ซึ่งเป็นจุดที่คนไทยมักจะเสียคะแนนมากที่สุดครับ
เรามาแกะรอยวิธีผันรูปกริยาและการเลือกใช้งานที่ถูกต้องกันครับ
การผันรูปในอดีต (Went) และช่องที่ 3 (Gone)
เมื่อคุณต้องการเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและจบลงไปแล้วในอดีต (Past Simple Tense) คำว่า go จะต้องถูกเปลี่ยนร่างเป็นคำว่า went ทันทีครับ นี่คือรูปกริยาช่องที่ 2 ที่ต้องท่องจำให้ขึ้นใจ
ส่วนในกรณีที่คุณใช้โครงสร้าง Perfect Tense (เช่น have/has/had + V.3) คำกริยาจะถูกเปลี่ยนร่างเป็นช่องที่ 3 นั่นคือคำว่า gone ครับ กฎข้อนี้บังคับใช้กับทั้งกริยาวลีและสำนวนทุกตัวครับ คุณต้องผันที่คำแรกสุดเสมอ ห้ามไปผันที่ตัวบุพบทหรือตัวกรรมด้านหลังเด็ดขาด
- The bomb went off yesterday. (เดอะ บอมบ์ เวนท ออฟ เยสเทอร์เดย์) ระเบิดได้ระเบิดขึ้นเมื่อวานนี้
👉 (❌ ห้ามเขียนว่า The bomb go offed)
- They have gone through the documents. (เดย์ แฮฟว กอน ธรู เดอะ ดอคคิวเมนทส) พวกเขาได้ทำการตรวจสอบเอกสารต่างๆ เรียบร้อยแล้ว
- She went bald after the treatment. (ชี เวนท โบลด อาฟเทอร์ เดอะ ทรีทเมนท) เธอกลายเป็นคนหัวล้านหลังจากเข้ารับการรักษา
- We had gone on a trip before the storm hit. (วี แฮด กอน ออน อะ ทริป บีฟอร์ เดอะ สตอร์ม ฮิท) พวกเราได้ไปเที่ยวพักผ่อนก่อนที่พายุจะพัดถล่ม
ความแตกต่างระหว่าง Have gone to และ Have been to
นี่คือหลุมพรางไวยากรณ์ระดับตำนานครับ! เมื่อเราใช้โครงสร้าง Present Perfect เพื่อบอกการเดินทางไปสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง เรามีตัวเลือก 2 โครงสร้างคือ have gone to และ have been to ซึ่งทั้งสองคำนี้แปลเป็นไทยว่า “ได้ไปมาแล้ว” ทั้งคู่ แต่ความหมายซ่อนเร้น (Implication) ต่างกันฟ้ากับเหวครับ
เราจะใช้ Have gone to เมื่อต้องการสื่อว่า “คนๆ นั้นได้เดินทางไปที่นั่นแล้ว และ ณ ตอนนี้ที่กำลังพูดอยู่ เขายังคงอยู่ที่นั่น ยังไม่ได้เดินทางกลับมา” ครับ
ในทางกลับกัน เราจะใช้ Have been to เมื่อต้องการบอกเล่า “ประสบการณ์” ว่า “คนๆ นั้นเคยเดินทางไปที่นั่นมาแล้ว และ ณ ตอนนี้ที่กำลังพูดอยู่ เขาได้เดินทางกลับมาถึงแล้ว (หรือไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว)” ครับ
- John has gone to Japan. (จอห์น แฮส กอน ทู เจแปน) จอห์นได้เดินทางไปประเทศญี่ปุ่นแล้ว
👉 (ตอนนี้จอห์นยังคงอยู่ที่ญี่ปุ่น)
- John has been to Japan. (จอห์น แฮส บีน ทู เจแปน) จอห์นเคยไปประเทศญี่ปุ่นมาแล้ว
👉 (เป็นแค่การเล่าประสบการณ์ ตอนนี้จอห์นอยู่ไทยแล้ว)
- Where has she gone? (แวร์ แฮส ชี กอน) เธอหายไปไหนแล้ว
👉 (ถามว่าตอนนี้เธอไปอยู่ที่ไหน)
- Have you ever been to Paris? (แฮฟว ยู เอฟเวอร์ บีน ทู แพริส) คุณเคยไปปารีสไหม
👉 (ถามหาประสบการณ์ในชีวิต)
การเลือกระดับความสุภาพ (Formality) ในการใช้งาน
กฎข้อสุดท้ายคือเรื่องของระดับความสุภาพและกาลเทศะครับ อย่างที่ได้ย้ำเตือนไปว่า สำนวนและกริยาวลีที่ใช้ go ส่วนใหญ่มีความเป็นกันเองสูง มันถูกออกแบบมาเพื่อให้การสนทนาลื่นไหลและดูเป็นมิตรครับ
ดังนั้น หากคุณกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ต้องการความเป็นทางการขั้นสุดยอด เช่น การเขียนจดหมายเชิงธุรกิจถึงลูกค้ารายใหม่ หรือการสอบเขียนเรียงความเชิงวิชาการ (Academic Writing) อาจารย์แนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้ Phrasal Verbs และหันไปใช้คำกริยาเดี่ยวที่มีรากศัพท์จากภาษาละตินหรือฝรั่งเศสแทนครับ
การรู้จักปรับเปลี่ยนระดับภาษา จะทำให้คุณกลายเป็นผู้ใช้ภาษาอังกฤษที่สมบูรณ์แบบและน่าเกรงขามครับ
- ไม่เป็นทางการ: The meeting will go on until 5 PM. (การประชุมจะดำเนินต่อไปจนถึงห้าโมงเย็น)
- เป็นทางการ: The meeting will continue until 5 PM. (การประชุมจะดำเนินต่อไปจนถึงห้าโมงเย็น)
- ไม่เป็นทางการ: Please go over the report carefully. (กรุณาตรวจสอบรายงานอย่างระมัดระวัง)
- เป็นทางการ: Please review the report carefully. (กรุณาทบทวนรายงานอย่างระมัดระวัง)
สรุปประเด็นสำคัญ Key Takeaways
- 📌 หัวใจสำคัญ = คำว่า go เมื่อประสมกับบุพบท จะสร้างความหมายใหม่เชิงนามธรรม ต้องอาศัยการจำจากบริบท
- 💡 Phrasal Verbs = กลุ่มคำยอดฮิตเช่น go on (ทำต่อ), go off (ส่งเสียงดัง/ระเบิด/เน่าเสีย), go over (ตรวจสอบ)
- ⚠️ Collocations = ให้ใช้ go + V.ing สำหรับกิจกรรมสันทนาการ (go shopping) และใช้ go on สำหรับทริปท่องเที่ยว (go on holiday)
- ✅ Idioms สุดเจ๋ง = go the extra mile (ทุ่มเท), go with the flow (ปล่อยตามน้ำ), go Dutch (แชร์ค่าอาหาร)
- ❌ ข้อควรระวัง Have gone vs Have been = Have gone to คือไปแล้วยังไม่กลับ / Have been to คือเคยไปและกลับมาแล้ว
Mini Quiz ทดสอบความเข้าใจ
ลองนำความรู้ที่อาจารย์สอนไปทั้งหมดมาทดสอบด้วยแบบฝึกหัดสั้นๆ เพื่อประเมินความเข้าใจกันครับ
1. The manager asked me to ____________ the financial document before the meeting.
a) go off
b) go out
c) go over
2. I am tired of planning everything. Let’s just ____________ today.
a) go the extra mile
b) go with the flow
c) go Dutch
3. Mary is not here right now. She ____________ the supermarket.
a) has been to
b) has gone to
c) goes to
👉 ดูเฉลยพร้อมคำอธิบายอย่างละเอียดได้ที่ท้ายบทความหลังส่วนคำถามที่พบบ่อย
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1. สำนวน “Go ahead” นอกจากแปลว่าเชิญเลยแล้ว ใช้ทำอย่างอื่นได้ไหม?
ได้ครับ! ถ้าใช้เป็นคำนาม (The go-ahead) จะแปลว่า “ไฟเขียว” หรือการได้รับอนุมัติให้เริ่มดำเนินการได้ครับ เช่น We finally got the go-ahead from the boss. (ในที่สุดพวกเราก็ได้รับไฟเขียวจากเจ้านายแล้ว)
2. คำว่า “Go bad” สามารถใช้กับคนได้ไหม หรือใช้ได้แค่อาหาร?
โดยหลักการแล้ว go bad จะใช้กับอาหารที่เน่าเสียครับ แต่ถ้าใช้กับคน จะมีความหมายเชิงอุปมาอุปไมยว่า คนดีที่เปลี่ยนไปเป็นคนเลว หรือเดินหลงทางเข้าสู่ด้านมืดของชีวิต (เหมือนในซีรีส์ Breaking Bad) ครับ
3. ทำไมถึงบอกว่า “go home” แต่ต้องบอกว่า “go to the hospital”?
นี่คือข้อยกเว้นพิเศษของภาษาอังกฤษครับ คำว่า home, abroad, downtown, here, there ทำหน้าที่เป็นคำกริยาวิเศษณ์ (Adverb of place) ในตัวมันเองแล้ว จึงไม่ต้องมีคำบุพบท to มาชี้ทิศทางนำหน้ามันอีกครับ เราจึงพูดว่า go home ได้เลย
4. ถ้าอยากจะบอกว่า “ไปเดินเล่น” ควรใช้โครงสร้างแบบไหน?
การเดินเล่นถือเป็นกิจกรรมสันทนาการแบบเบาๆ เรานิยมใช้โครงสร้าง Collocation ว่า “go for a walk” ครับ ซึ่งถือเป็นวลีมาตรฐานที่ฝรั่งใช้บ่อยมาก (คล้ายกับ go for a run หรือ go for a swim)
5. คำว่า “go back on” แปลว่าอะไรและใช้ตอนไหน?
คำนี้เป็นกริยาวลีที่มี 3 ท่อนครับ แปลว่า “การผิดคำสัญญา” หรือ “การตระบัดสัตย์” ครับ เช่น He went back on his word. (เขาได้ผิดคำพูดของเขาไปแล้ว) เป็นโครงสร้างที่มีระดับการใช้งานที่เป็นธรรมชาติสูงมากครับ
คำอธิบาย: บริบทของประโยคพูดถึงเอกสารทางการเงิน (financial document) และการประชุม ซึ่งการกระทำที่เหมาะสมที่สุดก่อนเข้าประชุมคือ “การตรวจสอบรายละเอียด” ดังนั้น Phrasal verb ที่ตรงความหมายที่สุดคือ go over ครับ
ข้อ 2: ตอบ b) go with the flow
คำอธิบาย: ประโยคแรกผู้พูดบอกว่า “ฉันเหนื่อยที่จะวางแผนทุกอย่างแล้ว” (tired of planning) แสดงว่าเขาต้องการความผ่อนคลายและไม่กดดัน สำนวนที่แปลว่า “ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ” คือ go with the flow ครับ
ข้อ 3: ตอบ b) has gone to
คำอธิบาย: ข้อนี้คือการทดสอบกฎไวยากรณ์เรื่อง Present Perfect ครับ ประโยคแรกใบ้มาชัดเจนว่า “แมรี่ไม่ได้อยู่ที่นี่ในตอนนี้ (is not here)” หมายความว่าเธอเดินทางไปซูเปอร์มาร์เก็ตและยังไม่ได้เดินทางกลับมา กฎเหล็กคือถ้าไปแล้วยังไม่กลับ ต้องใช้โครงสร้าง has gone to เท่านั้นครับ!

