การถามทาง บอกทาง ภาษาอังกฤษ: รวมประโยคใช้จริงพร้อมคำอ่าน

เคยไหมครับที่รู้สึกประหม่าจนพูดไม่ออกเมื่อต้องเผชิญหน้ากับชาวต่างชาติที่เดินเข้ามาขอความช่วยเหลือ หรือแม้แต่ตอนที่เราหลงทางเองในต่างประเทศแล้วไม่รู้จะเริ่มต้นบทสนทนาอย่างไรให้ดูสุภาพและเข้าใจง่าย? ในบทความนี้ อาจารย์ต้นอมร จะพาไปเจาะลึกเทคนิคการถามทาง บอกทาง และประโยคสำหรับใช้สนทนาที่ใช้จริง เพื่อเปลี่ยนความกังวลให้เป็นความมั่นใจครับ
- ความสุภาพคือจุดเริ่มต้น: การใช้ Indirect Questions และ Modal Verbs ช่วยให้การถามทางดูเป็นมืออาชีพและน่าช่วยเหลือมากขึ้น
- ความแม่นยำของกริยาและบุพบท: การบอกทางที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยการเลือกใช้ Imperative Verbs และ Prepositions of Place ที่ถูกต้องเพื่อลดความสับสน
- การใช้จุดสังเกต (Landmarks): เป็นหัวใจสำคัญในการสื่อสารที่ทำให้ผู้รับสารเห็นภาพพจน์ได้ชัดเจนกว่าการบอกเพียงทิศทางเพียงอย่างเดียว
- เทคนิคการลำดับเหตุการณ์: การใช้ Sequence Markers เช่น First, Then, After that ช่วยให้ขั้นตอนการเดินทางไม่ปนกันครับ
พื้นฐานการถามทางภาษาอังกฤษ (Asking for Directions)
การเริ่มต้นบทสนทนาเพื่อถามทางนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งครับ จากประสบการณ์ที่อาจารย์สอนในคลาส ปูพื้นฐานภาษาอังกฤษ หลายคนมักจะกังวลเรื่องการเปิดประโยค อาจารย์ขอแนะนำว่าเราควรเริ่มด้วยคำว่า “Excuse me” ทุกครั้งเพื่อเป็นการขออนุญาตและแสดงความสุภาพตามมารยาทสากลครับ
นอกจากนี้ การใช้ประโยคคำถามแบบอ้อม (Indirect Questions) จะช่วยให้คุณดูเป็นผู้ที่มีทักษะการใช้ภาษาที่ดีเยี่ยม เช่น การใช้คำว่า “Could you tell me…?” แทนการถามตรงๆ ว่า “Where is…?” ซึ่งในบริบทของการเดินทางนั้น ความสุภาพจะช่วยให้คนในท้องถิ่นยินดีที่จะสละเวลามาช่วยเหลือเรามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดครับ
สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือการเตรียมตัวเรื่อง คำศัพท์ภาษาอังกฤษ เกี่ยวกับสถานที่ต่างๆ ไว้ล่วงหน้า เพราะหากเราทราบพิกัดที่ชัดเจนแต่เรียกชื่อสถานที่ผิด การสื่อสารก็จะล้มเหลวทันที อาจารย์แนะนำให้ทุกคนพยายามจดจำชื่อสถานที่สำคัญ (Landmarks) เช่น Post office, Hospital หรือ Intersection ไว้ให้แม่นยำครับ
ในหัวข้อถัดไปเราจะมาดูตัวอย่างประโยคที่แบ่งตามระดับความทางการและการนำไปใช้จริงในสถานการณ์ต่างๆ เพื่อให้ทุกคนสามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมของสถานการณ์นั้นๆ ครับ
ประโยคเริ่มต้นการสนทนาและคำถามที่พบบ่อย
เมื่อเราต้องการขอความช่วยเหลือ การใช้ประโยคที่แสดงความเกรงใจจะช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีในการสนทนาครับ ตัวอย่างเช่นการใช้ Modal Verbs อย่าง Could หรือ Would เพื่อทำให้ประโยคดูนุ่มนวลขึ้น ซึ่งเป็นเทคนิคที่อาจารย์มักจะย้ำเสมอในคลาสการเรียน สรุปแกรมม่าภาษาอังกฤษ เพราะมันคือเรื่องของ Pragmatics หรือการใช้ภาษาให้ถูกกาลเทศะนั่นเองครับ
หากคุณอยู่ในสถานการณ์ที่เร่งรีบ การถามแบบกระชับก็ทำได้ แต่ต้องไม่ลืมใส่ความสุภาพลงไปในน้ำเสียงด้วย ตัวอย่างประโยคที่ใช้ได้จริงมีดังนี้ครับ
- Excuse me, can you help me? (เอ็ก-คิว-มี, แคน-ยู-เฮลพ์-มี?) – ขอโทษครับ คุณช่วยผมหน่อยได้ไหมครับ
- I’m looking for the museum. (ไอ-แอม-ลุค-คิง-ฟอร์-เดอะ-มิว-เซียม.) – ผมกำลังมองหาพิพิธภัณฑ์อยู่ครับ
- How can I get to the airport? (ฮาว-แคน-ไอ-เก็ต-ทู-ดิ-แอร์-พอร์ต?) – ผมจะไปสนามบินได้อย่างไรครับ
- Is it far from here? (อิส-อิท-ฟาร์-ฟรอม-เฮียร์?) – มันไกลจากที่นี่ไหมครับ
- Where is the nearest ATM? (แวร์-อิส-เดอะ-เนียร์-เรสท์-เอ-ที-เอ็ม?) – ตู้เอทีเอ็มที่ใกล้ที่สุดอยู่ที่ไหนครับ
- Can you show me on the map? (แแคน-ยู-โชว์-มี-ออน-เดอะ-แมพ?) – คุณช่วยชี้ตำแหน่งในแผนที่ให้ดูหน่อยได้ไหมครับ
จำไว้ว่าการถามทางไม่ใช่เพียงแค่การรู้คำศัพท์ แต่คือการสื่อสารที่มีความต้องการชัดเจน หากเราพูดไม่ชัดเจน ผู้ตอบก็อาจจะให้ข้อมูลที่ผิดพลาดแก่เราได้ ดังนั้นการฝึกออกเสียงตามคำอ่านที่อาจารย์ให้ไว้จะช่วยได้มากครับ
การใช้ประโยคคำถามแบบสุภาพพิเศษ (Polite Indirect Questions)
ในกรณีที่เราต้องการถามบุคคลที่ไม่รู้จัก หรืออยู่ในสถานประกอบการที่เป็นทางการ การใช้โครงสร้าง Indirect Questions จะดูเป็นมืออาชีพมากครับ จากประสบการณ์ที่อาจารย์ได้รับเชิญไปทำ Corporate Training ให้กับพนักงานโรงแรม การใช้ประโยคเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้บริการดูหรูหราและประทับใจลูกค้าครับ
โครงสร้างที่นิยมใช้คือ “I was wondering if you could tell me…” หรือ “Do you happen to know where… is?” ซึ่งการสลับที่ของกริยาช่วยในประโยคย่อยเป็นจุดที่หลายคนมักจะทำผิดบ่อยๆ (Word Order) ซึ่งเป็นหัวข้อสำคัญในการ ฝึกแต่งประโยคภาษาอังกฤษ ที่เราต้องระวังครับ
ลองมาดูตัวอย่างประโยคระดับ Advance กันครับ
- I was wondering if you could tell me the way to the bank. (ไอ-วอส-วัน-เดอ-ริง-อิฟ-ยู-คูด-เทล-มี-เดอะ-เวย์-ทู-เดอะ-แบงก์.) – ผมสงสัยว่าคุณจะช่วยบอกทางไปธนาคารหน่อยได้ไหมครับ
- Do you happen to know where the Grand Hotel is? (ดู-ยู-แฮพ-เพิน-ทู-โนว์-แวร์-เดอะ-แกรนด์-โฮ-เทล-อิส?) – คุณพอจะทราบไหมครับว่าโรงแรมแกรนด์อยู่ที่ไหน
- Would you mind telling me how to get to the train station? (วูด-ยู-มายด์-เทล-ลิง-มี-ฮาว-ทู-เก็ต-ทู-เดอะ-เทรน-สเต-เชิน?) – คุณจะรังเกียจไหมครับถ้าจะช่วยบอกทางไปสถานีรถไฟ
- Is there a gas station nearby? (อิส-แดร์-อะ-แก๊ส-สเต-เชิน-เนียร์-บาย?) – มีปั๊มน้ำมันแถวนี้บ้างไหมครับ
การฝึกใช้ประโยคเหล่านี้จะทำให้คุณดูเป็นผู้ที่มีความรู้ด้านภาษาอังกฤษที่ดี และมักจะได้รับคำตอบที่ละเอียดและเป็นมิตรกลับมาเสมอครับ
คำถามที่มักจะพบในห้องเรียนคือ “ถ้าเราฟังเขาบอกทางไม่ทันควรทำอย่างไร?” อาจารย์แนะนำว่าอย่าเพิ่งตกใจครับ ให้ใช้ประโยคว่า “Could you please slow down?” หรือ “Could you repeat that, please?” การยอมรับว่าเราฟังไม่ทันไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่การเดินไปผิดทางจะทำให้เสียเวลามากกว่าครับ
เทคนิคการบอกทางภาษาอังกฤษ (Giving Directions)
เมื่อต้องเป็นฝ่ายบอกทาง หลายคนมักจะติดขัดเพราะไม่รู้จะเรียงลำดับความคิดอย่างไรดี การบอกทางภาษาอังกฤษที่ดีควรเริ่มจากกริยาที่ชัดเจน (Action Verbs) ตามด้วยทิศทาง และระบุจุดสังเกต (Landmarks) เพื่อยืนยันความถูกต้องครับ
ความผิดพลาดที่พบบ่อยคือการบอกทางยาวๆ ในประโยคเดียว ซึ่งทำให้ผู้ฟังเกิดความสับสน อาจารย์แนะนำให้ใช้การแบ่งเป็นขั้นตอนสั้นๆ (Step-by-Step) และใช้คำเชื่อมลำดับเหตุการณ์ (Sequence Markers) เช่น First, Next, Then, After that, และ Finally เพื่อให้ผู้ฟังสามารถประมวลผลข้อมูลได้ทีละส่วนครับ
นอกจากนี้ การให้ข้อมูลเรื่องระยะทางหรือเวลา (Estimated Time) ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เช่น “It’s about a five-minute walk” หรือ “It’s about two blocks away” ซึ่งช่วยให้ผู้ถามประเมินได้ว่าเขามาถูกทางแล้วหรือยังครับ
คำกริยาและวลีบอกทิศทางที่ต้องรู้
หัวใจของการบอกทางคือการเลือกใช้คำกริยาที่ถูกต้องครับ ในภาษาอังกฤษเราใช้ Imperative Sentence หรือประโยคคำสั่งในการบอกทิศทาง ซึ่งจะขึ้นต้นด้วยคำกริยาโดยไม่ต้องมีประธาน ตัวอย่างประโยคที่ใช้บ่อยประกอบด้วย
- Go straight on this road. (โก-สเตรท-ออน-ดิส-โร้ด.) – ตรงไปตามถนนเส้นนี้ครับ
- Turn right at the traffic lights. (เทิร์น-ไรท์-แอท-เดอะ-แทรฟ-ฟิก-ไลท์ส.) – เลี้ยวขวาตรงสัญญาณไฟจราจรครับ
- Turn left onto Sukhumvit Road. (เทิร์น-เลฟท์-ออน-ทู-สุขุมวิท-โร้ด.) – เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนสุขุมวิทครับ
- Walk past the post office. (วอล์ค-พาสท์-เดอะ-โพสต์-ออฟ-ฟิซ.) – เดินผ่านที่ทำการไปรษณีย์ไปครับ
- Go over the bridge. (โก-โอ-เว่อร์-เดอะ-บริดจ์.) – ข้ามสะพานไปครับ
- Go through the tunnel. (โก-ธรู-เดอะ-ทัน-เนิล.) – ลอดผ่านอุโมงค์ไปครับ
- Take the second exit at the roundabout. (เทค-เดอะ-เซ-เคิน-เอ็ก-ซิท-แอท-เดอะ-ราวด์-อะ-เบาท์.) – ใช้ทางออกที่สองตรงวงเวียนครับ
การใช้คำว่า “Take” ร่วมกับทางออกหรือซอย (Soi/Alley) เป็นวิธีที่ชาวต่างชาติเข้าใจได้ง่ายที่สุด เช่น “Take the first left” ซึ่งหมายถึงการเลี้ยวซ้ายเข้าซอยแรกที่คุณเจอครับ
การระบุตำแหน่งด้วย Prepositions of Place
หลังจากบอกทิศทางแล้ว การบอกว่าเป้าหมายอยู่ที่ไหนเมื่อเทียบกับสิ่งรอบข้างจะช่วยให้ผู้ถามหาที่หมายได้ง่ายขึ้นมากครับ เรามักจะใช้บุพบทบอกสถานที่ (Prepositions of Place) ในส่วนท้ายของการบอกทางเสมอ
- It’s on your left. (อิทส์-ออน-ยัวร์-เลฟท์.) – มันอยู่ทางซ้ายมือของคุณครับ
- It’s next to the hospital. (อิทส์-เน็กซ์-ทู-เดอะ-ฮอส-พิ-เทิล.) – มันอยู่ถัดจากโรงพยาบาลครับ
- It’s across from the library. (อิทส์-อะ-ครอส-ฟรอม-เดอะ-ไล-บรา-รี.) – มันอยู่ตรงข้ามกับห้องสมุดครับ
- It’s at the corner of Main Street. (อิทส์-แอท-เดอะ-คอร์-เนอร์-ออฟ-เมน-สตรีท.) – มันอยู่ที่หัวมุมถนนเมนครับ
- You can’t miss it. (ยู-แคนท์-มิส-อิท.) – คุณหาเจอแน่นอน (ไม่มีทางพลาด) ครับ
ประโยค “You can’t miss it” เป็นวลียอดฮิตที่ใช้ปิดท้ายการบอกทาง เพื่อให้ความมั่นใจกับผู้ถามว่าสถานที่นั้นสังเกตเห็นได้ง่ายมากครับ
| คำกริยา/วลี (Verbs/Phrases) | ความหมาย (Thai Meaning) |
|---|---|
| Go straight / Keep going | ตรงไป / เดินต่อไปเรื่อยๆ |
| Turn left / Turn right | เลี้ยวซ้าย / เลี้ยวขวา |
| Cross the street | ข้ามถนน |
| Go along… | ไปตามทาง (ถนน/แม่น้ำ) |
| Make a U-turn | กลับรถ |
โครงสร้างไวยากรณ์ 3 มิติสำหรับการบอกทาง
ในการสอนของอาจารย์ เราจะไม่จำแค่ประโยคครับ แต่เราจะเข้าใจถึงโครงสร้างเพื่อให้นำไปปรับใช้ได้ในทุกสถานการณ์ ซึ่งในบทความเรื่องการถามทางและบอกทางนี้ เราสามารถวิเคราะห์ผ่านมิติทั้ง 3 ได้ดังนี้ครับ
- 📐 มิติด้านโครงสร้าง (Form): การบอกทางส่วนใหญ่จะใช้รูปประโยค Imperative (V.1 + Object) เช่น “Turn right” หรือใช้ Present Simple ร่วมกับ Prepositions of Place ในการบอกตำแหน่งเป้าหมาย เช่น “The bank is between the cafe and the park.” นอกจากนี้ยังมีการใช้ Modal Verbs (Can, Could, Would) ในประโยคคำถามเพื่อความสุภาพครับ
- 🔍 มิติด้านความหมาย (Meaning): เน้นการสื่อสารเชิงพื้นที่ (Spatial Communication) คำศัพท์ที่เลือกใช้ต้องมีความเฉพาะเจาะจง เช่น การระบุลำดับที่ (First, Second, Third) หรือการบอกพิกัดที่ชัดเจน (At the intersection, Opposite to) เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่การหลงทางได้ครับ
- 🗣️ มิติด้านการนำไปใช้ (Use): ใช้ในสถานการณ์การท่องเที่ยว การช่วยเหลือชาวต่างชาติ หรือแม้แต่ในบริบทของการทำงาน เช่น การบอกทางภายในสำนักงานหรือนิคมอุตสาหกรรม โดยต้องคำนึงถึงระดับความสุภาพ (Register) และความเร็วในการสื่อสารเพื่อให้ผู้ฟังปฏิบัติตามได้จริงครับ
ในการทำงานจริง อาจารย์พบว่าการใช้คำเชื่อม (Transitions) สำคัญมากครับ แทนที่จะพูดกริยาต่อกันเฉยๆ ให้ลองใช้ “After that…” หรือ “When you see the…” จะทำให้คำแนะนำของคุณดูเหมือนคนที่เป็นเจ้าของภาษาพูดมากขึ้น และลดโอกาสที่ผู้ฟังจะงงด้วยครับ
ตัวอย่างสถานการณ์จริงและบทสนทนา (Dialogue Samples)
เพื่อให้เห็นภาพการนำไปใช้จริง อาจารย์ได้จำลองสถานการณ์ที่พบบ่อยมาให้ทุกคนได้ศึกษาครับ การดูบริบทของบทสนทนาจะช่วยให้เราเข้าใจว่าประโยคไหนควรใช้ก่อนหรือหลัง และจะโต้ตอบอย่างไรเมื่อได้รับข้อมูลมาแล้วครับ
อย่าลืมสังเกตคำตอบรับ (Confirming Information) เช่น “Okay, I see.” หรือ “So, I turn left at the lights, right?” การทวนคำสั่งเป็นเทคนิคที่อาจารย์แนะนำเสมอเพื่อเช็กความเข้าใจให้ตรงกันทั้งสองฝ่ายครับ
การถามทางในห้างสรรพสินค้าหรือสถานที่สาธารณะ
ในห้างสรรพสินค้า คำถามมักจะเกี่ยวข้องกับสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น ห้องน้ำ ลิฟต์ หรือร้านค้าเฉพาะจุด ซึ่งมักจะอยู่คนละชั้นหรือคนละโซนกันครับ การระบุชั้น (Floor/Level) จึงเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้เลยครับ
- How long does it take to get there? (ฮาว-ลอง-ดัส-อิท-เทค-ทู-เก็ต-แดร์?) – ใช้เวลาเดินทางไปถึงที่นั่นนานเท่าไรครับ
- Is it within walking distance? (อิส-อิท-วิท-อิน-วอล์ค-คิง-ดิส-แทนซ์?) – มันอยู่ในระยะที่เดินไปได้ไหมครับ
- Go along this street until you reach the park. (โก-อะ-ลอง-ดิส-สตรีท-อัน-ทิล-ยู-รีช-เดอะ-พาร์ค.) – ไปตามถนนเส้นนี้จนกระทั่งคุณถึงสวนสาธารณะครับ
- Head north on this avenue. (เฮด-นอร์ท-ออน-ดิส-อะ-เว-นิว.) – มุ่งหน้าไปทางทิศเหนือบนถนนสายนี้ครับ
- You are going the wrong way. (ยู-อาร์-โก-อิง-เดอะ-รอง-เวย์.) – คุณกำลังไปผิดทางแล้วครับ
| สถานที่สำคัญ (Landmarks) | ความหมาย (Thai Meaning) |
|---|---|
| Traffic lights | สัญญาณไฟจราจร |
| Intersection / Junction | สี่แยก |
| Crosswalk / Zebra crossing | ทางม้าลาย |
| Pedestrian bridge | สะพานลอย |
| Signpost | ป้ายบอกทาง |
เคล็ดลับทำข้อสอบ TOEIC เรื่องการถามทาง
สำหรับใครที่กำลังเตรียมตัวสอบ และกำลังมองหา แนวข้อสอบ TOEIC เรื่องการถามทางมักจะปรากฏใน Listening Part (Part 2 และ Part 3) บ่อยมากครับ ข้อสอบมักจะหลอกเราด้วยการใช้เสียงที่คล้ายกัน หรือการบอกทางที่ซับซ้อนเพื่อให้เราเลือกคำตอบผิดครับ
เทคนิคของอาจารย์คือให้สังเกตคำถามที่ขึ้นต้นด้วย “How” หรือ “Where” และตั้งใจฟังคำตอบที่เป็นบุพบทบอกสถานที่ (In, On, At, Opposite) หรือกริยาบอกทิศทาง (Turn, Go past) หากในตัวเลือกมีคำที่มีเสียงพ้องกับคำในคำถาม (เช่น Right ที่แปลว่า ขวา กับ Write ที่แปลว่า เขียน) ให้ระวังว่านั่นอาจจะเป็นตัวหลอกครับ
นอกจากนี้ ใน Part 4 ที่เป็นบทพูดคนเดียว (Short Talks) อาจมีการประกาศแจ้งทิศทางในอาคารหรือสนามบิน การจดจำ รวมคำศัพท์ภาษาอังกฤษ เกี่ยวกับทิศทางและแผนผังอาคารจะช่วยให้คุณทำคะแนนในส่วนนี้ได้ง่ายขึ้นมากครับ
กับดักเรื่องเสียงพ้องและความหมายในข้อสอบ TOEIC
หนึ่งในกับดักที่อาจารย์พบในข้อสอบบ่อยที่สุดคือเรื่อง “Right” และ “Light” ครับ ผู้เข้าสอบหลายคนฟังผิดจนเลือกข้อผิด การฝึกแยกแยะเสียง R และ L จึงสำคัญมาก นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ “Past” (ผ่าน) และ “Pass” (ผ่านไป) ซึ่งแม้ความหมายจะคล้ายกันแต่การใช้งานในรูปประโยคต่างกันครับ
ลองมาดูตัวอย่างประโยคที่มักใช้ในข้อสอบกันครับ
- Take the bus number 5. (เทค-เดอะ-บัส-นัม-เบอร์-ไฟฟ์.) – ขึ้นรถเมล์สาย 5 ครับ
- Get off at the third stop. (เก็ต-ออฟ-แอท-เดอะ-เทิร์ด-สตอป.) – ลงที่ป้ายที่สามครับ
- Cross the street at the crosswalk. (ครอส-เดอะ-สตรีท-แอท-เดอะ-ครอส-วอล์ค.) – ข้ามถนนตรงทางม้าลายครับ
- Follow the signs for the city center. (ฟอล-โล-เดอะ-ไซน์ส-ฟอร์-เดอะ-ซิตี้-เซน-เทอร์.) – เดินตามป้ายที่บอกทางไปใจกลางเมืองครับ
- Keep going for two blocks. (คีพ-โก-อิง-ฟอร์-ทู-บล็อกส์.) – เดินต่อไปอีกสองบล็อกครับ
สรุปประเด็นสำคัญ Key Takeaways
- 📌 การถามทาง (Asking) = ควรเริ่มต้นด้วยความสุภาพเสมอ (Excuse me) และใช้ Indirect Questions เพื่อความเป็นมืออาชีพครับ
- 📌 การบอกทาง (Giving) = ใช้กริยารูป Imperative ที่ชัดเจน ลำดับขั้นตอนด้วยคำเชื่อม และปิดท้ายด้วยการระบุตำแหน่งที่แน่นอนครับ
- 📌 จุดสังเกต (Landmarks) = คือกุญแจสำคัญที่ทำให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพ อย่าลืมระบุสถานที่สำคัญใกล้เคียงเสมอครับ
- 📌 TOEIC Focus = ระวังคำพ้องเสียงและตั้งใจฟัง Prepositions of Place ในข้อสอบฟังให้ดีครับ
Mini Quiz ทดสอบความเข้าใจ
ลองเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดสำหรับสถานการณ์ต่อไปนี้:
1. If you want to ask for directions politely, which phrase should you use?
A) Hey, where is the bank?
B) Excuse me, could you tell me the way to the bank?
2. “Go _______ the bridge and the park will be on your left.”
A) through
B) over
3. What does “You can’t miss it” mean?
A) You must not go there.
B) It is very easy to find.
👉 ดูเฉลยพร้อมคำอธิบายได้ที่ท้ายบทความหลังส่วนคำถามที่พบบ่อย
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ถ้าคนท้องถิ่นพูดเร็วเกินไป ควรพูดว่าอะไรให้เขาสุภาพที่สุดครับ?
อาจารย์แนะนำให้ใช้ประโยค “I’m sorry, I didn’t quite catch that. Could you please say it again more slowly?” ครับ การขอโทษก่อนจะช่วยให้นุ่มนวลขึ้นมากครับ
การบอกว่า “เลี้ยวเข้าซอยถัดไป” พูดอย่างไรให้เป็นธรรมชาติครับ?
คุณสามารถใช้ประโยคว่า “Take the next left” หรือ “Take the next right” ได้เลยครับ คำว่า Next จะสื่อถึงซอยหรือทางเลี้ยวถัดไปที่ใกล้ที่สุดครับ
คำว่า Blocks ในการบอกทางหมายถึงอะไรครับ?
Blocks คือช่วงตึกครับ ในต่างประเทศมักจะวัดระยะทางด้วยจำนวนช่วงตึก เช่น “It’s two blocks away” หมายถึงเดินผ่านไปอีก 2 ช่วงตึกก็จะถึงครับ
ระหว่าง Opposite และ Across from ใช้แทนกันได้ไหมครับ?
ใช้แทนกันได้ครับ ทั้งคู่หมายถึง “ตรงกันข้าม” แต่อาจารย์สังเกตว่า Across from มักถูกใช้บ่อยกว่าในภาษาพูดที่เป็นกันเองครับ
ทำไมในข้อสอบ TOEIC ถึงชอบหลอกเรื่องซ้ายกับขวาครับ?
เพราะเป็นข้อมูลสำคัญที่สุดในการบอกทางครับ ข้อสอบมักจะให้บทสนทนาที่บอกทิศทางสลับไปมาเพื่อให้เราหลุดโฟกัส เทคนิคคือจดโน้ตสั้นๆ (L หรือ R) ขณะฟังครับ
1. ตอบ B: เพราะมีการใช้ Excuse me และโครงสร้าง Could you… ซึ่งสุภาพกว่าการถามตรงๆ ในข้อ A มากครับ
2. ตอบ B: การใช้ over หมายถึงการ “ข้าม” สะพานไปด้านบน ส่วน through จะใช้กับอุโมงค์หรือป่าที่ต้องทะลุผ่านไปครับ
3. ตอบ B: เป็นสำนวนแปลว่า “คุณหาเจอแน่นอน/มันสังเกตเห็นได้ง่ายมาก” ครับ
ปลดล็อกทักษะภาษาอังกฤษ พร้อมสร้างความมั่นใจเพื่อทุกโอกาสแห่งความสำเร็จ




