รวมคำศัพท์ เศรษฐศาสตร์ ภาษาอังกฤษ (Economics) พร้อมคำอ่าน

เคยไหมครับเวลาติดตามข่าวสารธุรกิจหรืออ่านบทวิเคราะห์การลงทุน แล้วเจอคำศัพท์ เศรษฐศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ที่มีความหมายเฉพาะเจาะจงจนทำให้เราสับสนและตีความหมายผิดพลาด ในบทความนี้ อาจารย์ต้นอมร จะพาไปเจาะลึกคลังคำศัพท์เกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจ การเงิน และกลไกตลาดที่จำเป็นต้องรู้ครับ
- รวบรวมคำศัพท์เศรษฐศาสตร์และธุรกิจแยกตามหมวดหมู่เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ
- เจาะลึกคำศัพท์ที่เกี่ยวกับกลไกตลาด นโยบายการเงิน และการค้าระหว่างประเทศ
- ข้อควรระวังในการใช้คำศัพท์ที่คล้ายกัน เช่น Inflation กับ Deflation หรือ Deficit กับ Surplus
- เสริมเทคนิคการจำคำศัพท์เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการสอบ TOEIC และการทำงานจริง
- ทำไมคำศัพท์เศรษฐศาสตร์ภาษาอังกฤษถึงสำคัญในการทำงานและการสอบ
- รวมคำศัพท์เศรษฐศาสตร์ภาษาอังกฤษแบ่งตามหมวดหมู่
- หมวดภาวะเศรษฐกิจและการเติบโต (Economic Conditions & Growth)
- หมวดกลไกตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค (Market Mechanisms & Consumers)
- หมวดนโยบายการเงินและการคลัง (Monetary & Fiscal Policies)
- หมวดการค้าระหว่างประเทศและระบบเศรษฐกิจ (International Trade & Systems)
- หมวดการจ้างงาน การผลิต และทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ (Employment & Production)
- เจาะลึกคำศัพท์เศรษฐศาสตร์ภาษาอังกฤษที่หลายคนมักใช้ผิด
- สรุปประเด็นสำคัญ Key Takeaways
- Mini Quiz ทดสอบความเข้าใจ
- คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ทำไมคำศัพท์เศรษฐศาสตร์ภาษาอังกฤษถึงสำคัญในการทำงานและการสอบ
การมีความรู้ความเข้าใจในคำศัพท์หมวดเศรษฐศาสตร์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในแวดวงนักการเงินหรือนักลงทุนเท่านั้นครับ แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้คนทำงานทุกคนสามารถวิเคราะห์ทิศทางของตลาดและเข้าใจบริบทของธุรกิจในระดับสากลได้ดียิ่งขึ้น
การวิเคราะห์ข่าวสารและทิศทางธุรกิจ
ผู้ที่ทำงานในองค์กรข้ามชาติมักจะต้องอ่านรายงานประจำปีหรือฟังการบรรยายผลประกอบการ การมีพื้นฐาน ภาษาอังกฤษพื้นฐาน ที่แน่นและรู้คำศัพท์เฉพาะทาง จะช่วยให้คุณประเมินสถานการณ์ของบริษัทและมองเห็นโอกาสในการเติบโตได้ชัดเจนกว่าคนอื่นๆ ครับ
กุญแจสำคัญในการทำคะแนนข้อสอบ TOEIC
สำหรับใครที่กำลัง เตรียมสอบ TOEIC บริบทเกี่ยวกับการเงิน งบประมาณ และยอดขาย เป็นหัวข้อที่ปรากฏในพาร์ท Reading และ Listening อยู่เสมอ การรู้คำศัพท์กลุ่มนี้จะช่วยลดเวลาในการแปลและเพิ่มความแม่นยำในการเลือกคำตอบได้อย่างมากครับ
คำศัพท์เศรษฐศาสตร์หลายคำมักจะมาเป็นคู่ตรงข้ามกันครับ (Antonyms) เช่น Demand คู่กับ Supply หรือ Export คู่กับ Import เวลาที่อาจารย์สอน มักจะแนะนำให้ท่องจำเป็นคู่เสมอ เพราะจะทำให้สมองเชื่อมโยงความหมายได้เร็วขึ้นและจำได้นานกว่าการท่องทีละคำครับ
รวมคำศัพท์เศรษฐศาสตร์ภาษาอังกฤษแบ่งตามหมวดหมู่
เพื่อให้การท่อง คำศัพท์ภาษาอังกฤษ เป็นระบบและนำไปใช้งานได้จริง อาจารย์ได้จัดกลุ่มคำศัพท์ออกเป็นหมวดหมู่ตามบริบทการใช้งานทางเศรษฐศาสตร์ไว้ให้แล้วครับ
หมวดภาวะเศรษฐกิจและการเติบโต (Economic Conditions & Growth)
| คำศัพท์ (Vocabulary) | คำอ่าน | ความหมาย (Meaning) |
|---|---|---|
| Bear Economy | แบร์-อีคอน’นะมี | เศรษฐกิจขาลง |
| Bull Economy | บูล-อีคอน’นะมี | เศรษฐกิจขาขึ้น |
| Depression | ดีเพรส’เชิน | ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ความตกต่ำ |
| Recession | รีเซส’เชิน | ความถดถอย การตกต่ำทางเศรษฐกิจ |
| Stagflation | สแทกเฟล’เชิน | ภาวะเศรษฐกิจซบเซาพร้อมเงินเฟ้อ |
| Expansion | อิคซฺแพน’เชิน | การขยายตัว การแผ่ขยาย |
| Gross Domestic Product (GDP) | โกรส-ดะเมส’ทิค-พรอด’ดัคทฺ (จีดีพี) | ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ |
| Downturn | ดาวนฺ’เทิร์น | ขาลง |
| Upswing | อัพ’สวิง | ขาขึ้น การเจริญขึ้น ก้าวหน้า |
หมวดกลไกตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค (Market Mechanisms & Consumers)
| คำศัพท์ (Vocabulary) | คำอ่าน | ความหมาย (Meaning) |
|---|---|---|
| Demand | ดีมานดฺ’ | อุปสงค์ ความต้องการซื้อ |
| Supply | ซะไพล’ | อุปทาน |
| Ceiling price | ซีล’ลิง-ไพรซฺ | ราคาเพดาน |
| Floor price | ฟลอร์-ไพรซฺ | ราคาพื้น |
| Consumers | คันซู’เมอะสฺ | ผู้บริโภค |
| Consumer confidence | คันซู’เมอะ-คอน’ฟิเดินซฺ | ความมั่นใจผู้บริโภค |
| Consumer Spending | คันซู’เมอะ-สเพน’ดิง | การใช้จ่ายของผู้บริโภค |
| Markets | มาร์ค’คิทสฺ | ตลาด กลุ่มผู้ซื้อ |
| Housing market | เฮา’ซิง-มาร์ค’คิท | ตลาดบ้านและที่ดิน |
| Retail sales | รี’เทล-เซลฺส | การขายปลีก |
หมวดนโยบายการเงินและการคลัง (Monetary & Fiscal Policies)
| คำศัพท์ (Vocabulary) | คำอ่าน | ความหมาย (Meaning) |
|---|---|---|
| Inflation | อินเฟล’เชิน | เงินเฟ้อ ภาวะเงินเฟ้อ |
| Deflation | ดิเฟล’เชิน | เงินฝืด ภาวะเงินฝืด |
| Currency | เคอ’เรินซี | เงินตรา กระแสเงินตรา |
| Interest rates | อิน’เทอริสทฺ-เรทฺส | อัตราดอกเบี้ย |
| Foreign-exchange rate | ฟอร์’ริน-อิคซฺเชนจฺ-เรท | อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ |
| Money Supply | มัน’นี-ซะไพล’ | ปริมาณเงินในระบบ |
| Loan | โลน | เงินกู้ |
| Savings | เซ’วิงฺส | เงินออม |
| Surplus | เซอ’พลัส | การเกินดุล เงินเหลือ ส่วนเกิน |
| Deficit | เดฟ’ฟิซิท | การขาดดุล |
| Deficit Spending | เดฟ’ฟิซิท-สเพน’ดิง | รายจ่ายเกินกว่ารายรับ |
| Subsidy | ซับ’ซิดี | เงินอุดหนุน เงินสนับสนุน เงินช่วยเหลือ |
| Income tax | อิน’คัม-แทคซฺ | ภาษีเงินได้ |
| Value-added tax (VAT) | แวล’ยู-แอด’ดิด-แทกซฺ (แวท) | ภาษีมูลค่าเพิ่ม |
| Detraction | ดิแทรค’เชิน | การลดค่า |
หมวดการค้าระหว่างประเทศและระบบเศรษฐกิจ (International Trade & Systems)
| คำศัพท์ (Vocabulary) | คำอ่าน | ความหมาย (Meaning) |
|---|---|---|
| Capitalism | แคพ’พิทัลลิสซึม | ระบบทุนนิยม ลัทธินายทุน |
| Socialism | โซ’ชะลิสซึม | ระบบสังคมนิยม ลัทธิสังคมนิยม |
| Communism | คอม’มิวนิสซึม | ระบอบคอมมิวนิสต์ |
| Trade | เทรด | การค้า |
| Exports | เอคซฺ’พอร์ทฺส | การส่งออก (ส่งสินค้าไปต่างประเทศ) |
| Imports | อิม’พอร์ทส | การนำเข้า (นำสินค้าเข้าประเทศ) |
| Tariffs | แทร’ริฟฺส | ภาษีศุลกากร |
| Quotas | โคว’ทะสฺ | โควตา จำนวนที่แบ่งสรร |
| Free-Trade Agreement | ฟรี-เทรด-อะกรี’เมินทฺ | ข้อตกลงการค้าเสรี |
| Foreign-direct investment | ฟอร์’ริน-ไดเรคทฺ-อินเวสทฺ’เมินทฺ | การลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ |
| Developed country | ดีเวล’เลิพดฺ-คัน’ทรี | ประเทศพัฒนาแล้ว |
| Emerging economies | อีเมอร์’จิง-อีคอน’นะมีสฺ | ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ประเทศรุ่งเรืองใหม่ |
| Third-world country | เธิร์ด-เวิร์ลดฺ-คัน’ทรี | ประเทศโลกที่สาม |
| Group of Seven | กรูพ-ออฟ-เซฟ’เวิน | กลุ่มจีเจ็ด |
| Worldwide | เวิร์ลดฺ’ไวดฺ | ทั่วโลก แพร่หลายทั่วโลก |
หมวดการจ้างงาน การผลิต และทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ (Employment & Production)
| คำศัพท์ (Vocabulary) | คำอ่าน | ความหมาย (Meaning) |
|---|---|---|
| Employment | เอมพลอย’เมินทฺ | การจ้างงาน |
| Unemployment | อันเอมพลอย’เมินทฺ | การว่างงาน การไม่มีงานทำ |
| Wages | เว’เจซฺ | ค่าจ้าง ค่าแรง |
| Productivity | โพรดัคทิ’วิทิ | กำลังการผลิต ความสามารถในการผลิต |
| Poverty | พอฟ’เวอที | ความยากจน อัตคัด ฝืดเคือง |
| Diversified | ไดเวอ’ซิไฟดฺ | หลากหลาย แตกต่างกัน |
| Multiplier effect | มัล’ทิไพลเออะ-อิเฟคทฺ | ผลกระทบตัวคูณทวี |
| Increase | อินคริส’ | การเพิ่มขึ้น การงอกเงย การขยาย |
| Decrease | ดีครีส’ | การลดลง น้อยลง |
| Demand-side economic theory | ดีมานดฺ-ไซดฺ-เอคคะนอม’มิค-เธีย’รี | ทฤษฎีเศรษฐกิจอ้างอิงอุปสงค์ |
| Supply-side economic theory | ซะไพล’-ไซดฺ-เอคคะนอม’มิค-เธีย’รี | ทฤษฎีเศรษฐกิจอ้างอิงอุปทาน |
เจาะลึกคำศัพท์เศรษฐศาสตร์ภาษาอังกฤษที่หลายคนมักใช้ผิด
เมื่อพูดถึง ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ และการเลือกใช้ศัพท์ทางเศรษฐศาสตร์ มีหลายคู่คำที่คนไทยมักสับสนและนำไปใช้ผิดบริบท ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อการสื่อสารเชิงธุรกิจได้ครับ
- ⚠️ จุดที่มักสับสนและข้อควรระวัง (Common Mistakes & Precautions):
คู่แรกคือ Inflation (เงินเฟ้อ) กับ Deflation (เงินฝืด) ครับ จำสลับกันบ่อยมาก อธิบายง่ายๆ คือ Inflation คือภาวะที่ของแพงขึ้น เงินเสื่อมค่าลง ส่วน Deflation คือภาวะที่คนไม่ยอมใช้จ่าย ทำให้ราคาสินค้าตกลง
คู่ที่สองคือ Recession (เศรษฐกิจถดถอย) กับ Depression (เศรษฐกิจตกต่ำ) สองคำนี้แสดงถึงความแย่ของเศรษฐกิจเหมือนกัน แต่ “Recession” คืออาการป่วยระยะสั้น (จีดีพีติดลบ 2 ไตรมาสติด) ส่วน “Depression” คืออาการป่วยหนักเรื้อรัง (ตกต่ำรุนแรงและยาวนานหลายปี) ครับ - 💡 เทคนิคการจำฉบับอาจารย์ต้นอมร (Pro Memory Hacks):
ให้จำเป็นภาพครับ “Inflation” ให้จำคำว่า Inflate ที่แปลว่าสูบลมเข้า (ลูกโป่งพองตัว = ราคาพองตัวสูงขึ้น) ส่วน “Deflation” ให้จำคำว่า Deflate ที่แปลว่าปล่อยลมออก (ลูกโป่งแฟบ = ราคาหดตัว) การนำเทคนิคภาพจำแบบนี้ไปใช้ใน การแต่งประโยคภาษาอังกฤษ จะช่วยให้คุณเขียนบทวิเคราะห์ได้อย่างมืออาชีพครับ เช่น “The central bank increases interest rates to control inflation.” (เดอะ เซนทรัล แบงคฺ อินครีสเซส อินเทอริสทฺ เรทสฺ ทู คอนโทรล อินเฟลเชิน) ธนาคารกลางปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ
สรุปประเด็นสำคัญ Key Takeaways
- 📌 สภาวะตลาด = Bear Economy (ตลาดหมี/ขาลง) ตรงข้ามกับ Bull Economy (ตลาดกระทิง/ขาขึ้น)
- ✅ ดุลการค้าและงบประมาณ = Surplus (เกินดุล/มีกำไรเหลือ) ตรงข้ามกับ Deficit (ขาดดุล/รายจ่ายเกินรายรับ)
- 💡 อุปสงค์และอุปทาน = Demand (ความต้องการซื้อจากผู้บริโภค) และ Supply (ความสามารถในการผลิตเพื่อขาย)
Mini Quiz ทดสอบความเข้าใจ
มาทดสอบความรู้เศรษฐศาสตร์กันหน่อยครับ ให้เลือกคำศัพท์ที่ถูกต้องเติมลงในช่องว่างต่อไปนี้:
- The price of everyday goods is rising rapidly due to high __________. (ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วเนื่องจาก… ที่สูง)
- If the country’s imports are greater than its exports, it will experience a trade __________. (หากประเทศมีการนำเข้ามากกว่าส่งออก จะประสบปัญหา… ทางการค้า)
- The government provides a __________ to help farmers lower their production costs. (รัฐบาลมอบ… เพื่อช่วยเกษตรกรลดต้นทุนการผลิต)
👉 ดูเฉลยพร้อมคำอธิบายได้ที่ท้ายบทความหลังส่วนคำถามที่พบบ่อย
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
คำว่า Economy กับ Economics ต่างกันอย่างไร?
Economy หมายถึง “ระบบเศรษฐกิจ” หรือสภาพเศรษฐกิจของประเทศครับ ส่วน Economics ที่เติม ‘s’ เสมอนั้นหมายถึง “วิชาเศรษฐศาสตร์” ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับการจัดสรรทรัพยากรครับ
ทำไมถึงใช้คำว่า Bull (กระทิง) และ Bear (หมี) ในการอธิบายตลาดหุ้น?
เป็นศัพท์เปรียบเทียบจากลักษณะการโจมตีของสัตว์ครับ กระทิงเวลาสู้จะขวิดเขา “ขึ้น” (เปรียบเหมือนกราฟพุ่งขึ้น/เศรษฐกิจดี) ส่วนหมีเวลาสู้จะตบเท้า “ลง” (เปรียบเหมือนกราฟตกลง/เศรษฐกิจแย่) ครับ
GDP คืออะไร และย่อมาจากคำว่าอะไร?
GDP ย่อมาจาก Gross Domestic Product หรือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หมายถึงมูลค่ารวมของสินค้าและบริการขั้นสุดท้ายที่ผลิตขึ้นภายในประเทศในช่วงเวลาหนึ่ง (มักจะวัดเป็นรายปีหรือไตรมาส) เพื่อดูการเติบโตของเศรษฐกิจครับ
Tariff กับ Tax ต่างกันอย่างไร?
Tax คือ “ภาษี” ทั่วไปที่รัฐจัดเก็บจากรายได้หรือการใช้จ่ายของประชาชน (เช่น Income tax, VAT) ส่วน Tariff คือ “ภาษีศุลกากร” ที่ใช้เรียกเก็บเฉพาะสินค้าที่มีการนำเข้าหรือส่งออกระหว่างประเทศครับ
อยากเก่งคำศัพท์เศรษฐศาสตร์และธุรกิจควรเริ่มฝึกจากไหน?
อาจารย์แนะนำให้เริ่มจากการอ่านพาดหัวข่าวธุรกิจภาษาอังกฤษสั้นๆ เช่น จาก Bloomberg หรือ Reuters วันละ 1-2 ข่าวครับ พยายามสังเกตคำศัพท์ที่ออกบ่อยๆ แล้วจดบันทึกไว้ จะช่วยให้คุ้นชินได้เร็วมากครับ
1. inflation (เงินเฟ้อ) – คีย์เวิร์ดคือ goods is rising (ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น) ภาวะที่ของแพงขึ้นอย่างต่อเนื่องคือภาวะเงินเฟ้อครับ
2. deficit (การขาดดุล) – การที่ประเทศซื้อของเข้ามา (imports) มากกว่าขายของออกไป (exports) หมายถึงประเทศเสียเปรียบและเกิดการ “ขาดดุล” ทางการค้าครับ
3. subsidy (เงินอุดหนุน) – รัฐบาลต้องการช่วยลดต้นทุน (lower production costs) วิธีการที่รัฐใช้คือการให้ “เงินอุดหนุน” หรือ subsidy แก่ภาคการผลิตครับ

