โครงสร้างประโยคภาษาอังกฤษ การใช้ So, Too, Neither Nor และ I hope so

คุณเคยเจอปัญหาไหมครับเวลาฝรั่งพูดมาแล้วเราอยากตอบว่า “ฉันก็เหมือนกัน” แต่ดันนึกออกแค่คำว่า Me too จนไม่รู้จะใช้โครงสร้างอื่นอย่างไรให้ดูเป็นมืออาชีพ ในบทความนี้ อาจารย์ต้นอมร จะพาไปเจาะลึก โครงสร้างประโยคภาษาอังกฤษในการตอบรับและปฏิเสธ แบบสั้นๆ ตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงระดับสูงครับ
- ใช้ So และ Too เพื่อตอบคล้อยตามใน “ประโยคบอกเล่า” (ฉันก็ทำเหมือนกัน)
- ใช้ Neither, Nor และ Not either เพื่อตอบคล้อยตามใน “ประโยคปฏิเสธ” (ฉันก็ไม่ได้ทำเหมือนกัน)
- กลุ่ม I think so, I hope so ใช้ตอบรับความคิดเห็นหรือสถานการณ์ในเชิงบวก
- กลุ่ม I hope not, I’m afraid not ใช้ตอบปฏิเสธอย่างสุภาพหรือแสดงความหวังในเชิงลบ
- ภาพรวมของการใช้โครงสร้างตอบรับและปฏิเสธแบบสั้น
- การใช้ So และ Too (ตอบรับประโยคบอกเล่าคล้อยตามกัน)
- การใช้ Neither, Nor และ Not either (ตอบรับประโยคปฏิเสธคล้อยตามกัน)
- กลุ่มคำแสดงความคิดเห็น: I hope so, I think so, I’m afraid so
- กลุ่มคำปฏิเสธความคิดเห็น: I hope not, I’m afraid not
- โครงสร้างการตอบรับแบบขัดแย้ง (อื่นๆ)
- ข้อสอบ TOEIC ที่มักจะออกเกี่ยวกับโครงสร้างเหล่านี้
- สรุปประเด็นสำคัญ Key Takeaways
- Mini Quiz ทดสอบความเข้าใจ
- คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ภาพรวมของการใช้โครงสร้างตอบรับและปฏิเสธแบบสั้น
ก่อนที่เราจะไปเจาะลึกโครงสร้างไวยากรณ์แต่ละตัว อาจารย์อยากให้ทุกคนทำความเข้าใจวัฒนธรรมการสื่อสารของเจ้าของภาษากันก่อนครับ ในภาษาอังกฤษ การตอบรับคู่สนทนาแบบยืดยาวด้วยการทวนประโยคเดิมทั้งหมด มักจะฟังดูไม่เป็นธรรมชาติและเยิ่นเย้อเกินไป ฝรั่งจึงนิยมใช้ “โครงสร้างตอบรับแบบสั้น” (Short Responses) เพื่อแสดงความเห็นด้วยหรือคล้อยตามครับ
หัวใจสำคัญของการใช้โครงสร้างเหล่านี้ให้ถูกต้องคือ การจับสังเกต “กริยาช่วย (Helping Verbs)” ในประโยคของคู่สนทนาครับ เพราะเราจะต้องดึงกริยาช่วยตัวนั้นมาใช้ในประโยคคำตอบของเราด้วย นี่คือทักษะการฟังที่ต้องฝึกฝนควบคู่ไปกับการปู พื้นฐานภาษาอังกฤษ ที่แข็งแรงครับ
ไม่ว่าคู่สนทนาจะพูดประโยคบอกเล่า หรือประโยคปฏิเสธ เราต้องมีสติและเลือกใช้เครื่องมือที่ถูกต้องเสมอ การเลือกใช้ So แทน Neither หรือการใช้กริยาช่วยผิด Tense อาจทำให้ความหมายพลิกผันและสร้างความสับสนได้ทันทีครับ
เรามาเริ่มทำความเข้าใจตรรกะการจัดวางโครงสร้างเหล่านี้กันก่อนครับ เพื่อให้ทุกคนสามารถนำไปต่อยอดและแต่งประโยคตอบโต้ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
ทำไมฝรั่งถึงชอบใช้ประโยคตอบรับแบบสั้น
เหตุผลหลักที่โครงสร้างเหล่านี้ได้รับความนิยมอย่างมากในภาษาพูด (Spoken English) ก็คือ “ความกระชับ” ครับ ในการสนทนาที่ลื่นไหล การตอบสนองที่รวดเร็วแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและการเป็นผู้ฟังที่ดี (Active listening)
เมื่อเพื่อนบอกว่า “ฉันหิวมากเลย” แทนที่เราจะตอบว่า “ฉันก็หิวมากเลยเหมือนกัน” การตอบสั้นๆ ว่า “ฉันด้วย” จะทำให้บทสนทนาเดินหน้าต่อไปได้เร็วกว่า โครงสร้างอย่าง So do I หรือ Me too จึงถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เป็นทางลัดในประโยคครับ
นอกจากนี้ ในภาษาเขียนที่เป็นทางการ หรือในข้อสอบ การใช้โครงสร้างเหล่านี้ยังเป็นการแสดงภูมิรู้ทางไวยากรณ์ที่ลึกซึ้ง เพราะมันต้องอาศัยการสลับตำแหน่ง (Inversion) ระหว่างประธานและกริยาช่วย ซึ่งถือเป็นไวยากรณ์ระดับสูงครับ
โครงสร้าง 3 มิติของการตอบรับ
เพื่อให้การเรียนรู้เรื่องนี้เป็นไปอย่างเป็นระบบและจดจำได้ง่ายที่สุด อาจารย์ได้สรุปรูปแบบการใช้งานออกมาเป็นโครงสร้าง 3 มิติครับ เทคนิคนี้จะช่วยให้คุณมองเห็นภาพรวมของไวยากรณ์ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง และเลือกใช้คำได้ตรงตามสถานการณ์ครับ
การวิเคราะห์แบบรอบด้านเช่นนี้ จะช่วยลดความประหม่าเวลาที่คุณต้องพูดโต้ตอบในสถานการณ์จริงครับ เรามาดูรายละเอียดกันเลย
- 📐 มิติด้านโครงสร้าง (Form): โครงสร้างส่วนใหญ่มักจะใช้หลักการ Inversion คือการนำกริยาช่วยมาวางไว้หน้าประธาน (เช่น So + กริยาช่วย + ประธาน) ซึ่งแตกต่างจากการแต่งประโยคปกติ
- 🔍 มิติด้านความหมาย (Meaning): สื่อความหมายถึงความมีส่วนร่วม การมีความรู้สึก ทัศนคติ หรือสถานการณ์ที่เหมือนกันเป๊ะกับสิ่งที่คู่สนทนาเพิ่งกล่าวจบไป
- 🗣️ มิติด้านการนำไปใช้ (Use): ใช้มากที่สุดในการสนทนาโต้ตอบ (Dialogue) เพื่อแสดงความเห็นพ้องต้องกัน หรือเพื่อปฏิเสธข้อกล่าวหาอย่างนุ่มนวลและเป็นธรรมชาติ
กฎเหล็กเรื่องกริยาช่วย (Helping Verbs)
นี่คือกฎที่สำคัญที่สุดที่คุณต้องสลักไว้ในใจเลยครับ “เขาใช้กริยาช่วยตัวไหนมา เราต้องใช้กริยาช่วยตระกูลนั้นกลับไป” หากเขาใช้ Verb to be (is, am, are) เราก็ต้องตอบด้วย Verb to be หากเขาใช้ Modal verbs (can, will, should) เราก็ต้องตอบด้วยคำเหล่านั้น
แต่มีข้อยกเว้นที่คนมักจะพลาดคือ หากประโยคของคู่สนทนาเป็น Present Simple Tense หรือ Past Simple Tense ที่มีแต่ “กริยาแท้” (เช่น I like…, He went…) เราจะต้องอัญเชิญ Verb to do (do, does, did) เข้ามาทำหน้าที่เป็นกริยาช่วยในคำตอบของเราเสมอครับ
การฝึกฝนจับจุดกริยาเหล่านี้ให้ไว คือเคล็ดลับของการสื่อสารภาษาอังกฤษที่ไหลลื่นครับ
อาจารย์มักจะให้เทคนิคกับนักเรียนเสมอว่า โครงสร้างเหล่านี้เหมือน “กระจกสะท้อน” ครับ ฝรั่งส่องกระจกมาเป็นรูปร่างไหน เราต้องสะท้อนกลับไปเป็นรูปร่างนั้น แต่ต้องปรับสรรพนาม (Pronouns) ให้เป็นตัวเราแค่นั้นเองครับ ถ้าจับหลักการสะท้อนนี้ได้ คุณจะไม่พลาดเรื่อง Tense เลยครับ
การใช้ So และ Too (ตอบรับประโยคบอกเล่าคล้อยตามกัน)
เรามาเริ่มกันที่หมวดของการ “เห็นด้วยกับเรื่องราวเชิงบวก” หรือการตอบคล้อยตามประโยคบอกเล่ากันก่อนครับ เมื่อคู่สนทนาพูดประโยคที่เป็นเชิงบอกเล่า (ไม่มีคำว่า not ในประโยค) และเราต้องการบอกว่า “ฉันก็ทำสิ่งนั้นเหมือนกัน” หรือ “ฉันก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน”
เครื่องมือที่เราจะหยิบมาใช้ได้มีอยู่ 2 ตัวหลักๆ คือ So และ Too ครับ ทั้งสองคำนี้ให้ความหมายที่เหมือนกันทุกประการ แต่มีวิธีการจัดเรียงโครงสร้างที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ซึ่งเป็นจุดที่ข้อสอบชอบนำมาหลอกเราบ่อยๆ ครับ
การเข้าใจการวางตำแหน่งของสองคำนี้ จะช่วยให้คุณ ฝึกแต่งประโยคภาษาอังกฤษ ได้อย่างถูกต้องและมีความหลากหลาย ไม่ต้องพึ่งพาแค่คำว่า Me too เพียงอย่างเดียวครับ
โครงสร้างการใช้ So (So + กริยาช่วย + ประธาน)
โครงสร้างแรกคือการใช้ So ครับ กฎของมันคือ ต้องวาง So ไว้หน้าสุด ตามด้วย “กริยาช่วย” ที่สอดคล้องกับประโยคตั้งต้น และปิดท้ายด้วย “ประธาน” ของฝั่งเราครับ โครงสร้างนี้มีการสลับที่ (Inversion) ซึ่งฟังดูเป็นทางการและสละสลวยมาก
จำไว้เสมอว่ากริยาช่วยต้องผันตาม “ประธานตัวใหม่” (ตัวเรา) นะครับ เช่น ถ้าเขาพูดว่า He is… (เขาเป็น…) เราจะตอบคล้อยตามด้วยตัวเรา เราต้องใช้ So am I. (ไม่ใช่ So is I.) ครับ
มาดูตัวอย่างประโยคโต้ตอบเหล่านี้กันครับ สังเกตการดึงกริยาช่วยมาใช้งานให้ดีนะครับ
I am very hungry right now. (ไอ แอม เวรี ฮังกรี ไรท์ นาว) ฉันหิวมากเลยตอนนี้.
So am I. (โซ แอม ไอ) ฉันก็หิวเหมือนกัน.
He likes playing tennis. (ฮี ไลค์ส เพลย์ยิง เทนนิส) เขาชอบเล่นเทนนิส.
So do I. (โซ ดู ไอ) ฉันก็ชอบเหมือนกัน. (ใช้ do เพราะ like เป็นกริยาแท้ช่อง 1)
They can speak French fluently. (เดย์ แคน สปีค เฟรนช์ ฟลูเอนท์ลี) พวกเขาสามารถพูดภาษาฝรั่งเศสได้อย่างคล่องแคล่ว.
So can we. (โซ แคน วี) พวกเราก็พูดได้เหมือนกัน.
โครงสร้างการใช้ Too (ประธาน + กริยาช่วย + too)
สำหรับคำว่า Too จะมีโครงสร้างที่ตรงไปตรงมาและใกล้เคียงกับรูปประโยคปกติมากกว่าครับ โดยเราจะขึ้นต้นด้วย “ประธาน” ตามด้วย “กริยาช่วย” และปิดท้ายประโยคด้วยคำว่า “too” เสมอครับ
ความหมายของโครงสร้างนี้ยังคงแปลว่า “ก็เหมือนกัน” แต่รูปแบบการเขียนมักจะเติมเครื่องหมายคอมมา (,) หน้าคำว่า too ในภาษาเขียนที่เป็นทางการครับ โครงสร้างนี้เหมาะสำหรับคนที่ยังไม่ค่อยชินกับการสลับตำแหน่งแบบ Inversion ครับ
ลองเปรียบเทียบตัวอย่างเหล่านี้กับโครงสร้างของ So ดูครับ จะเห็นว่ามันให้ผลลัพธ์ในการสื่อสารที่เท่าเทียมกัน
I worked late yesterday. (ไอ เวิร์กด์ เลท เยสเทอร์เดย์) ฉันทำงานเลิกดึกเมื่อวานนี้.
I did, too. (ไอ ดิด ทู) ฉันก็ทำเลิกดึกเหมือนกัน. (ใช้ did เพราะ worked เป็นอดีต)
She has finished the report. (ชี แฮส ฟินิชด์ เดอะ รีพอร์ต) เธอทำรายงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว.
I have, too. (ไอ แฮฟ ทู) ฉันก็ทำเสร็จแล้วเหมือนกัน.
We will go to Japan next year. (วี วิล โก ทู เจแปน เนกซ์ เยียร์) พวกเราจะไปประเทศญี่ปุ่นในปีหน้า.
They will, too. (เดย์ วิล ทู) พวกเขาก็จะไปเหมือนกัน.
| ประโยคของคู่สนทนา | ตอบคล้อยตามด้วย So | ตอบคล้อยตามด้วย Too |
|---|---|---|
| I am happy. (ฉันมีความสุข) | So am I. (ฉันก็เหมือนกัน) | I am, too. (ฉันก็เหมือนกัน) |
| She lives here. (เธออาศัยที่นี่) | So do I. (ฉันก็เหมือนกัน) | I do, too. (ฉันก็เหมือนกัน) |
| I will help. (ฉันจะช่วย) | So will he. (เขาก็เหมือนกัน) | He will, too. (เขาก็เหมือนกัน) |
ข้อควรระวังเมื่อใช้ Me too (Informal use)
แน่นอนครับว่า โครงสร้างที่ทุกคนคุ้นปากที่สุดคือการตอบว่า “Me too.” ซึ่งแปลว่า “ฉันก็ด้วย” ประโยคนี้เป็นภาษาพูดแบบไม่เป็นทางการ (Informal) ที่ฝรั่งใช้กันทั่วไปในชีวิตประจำวันครับ
ข้อดีของ Me too คือคุณไม่ต้องมานั่งปวดหัวคิดเรื่องกริยาช่วยเลยครับ ไม่ว่าเขาจะพูด Tense อะไรมา คุณก็สามารถตอบ Me too. ได้ครอบจักรวาลเลย แต่ข้อเสียคือ มันไม่สามารถนำไปใช้ในการสอบ หรือการเขียนอีเมลที่เป็นทางการได้ครับ
และข้อควรระวังอีกอย่างคือ Me too ใช้ได้เฉพาะการตอบรับ “ประโยคบอกเล่า” เท่านั้นนะครับ ห้ามใช้ Me too ตอบรับประโยคปฏิเสธเด็ดขาดครับ ซึ่งเรื่องประโยคปฏิเสธ เราจะไปเรียนกันในหัวข้อถัดไปครับ
การใช้ Neither, Nor และ Not either (ตอบรับประโยคปฏิเสธคล้อยตามกัน)
เปลี่ยนฝั่งมาดูการตอบรับ “ประโยคปฏิเสธ” กันบ้างครับ เมื่อคู่สนทนาพูดประโยคที่มีคำว่า not (เช่น I don’t, I can’t, I am not) แล้วเราต้องการบอกว่า “ฉันก็ไม่ได้ทำเหมือนกัน” หรือ “ฉันก็ไม่เป็นแบบนั้นเหมือนกัน”
เราไม่สามารถใช้ So หรือ Too ได้อีกต่อไปครับ เพราะมันผิดความหมาย กฎไวยากรณ์บังคับให้เราต้องใช้เครื่องมือในฝั่งปฏิเสธ ซึ่งได้แก่ Neither, Nor และ Not…either แทนครับ
โครงสร้างกลุ่มนี้ถือเป็นจุดตายของผู้เรียนหลายคนเลยครับ เพราะมันมีความซับซ้อนของการใช้คำเชิงปฏิเสธซ้อนกัน เราจะมาค่อยๆ แกะโครงสร้างเหล่านี้ไปพร้อมๆ กันครับ เพื่อให้คุณมั่นใจในการใช้ ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ อย่างถูกต้อง
โครงสร้างการใช้ Neither และ Nor
การใช้ Neither (อ่านว่า นีเธอร์ หรือ ไนเธอร์ ก็ได้) และ Nor มีโครงสร้างการเรียงคำเหมือนกับการใช้ So ทุกประการครับ นั่นคือ Neither/Nor + กริยาช่วย + ประธาน เป็นการสลับตำแหน่ง (Inversion) เช่นกัน
กฎเหล็กที่สำคัญมากๆ สำหรับโครงสร้างนี้คือ กริยาช่วยที่นำมาใช้ จะต้องเป็น “รูปบอกเล่า” เสมอนะครับ! ห้ามนำกริยาช่วยที่มี not มาใส่เด็ดขาด (เช่น ห้ามพูดว่า Neither don’t I.) เพราะคำว่า Neither และ Nor มีความหมายเป็นปฏิเสธในตัวมันเองอยู่แล้ว ภาษาอังกฤษห้ามใช้การปฏิเสธซ้อนปฏิเสธ (Double Negative) ครับ
ทั้ง Neither และ Nor สามารถใช้แทนกันได้เลยครับ ความหมายเหมือนกันเป๊ะ ลองดูตัวอย่างกันครับ
I don’t eat spicy food. (ไอ โดนท์ อีท สไปซี ฟู้ด) ฉันไม่กินอาหารรสจัด.
Neither do I. (นีเธอร์ ดู ไอ) ฉันก็ไม่กินเหมือนกัน.
She isn’t ready for the test. (ชี อีสซึนท์ เรดดี้ ฟอร์ เดอะ เทสต์) เธอยังไม่พร้อมสำหรับการทดสอบ.
Nor am I. (นอร์ แอม ไอ) ฉันก็ยังไม่พร้อมเหมือนกัน.
We haven’t seen that movie. (วี แฮฟเวนท์ ซีน แดท มูฟวี) พวกเรายังไม่ได้ดูภาพยนตร์เรื่องนั้น.
Neither have they. (นีเธอร์ แฮฟ เดย์) พวกเขาก็ยังไม่ได้ดูเหมือนกัน.
โครงสร้างการใช้ Not either
หากคุณรู้สึกว่าการจำกฎของ Neither มันซับซ้อนเกินไป คุณสามารถเลือกใช้โครงสร้าง Not…either ได้ครับ โครงสร้างนี้เรียงลำดับคำเหมือนประโยคปกติเลยครับ คือ ประธาน + กริยาช่วยรูปปฏิเสธ + either
ในโครงสร้างนี้ เราจำเป็นต้องใช้กริยาช่วยที่มี not (เช่น don’t, can’t, isn’t) แล้วปิดท้ายประโยคด้วยคำว่า either เพื่อสื่อความหมายว่า “ก็ไม่…เหมือนกัน” ครับ โครงสร้างนี้มีความคล้ายคลึงกับการใช้ Too ในประโยคบอกเล่าเลยครับ
ลองเปรียบเทียบการสื่อสารแบบนี้ดูครับ จะเห็นว่ามันให้ผลลัพธ์ที่ตรงไปตรงมาและใช้งานง่าย
I cannot swim. (ไอ แคนนอท สวิม) ฉันว่ายน้ำไม่เป็น.
I can’t either. (ไอ แคนท์ อีเธอร์) ฉันก็ว่ายไม่เป็นเหมือนกัน.
He didn’t go to the party. (ฮี ดิดเดนท์ โก ทู เดอะ ปาร์ตี้) เขาไม่ได้ไปงานปาร์ตี้.
I didn’t either. (ไอ ดิดเดนท์ อีเธอร์) ฉันก็ไม่ได้ไปเหมือนกัน.
They won’t come tomorrow. (เดย์ โวนท์ คัม ทูมอร์โรว์) พวกเขาจะไม่มาในวันพรุ่งนี้.
She won’t either. (ชี โวนท์ อีเธอร์) เธอก็จะไม่มาเหมือนกัน.
| ประโยคปฏิเสธของคู่สนทนา | ตอบด้วย Neither / Nor | ตอบด้วย Not either |
|---|---|---|
| I don’t know him. (ฉันไม่รู้จักเขา) | Neither do I. (ฉันก็ไม่เหมือนกัน) | I don’t either. (ฉันก็ไม่เหมือนกัน) |
| She isn’t tired. (เธอไม่เหนื่อย) | Nor is he. (เขาก็ไม่เหมือนกัน) | He isn’t either. (เขาก็ไม่เหมือนกัน) |
Me neither กับความต่างจากมาตรฐาน
เช่นเดียวกับประโยคบอกเล่าครับ ในประโยคปฏิเสธเราก็มีทางลัดในภาษาพูดเช่นกัน นั่นคือการตอบว่า “Me neither.” (ฉันก็ไม่เหมือนกัน) ประโยคนี้เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางในหมู่เจ้าของภาษาเมื่อต้องการตอบรับอย่างเป็นกันเองครับ
สมมติเพื่อนบ่นว่า “I don’t like this movie.” คุณสามารถพยักหน้าแล้วตอบว่า “Me neither.” ได้เลยครับ แต่กฎข้อควรระวังก็เหมือนเดิมคือ ใช้ได้เฉพาะภาษาพูดและไม่ควรนำไปใช้ในการเขียนหรือการสอบที่เป็นทางการครับ และห้ามนำไปตอบประโยคบอกเล่าเด็ดขาด
กลุ่มคำแสดงความคิดเห็น: I hope so, I think so, I’m afraid so
ขยับจากเรื่องของการคล้อยตาม มาสู่เรื่องของการ “แสดงความคิดเห็น” (Expressing Opinions) กันบ้างครับ ในบางครั้งคู่สนทนาไม่ได้เล่าเรื่องของตัวเอง แต่เขากำลังตั้งคำถามหรือคาดเดาสถานการณ์ในอนาคต
เมื่อเราต้องการตอบกลับว่า “ฉันก็คิดแบบนั้นนะ” หรือ “ฉันหวังว่ามันจะเป็นแบบนั้น” เราจะไม่ใช้โครงสร้าง So do I อีกต่อไปครับ แต่เราจะใช้กลุ่มคำที่มีคำว่า so มาต่อท้ายคำกริยาแสดงความคิดเห็นแทน ซึ่งเป็นการรวบยอดประโยคทั้งหมดที่เขาพูดมาไว้ในคำว่า so คำเดียวครับ
กลุ่มคำเหล่านี้มีประโยชน์อย่างมหาศาลในการช่วยให้คลัง รวมคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ของคุณดูเป็นธรรมชาติและมีความสุภาพมากยิ่งขึ้นครับ เรามาเจาะลึกความหมายของแต่ละตัวกันครับ
ความหมายและการใช้ I think so / I guess so
เมื่อมีคนถามคำถามแล้วเราต้องการตอบว่า “ฉันคิดว่าใช่นะ” หรือ “น่าจะเป็นแบบนั้นแหละ” เราจะใช้ประโยค I think so. (ฉันคิดว่าอย่างนั้น) ครับ โครงสร้างนี้ใช้เมื่อเราค่อนข้างมั่นใจ หรือมีแนวโน้มว่าจะเห็นด้วยกับสิ่งที่เขาถามมา
หรือถ้าเราต้องการลดระดับความมั่นใจลงมาหน่อย แบบว่า “ฉันเดาว่าคงจะใช่นะ” เราสามารถเปลี่ยนไปใช้ I guess so. (ฉันเดาว่าอย่างนั้น) ได้ครับ เป็นการตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้
Is this the right way to the station? (อีส ดิส เดอะ ไรท์ เวย์ ทู เดอะ สเตชัน) นี่คือทางที่ถูกต้องไปสถานีใช่ไหม.
I think so. (ไอ ธิงค์ โซ) ฉันคิดว่าใช่นะ.
Are they going to win the match? (อาร์ เดย์ โกอิง ทู วิน เดอะ แมทช์) พวกเขากำลังจะชนะการแข่งขันนี้ใช่ไหม.
I guess so. (ไอ เกส โซ) ฉันเดาว่าอย่างนั้นนะ.
ความหมายและการใช้ I hope so
คำว่า I hope so. (ฉันหวังว่าจะเป็นเช่นนั้น) จะถูกนำมาใช้เมื่อสถานการณ์นั้นยังไม่เกิดขึ้น และเรามีความปรารถนาอย่างแรงกล้าให้สิ่งดีๆ เหล่านั้นเกิดขึ้นจริงครับ มันแฝงไปด้วยพลังบวกและความคาดหวัง
เรามักจะใช้ตอบรับเมื่อมีคนพูดถึงเรื่องดีๆ อนาคตที่สดใส หรือความสำเร็จที่กำลังจะมาถึงครับ
Will the weather be nice tomorrow? (วิล เดอะ เวเธอร์ บี ไนซ์ ทูมอร์โรว์) อากาศจะดีไหมในวันพรุ่งนี้.
I hope so. (ไอ โฮป โซ) ฉันหวังว่าจะเป็นเช่นนั้นนะ.
Do you think we will get a bonus this year? (ดู ยู ธิงค์ วี วิล เกท อะ โบนัส ดิส เยียร์) คุณคิดว่าพวกเราจะได้โบนัสไหมในปีนี้.
I certainly hope so. (ไอ เซอร์เทนลี โฮป โซ) ฉันหวังว่าจะเป็นเช่นนั้นอย่างแน่นอน.
ความหมายและการใช้ I’m afraid so
มาถึงคำว่า I’m afraid so. (ฉันเกรงว่าจะเป็นเช่นนั้น) คำนี้มีบริบทการใช้งานที่เฉพาะเจาะจงมากครับ เราจะใช้ก็ต่อเมื่อคำตอบของเราคือ “ใช่” แต่มันเป็นสิ่งที่ “ผู้ถามไม่อยากได้ยิน” หรือเป็นข่าวร้ายครับ
คำว่า afraid ในที่นี้ไม่ได้แปลว่ากลัวผีนะครับ แต่แปลว่า “เกรงว่า…” เป็นการแสดงความเสียใจอย่างสุภาพก่อนที่จะยืนยันความจริงที่โหดร้ายให้คู่สนทนาฟังครับ
Did we fail the exam? (ดิด วี เฟล ดิ เอ็กแซม) พวกเราสอบตกใช่ไหม.
I’m afraid so. (ไอม อะเฟรด โซ) ฉันเกรงว่าจะเป็นเช่นนั้นนะ. (ตอบใช่ คือสอบตกจริงๆ)
Is the flight delayed? (อีส เดอะ ไฟลท์ ดีเลย์ด) เที่ยวบินล่าช้าใช่ไหม.
I’m afraid so. (ไอม อะเฟรด โซ) ฉันเกรงว่าจะเป็นแบบนั้นครับ.
กลุ่มคำปฏิเสธความคิดเห็น: I hope not, I’m afraid not
พลิกมาดูฝั่งการปฏิเสธความคิดเห็นกันบ้างครับ เมื่อเราต้องการบอกว่า “ฉันคิดว่าไม่ใช่นะ” หรือ “ฉันหวังว่าจะไม่เกิดเรื่องแย่ๆ แบบนั้น” ภาษาอังกฤษได้จัดเตรียมเครื่องมือที่มีมารยาททางสังคมไว้ให้เราใช้อย่างครบถ้วนครับ
การพูดว่า No. เฉยๆ ในหลายสถานการณ์อาจจะฟังดูห้วนและแข็งกระด้างเกินไป การเลือกใช้กลุ่มคำปฏิเสธเหล่านี้จะช่วยรักษาน้ำใจและทำให้การสนทนาลื่นไหลมากขึ้นครับ
แต่กฎทางไวยากรณ์ในการสร้างคำปฏิเสธของกลุ่มนี้ มีจุดที่น่าสนใจและเป็นจุดที่คนไทยมักจะสับสน เรามาไขข้อข้องใจนี้ไปด้วยกันครับ
การใช้ I hope not (หวังว่าจะไม่เป็นเช่นนั้น)
เมื่อมีคนถามถึงเรื่องร้ายๆ หรือคาดเดาสถานการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ และเราต้องการแสดงความปรารถนาว่า “ขออย่าให้มันเกิดขึ้นเลย” เราจะใช้ประโยคว่า I hope not. ครับ
จุดที่ต้องจำให้ขึ้นใจคือ เราจะเอาคำว่า not ไปวางต่อท้ายคำว่า hope ได้เลยโดยตรงครับ (กลายเป็น hope not) เราจะไม่พูดว่า I don’t hope so เด็ดขาด เพราะมันไม่ถูกหลักการใช้ภาษาของเจ้าของภาษาครับ
Will it rain during our picnic? (วิล อิท เรน ดิวริง เอาเออร์ ปิกนิก) ฝนจะตกไหมระหว่างการปิกนิกของพวกเรา.
I hope not. (ไอ โฮป นอท) ฉันหวังว่าจะไม่ตกนะ.
Is he going to resign? (อีส ฮี โกอิง ทู รีไซน์) เขากำลังจะลาออกใช่ไหม.
I hope not. (ไอ โฮป นอท) ฉันหวังว่าจะไม่ใช่นะ.
การใช้ I’m afraid not (เกรงว่าจะไม่ใช่นะ)
สำหรับประโยค I’m afraid not. (ฉันเกรงว่าจะไม่ใช่นะ) จะถูกนำมาใช้เพื่อเป็น “การปฏิเสธอย่างสุภาพ” (Polite Refusal) ครับ เมื่อมีคนถามหาบางสิ่งหรือขอร้องบางอย่าง แล้วเราต้องตอบว่า “ไม่” (No) การใช้ประโยคนี้จะช่วยให้คำปฏิเสธดูนุ่มนวลขึ้นมาก
โครงสร้างคือการเติม not ไปด้านหลังคำว่า afraid ได้เลยเช่นกันครับ เป็นมารยาททางสังคมที่คนทำงานออฟฟิศทุกคนควรมีติดตัวไว้ครับ
Do you have any available rooms for tonight? (ดู ยู แฮฟ เอนี อะเวลเลเบิล รูมส์ ฟอร์ ทูไนท์) คุณมีห้องว่างสำหรับคืนนี้บ้างไหม.
I’m afraid not, sir. (ไอม อะเฟรด นอท เซอร์) ฉันเกรงว่าจะไม่มีเลยครับท่าน.
Can you help me with this project? (แคน ยู เฮลพ์ มี วิธ ดิส โปรเจกต์) คุณช่วยฉันเรื่องโครงการนี้ได้ไหม.
I’m afraid not, I am very busy. (ไอม อะเฟรด นอท ไอ แอม เวรี บิซี) ฉันเกรงว่าจะไม่ได้นะ ฉันยุ่งมากจริงๆ.
ทำไมถึงใช้ I don’t think so แทนที่จะเป็น I think not
นี่คือความย้อนแย้งที่น่าปวดหัวของภาษาอังกฤษครับ ในขณะที่เราพูดว่า I hope not ได้ แต่พอมาเป็นคำว่า think (คิดว่า) กฎดันบังคับให้เราต้องเอาการปฏิเสธไปไว้ที่กริยาช่วยด้านหน้าแทนครับ
ดังนั้นเวลาเราอยากพูดว่า “ฉันคิดว่าไม่ใช่นะ” เราต้องพูดว่า I don’t think so. ครับ (การพูดว่า I think not ถือเป็นภาษาที่เก่าและดูแปลกประหลาดมากในยุคปัจจุบัน)
Is she coming to the meeting? (อีส ชี คัมมิง ทู เดอะ มีททิง) เธอจะมาประชุมไหม.
I don’t think so. (ไอ โดนท์ ธิงค์ โซ) ฉันไม่คิดอย่างนั้นนะ. (ฉันคิดว่าเธอไม่น่ามา)
| ความหมายที่ต้องการสื่อสาร | รูปบอกเล่า (Positive) | รูปปฏิเสธ (Negative) |
|---|---|---|
| การแสดงความคาดหวัง/ความหวัง | I hope so. | I hope not. |
| การปฏิเสธอย่างสุภาพ/แจ้งข่าวร้าย | I’m afraid so. | I’m afraid not. |
| การแสดงความคิดเห็นทั่วไป | I think so. | I don’t think so. |
โครงสร้างการตอบรับแบบขัดแย้ง (อื่นๆ)
มาถึงหมวดสุดท้ายที่น่าสนใจไม่แพ้กันครับ เราเรียนวิธีตอบ “คล้อยตาม” ไปหมดแล้ว แต่ถ้าเรามีจุดยืนที่ “ขัดแย้ง” กับคู่สนทนาล่ะ เราจะตอบสั้นๆ อย่างไรให้ดูเป็นมืออาชีพและตรงประเด็น
สมมติเพื่อนบอกว่าเขาชอบสิ่งนี้ แต่เราไม่ชอบ หรือเพื่อนบอกว่าเขาทำไม่ได้ แต่เราทำได้ การสื่อสารจุดยืนที่ตรงกันข้ามนี้มีโครงสร้างที่ง่ายมากครับ เราเพียงแค่ใช้ ประธาน + กริยาช่วย (ที่ขัดแย้งกับประโยคตั้งต้น) ก็เพียงพอแล้วครับ
การเข้าใจการวางตัวขัดแย้งนี้ จะทำให้บทสนทนาของคุณมีมิติและดูเป็นธรรมชาติมากขึ้นครับ
เมื่อเขาบอกเล่า แต่เราปฏิเสธ (I don’t)
ถ้าคู่สนทนาพูดประโยคบอกเล่ามา (เช่น ฉันชอบ ฉันไป ฉันทำ) แล้วเราต้องการบอกว่า “แต่ฉันไม่นะ” เราเพียงแค่เอาประธานของเรา (I) มาประกบกับ “กริยาช่วยรูปปฏิเสธ” ของประโยคนั้นๆ ครับ มักจะเติมคำว่า Oh, หรือ But ไว้ด้านหน้าเพื่อแสดงความประหลาดใจหรือการหักล้างครับ
I love watching horror movies. (ไอ เลิฟ วอชชิง ฮอร์เรอร์ มูฟวีส์) ฉันรักการดูหนังผี.
Oh, I don’t. (โอ้ ไอ โดนท์) โอ้ แต่ฉันไม่ชอบนะ.
She has been to Paris. (ชี แฮส บีน ทู ปารีส) เธอเคยไปปารีสมาแล้ว.
But I haven’t. (บัท ไอ แฮฟเวนท์) แต่ฉันยังไม่เคยไปนะ.
เมื่อเขาปฏิเสธ แต่เราบอกเล่า (I do)
ในทางกลับกัน ถ้าคู่สนทนาพูดประโยคปฏิเสธมา (เช่น ฉันไม่ชอบ ฉันทำไม่ได้) แต่เราอยากเถียงว่า “แต่ฉันทำได้นะ” เราก็จะใช้โครงสร้าง ประธาน (I) ประกบกับ “กริยาช่วยรูปบอกเล่า” ครับ
I can’t eat spicy food. (ไอ แคนท์ อีท สไปซี ฟู้ด) ฉันกินอาหารรสจัดไม่ได้.
But I can. (บัท ไอ แคน) แต่ฉันกินได้นะ.
They didn’t finish the homework. (เดย์ ดิดเดนท์ ฟินิช เดอะ โฮมเวิร์ก) พวกเขาทำการบ้านไม่เสร็จ.
Oh, I did. (โอ้ ไอ ดิด) โอ้ แต่ฉันทำเสร็จแล้วนะ.
ข้อสอบ TOEIC ที่มักจะออกเกี่ยวกับโครงสร้างเหล่านี้
สำหรับคนที่กำลังเตรียมตัวเพื่อก้าวหน้าในสายอาชีพ เรื่องประโยคตอบรับสั้นๆ นี้คือแหล่งกอบโกยคะแนนชั้นดีใน แนวข้อสอบ TOEIC เลยครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน Part 2: Question-Response ซึ่งจะทดสอบไหวพริบทางการฟังของคุณแบบเต็มๆ
ผู้ออกข้อสอบชื่นชอบที่จะนำโครงสร้าง So do I, Neither do I รวมถึงกลุ่ม I hope so มาเป็นตัวเลือกในการตอบคำถาม เพื่อดักทางคนที่แปลภาษาอังกฤษแบบตรงตัว
เรามาวิเคราะห์แนวทางข้อสอบและเรียนรู้เคล็ดลับในการจับจุดหลอก เพื่อให้คุณกาคำตอบได้อย่างมั่นใจกันครับ
วิเคราะห์ลักษณะโจทย์ Part 2 (Question-Response)
ในพาร์ท 2 คุณจะได้ยินเสียงอัดพูดประโยคขึ้นมา 1 ประโยค เช่น “I haven’t received the contract yet.” (ฉันยังไม่ได้รับสัญญาเลย) แล้วตัวเลือก A, B, C ก็จะพูดตามมา
ตัวเลือกหลอกมักจะเป็น So have I. (ใช้ So ตอบรับประโยคปฏิเสธ ซึ่งผิดกฎไวยากรณ์) หรือ I haven’t too. (เอา too ไปใส่ประโยคปฏิเสธ ซึ่งก็ผิดอีก) คำตอบที่ถูกต้องตามโครงสร้างคือ Neither have I. ครับ การจำกฎได้แม่นยำจะทำให้คุณตัดชอยส์ได้ในพริบตา
อีกลักษณะหนึ่งคือการถามความคิดเห็น เช่น “Do you think the shipment will arrive on time?” ตัวเลือกที่ถูกต้องมักจะเป็น “I hope so.” หรือ “I’m afraid not.” ซึ่งสะท้อนการตอบสนองที่สุภาพในบริบทธุรกิจครับ
จุดหลอกและวิธีทำคะแนน (TOEIC Tips)
ทริคการทำคะแนนจากอาจารย์คือ “จงฟังหา Tense และ กริยาช่วย” ในประโยคแรกให้ดีที่สุดครับ ถ้าคุณได้ยินคำว่า “went” (เป็นอดีต) คุณต้องมองหาคำตอบที่มีคำว่า “did” ถ้าคุณได้ยิน “has” คุณต้องมองหาคำตอบที่มี “has/have”
และกฎเหล็กที่ต้องจำคือ Double Negative หรือการปฏิเสธซ้อนปฏิเสธครับ ถ้าเห็นคำว่า Neither หรือ Nor อยู่ในตัวเลือก ห้ามมีคำว่า not (เช่น don’t, isn’t) โผล่มาต่อท้ายเด็ดขาด ข้อไหนมี ถือว่าผิดล้านเปอร์เซ็นต์ครับ
การหมั่นฝึกฟังและท่องจำแพทเทิร์นเหล่านี้ จะช่วยลดระยะเวลาในการประมวลผลของสมอง และเพิ่มคะแนนสอบของคุณได้อย่างน่าทึ่งครับ
สรุปประเด็นสำคัญ Key Takeaways
- 📌 ตอบคล้อยตามประโยคบอกเล่า: ใช้ So + กริยาช่วย + ประธาน (So do I) หรือ ประธาน + กริยาช่วย + too (I do, too)
- 📌 ตอบคล้อยตามประโยคปฏิเสธ: ใช้ Neither/Nor + กริยาช่วย + ประธาน (Neither do I) หรือ ประธาน + กริยาช่วยปฏิเสธ + either (I don’t either)
- 📌 I think so / I hope so: ใช้ตอบรับความคิดเห็นหรือแสดงความหวังในทางบวกว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้น
- ✅ I hope not / I’m afraid not: ใช้แสดงความหวังในทางลบ (ขออย่าให้เกิด) หรือใช้ปฏิเสธคำขอร้องอย่างสุภาพมากๆ
Mini Quiz ทดสอบความเข้าใจ
จงเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพื่อตอบรับประโยคต่อไปนี้:
1. A: “I can’t speak Japanese.”
B: ” _______ “
A) So can I.
B) Neither can I.
C) Neither do I.
2. A: “I am going to the supermarket.”
B: ” _______ “
A) So do I.
B) So am I.
C) I am either.
3. A: “Will we get a pay raise this year?” (จะได้ขึ้นเงินเดือนไหม)
B: ” _______ “
A) I hope so.
B) I’m afraid not.
C) สามารถตอบได้ทั้งคู่ ขึ้นอยู่กับความหมาย
4. A: “I didn’t like that restaurant.”
B: ” _______ “
A) Neither did I.
B) Nor didn’t I.
C) Me too.
5. A: “Are we going to be late?” (เราจะสายไหม)
B: ” _______ ” (หวังว่าจะไม่นะ)
A) I don’t hope so.
B) I hope not.
C) I think not.
👉 ดูเฉลยพร้อมคำอธิบายได้ที่ท้ายบทความหลังส่วนคำถามที่พบบ่อย
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1. ทำไมถึงพูดว่า So I do แทนที่จะเป็น So do I ได้ไหม
ความหมายจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงครับ ถ้าพูดว่า So I do (ประธานอยู่หน้ากริยา) จะมีความหมายว่า “ใช่ ฉันทำจริงๆ ด้วย” เป็นการยืนยันการกระทำของตัวเอง ไม่ใช่การตอบคล้อยตามว่า “ฉันก็เหมือนกัน” (So do I) ครับ
2. เราสามารถใช้ Either ไว้หน้าประโยคได้ไหม เช่น Either do I
ไม่ได้ครับ ตามหลักไวยากรณ์ Either เมื่อใช้ในการคล้อยตามเชิงปฏิเสธ จะต้องถูกเตะไปอยู่ท้ายสุดของประโยคเสมอ (เช่น I don’t either.) การขึ้นต้นประโยคต้องใช้ Neither หรือ Nor เท่านั้นครับ
3. I guess so มีความหมายแฝงอย่างไร
I guess so มักจะแฝงความหมายของความไม่ค่อยเต็มใจ ไม่แน่ใจร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือเห็นด้วยเพราะไม่มีทางเลือกอื่นครับ อารมณ์คล้ายๆ กับคำว่า “ก็คงงั้นมั้ง” ในภาษาไทยครับ
4. ถ้าต้องการตอบคล้อยตามแทนเพื่อน (เช่น เขาก็ทำเหมือนกัน) ต้องแต่งประโยคอย่างไร
เราแค่เปลี่ยนประธานที่อยู่ท้ายประโยคครับ เช่น ถ้า A บอกว่า “I like cats.” แล้วเราอยากบอกว่า John ก็ชอบเหมือนกัน เราก็ตอบไปว่า “So does John.” (ใช้ does เพราะ John เป็นเอกพจน์บุรุษที่ 3) ครับ
5. คำว่า Nor นิยมใช้พูดในชีวิตประจำวันไหม
ในภาษาพูดทั่วไป เจ้าของภาษานิยมใช้ Neither มากกว่าครับ Nor มักจะถูกสงวนไว้ใช้ในโครงสร้าง Neither…nor (ไม่ทั้งสองอย่าง) หรือในภาษาเขียนที่ค่อนข้างเป็นทางการและวรรณกรรมครับ
มาตรวจสอบคำตอบ Mini Quiz กันเลยครับ ใครทำถูกทุกข้อถือว่าพร้อมไปสื่อสารกับฝรั่งแล้วครับ!
ข้อ 1 ตอบ B) Neither can I.
เหตุผล: ประโยคแรกเป็นปฏิเสธ (can’t) จึงต้องใช้ฝั่ง Neither และกริยาช่วยที่ให้มาคือ can ดังนั้นจึงดึง can ลงมาใช้ในคำตอบได้เลย กลายเป็น Neither can I.
ข้อ 2 ตอบ B) So am I.
เหตุผล: ประโยคแรกเป็นบอกเล่า (am going) จึงต้องตอบรับฝั่งคล้อยตามด้วย So กริยาช่วยในประโยคคือ Verb to be (am) จึงต้องดึงมาใช้เป็น So am I. (ข้อ A ผิดเพราะดันไปดึง do มาใช้)
ข้อ 3 ตอบ C) สามารถตอบได้ทั้งคู่ ขึ้นอยู่กับความหมาย
เหตุผล: ถ้าคุณมองโลกในแง่ดีและหวังว่าจะได้ขึ้นเงินเดือน คุณก็ตอบ I hope so. (ฉันหวังว่าอย่างนั้น) แต่ถ้าคุณรู้สถานการณ์บริษัทว่าแย่แน่ๆ คุณก็ปฏิเสธอย่างสุภาพว่า I’m afraid not. (เกรงว่าจะไม่ได้ขึ้นนะ) ครับ
ข้อ 4 ตอบ A) Neither did I.
เหตุผล: ประโยคแรกเป็นปฏิเสธอดีต (didn’t) การใช้ Neither ต้องตามด้วยกริยาช่วย “รูปบอกเล่า” เท่านั้น จึงกลายเป็น Neither did I. (ข้อ B ผิดเพราะ Nor didn’t เป็นการปฏิเสธซ้อนปฏิเสธครับ)
ข้อ 5 ตอบ B) I hope not.
เหตุผล: เมื่อเราต้องการแสดงความหวังว่าสิ่งแย่ๆ จะไม่เกิดขึ้น (หวังว่าจะไม่สาย) กฎตายตัวคือต้องใช้ I hope not. (ห้ามเอา not ไปไว้หน้า hope เด็ดขาดครับ ถือว่าผิดหลักไวยากรณ์)

