Preposition (คำบุพบท) คืออะไร สรุปวิธีใช้ In On At และเทคนิคสอบ

เคยไหมครับที่ต้องนั่งสตันท์ไปหลายวินาทีเพราะไม่แน่ใจว่าประโยคนี้ควรใช้ In, On หรือ At กันแน่? ในบทความนี้ อาจารย์ต้นอมร จะพาไปเจาะลึกเนื้อหาเรื่อง Preposition หรือคำบุพบทแบบถอนรากถอนโคน เพื่อให้คุณนำไปใช้งานได้จริงทั้งในการสื่อสารและห้องสอบครับ
- Preposition คือคำที่ใช้เชื่อมคำนาม สรรพนาม หรือกลุ่มคำเข้ากับส่วนอื่นๆ ของประโยค เพื่อบอกความสัมพันธ์ครับ
- ประเภทหลักที่ต้องเจอคือคำบุพบทบอกเวลา (Time), สถานที่ (Place) และทิศทาง (Direction)
- หัวใจของการเลือกใช้ขึ้นอยู่กับ “ความเฉพาะเจาะจง” ของข้อมูล ยิ่งเจาะจงมาก คำบุพบทก็จะเปลี่ยนไปตามระดับครับ
- การจำแบบเป็นกลุ่มคำ (Collocations) จะช่วยให้ใช้ได้เป็นธรรมชาติมากกว่าการนั่งท่องกฎทีละตัวครับ
พื้นฐานและประเภทของ Preposition ในภาษาอังกฤษ
ก่อนที่เราจะลงลึกไปถึงเทคนิคขั้นสูง อาจารย์อยากให้ทุกคนเข้าใจก่อนครับว่า Preposition หรือคำบุพบทในภาษาอังกฤษนั้นทำหน้าที่เหมือน “กาว” ที่คอยเชื่อมคำต่างๆ เข้าด้วยกันเพื่อให้ประโยคมีความหมายสมบูรณ์และแสดงความสัมพันธ์ที่ชัดเจน หากเราขาดคำเหล่านี้ไป ประโยคภาษาอังกฤษจะฟังดูขาดๆ หายๆ และสร้างความสับสนให้กับผู้ฟังได้ง่ายมากครับ
จากประสบการณ์ที่อาจารย์สอนมาหลายปี ปัญหาใหญ่ที่สุดของคนไทยคือการพยายามแปลคำบุพบทจากไทยเป็นอังกฤษตรงๆ เช่น คำว่า “ใน” เราอาจจะคิดถึงคำว่า “In” เสมอ แต่ในความเป็นจริง บางบริบทอาจต้องใช้คำอื่นเพื่อให้ถูกต้องตามเจ้าของภาษาครับ ดังนั้นการปู พื้นฐานภาษาอังกฤษ ในเรื่องนี้จึงต้องเน้นที่ความเข้าใจในบริบทและมิติของพื้นที่และเวลาเป็นสำคัญครับ
ในบทความนี้ อาจารย์จะแบ่งประเภทของคำบุพบทออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพรวมได้ชัดเจนที่สุด โดยจะเน้นไปที่กลุ่มที่พบบ่อยที่สุดในชีวิตประจำวันและในข้อสอบระดับสากลอย่าง สอบ TOEIC ซึ่งมักจะเอาเรื่องความละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของคำบุพบทมาหลอกเราบ่อยครั้งครับ
1. Preposition of Time (คำบุพบทบอกเวลา)
คำบุพบทกลุ่มนี้ใช้เพื่อระบุว่าเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นเมื่อใด โดยมีตัวหลักที่เราคุ้นเคยคือ In, On, At ซึ่งแต่ละตัวจะมีระดับความกว้างของเวลาที่แตกต่างกันครับ อาจารย์มักจะเปรียบเทียบเสมอว่ามันเหมือนกับกรวยกรองน้ำครับ โดย In จะเป็นส่วนที่กว้างที่สุด On คือส่วนกลาง และ At คือส่วนปลายที่แหลมและเฉพาะเจาะจงที่สุดครับ
การเข้าใจช่วงเวลาในภาษาอังกฤษนั้นมีความละเอียดอ่อนครับ ตัวอย่างเช่น การใช้คำว่า “In the morning” แต่พอเป็นวันเฉพาะเจาะจงอย่าง “On Monday morning” เรากลับต้องเปลี่ยนไปใช้ On ทันที จุดนี้คือสิ่งที่คำถามที่มักจะพบในห้องเรียนบ่อยที่สุด เพราะผู้เรียนมักจะสับสนว่าทำไมกฎถึงเปลี่ยนไปมาครับ
นอกจาก In, On, At แล้ว ยังมีคำบุพบทบอกเวลาอื่นๆ ที่สำคัญ เช่น Since (ตั้งแต่), For (เป็นเวลา), During (ระหว่าง), และ Until (จนกระทั่ง) ซึ่งแต่ละคำมีนัยสำคัญที่บ่งบอกถึงความต่อเนื่องของเวลาที่แตกต่างกัน การเลือกใช้ให้ถูกจะช่วยให้การ แต่งประโยคภาษาอังกฤษ ของคุณดูเป็นมืออาชีพมากขึ้นครับ
2. Preposition of Place (คำบุพบทบอกสถานที่)
เมื่อพูดถึงสถานที่ เราไม่ได้หมายถึงแค่ตำแหน่งพิกัดในแผนที่เท่านั้นครับ แต่ยังหมายถึงตำแหน่งสัมพัทธ์ระหว่างสิ่งของสองสิ่งด้วย เช่น สิ่งของนั้นอยู่ “ข้างบน” (On), “ข้างใต้” (Under), “ถัดจาก” (Next to) หรือ “อยู่ข้างใน” (In) การเลือกใช้บุพบทบอกสถานที่ที่ถูกต้องจะช่วยสร้างภาพในหัวของผู้ฟังได้อย่างชัดเจนครับ
อาจารย์มักจะแนะนำลูกศิษย์เสมอว่า ให้ลองจินตนาการถึงมิติของวัตถุครับ ถ้าวัตถุนั้นมีลักษณะเป็นพื้นผิว (Surface) เรามักจะใช้ On แต่ถ้าเป็นพื้นที่สามมิติที่มีขอบเขตล้อมรอบ (Enclosed Space) เราจะใช้ In ส่วน At มักจะใช้กับจุดพิกัดหรือสถานที่ที่มีจุดประสงค์เฉพาะเจาะจง เช่น At school หรือ At the entrance ครับ
ในระดับที่สูงขึ้น เราจะได้เจอคำบุพบทที่บอกตำแหน่งที่ซับซ้อนขึ้นอย่าง Among (ท่ามกลางสิ่งของหลายสิ่ง) และ Between (ระหว่างสิ่งของสองสิ่ง) ซึ่งมักจะเป็นจุดที่ผู้ออกข้อสอบนำมาวัดความเข้าใจพื้นฐานของเราอยู่เสมอครับ การสังเกตบริบทแวดล้อมจะช่วยให้เราไม่ตกหลุมพรางเหล่านี้ครับ
3. Preposition of Movement (คำบุพบทบอกทิศทางการเคลื่อนที่)
คำบุพบทกลุ่มนี้มีความพิเศษคือมันมักจะมาคู่กับกริยาที่แสดงการเคลื่อนไหว (Verbs of Motion) ครับ เช่น Go, Run, Walk, Fly โดยจะบอกทิศทางว่าจากจุดไหนไปจุดไหน เช่น To (ไปยัง), Into (เข้าไปข้างใน), Onto (ขึ้นไปบนพื้นผิว), หรือ Through (ทะลุผ่าน) ครับ
ลองนึกภาพตามอาจารย์นะครับ ถ้าเราเดินไปที่ห้อง เราใช้ “Walk to the room” แต่ถ้าเราก้าวเท้าเข้าไปข้างในพื้นที่ของห้องนั้นเลย เราควรใช้ “Walk into the room” เพื่อเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนตำแหน่งจากข้างนอกสู่ข้างในครับ ความหมายที่เปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อยนี้ช่วยให้ภาษามีสีสันและแม่นยำขึ้นมากครับ
นอกจากนี้ยังมีคำว่า Across (ข้าม), Along (ไปตามทาง), และ Towards (มุ่งหน้าไปทาง) ซึ่งล้วนแต่ให้ภาพการเคลื่อนที่ที่แตกต่างกัน การฝึกสังเกตและนำไปใช้บ่อยๆ จะทำให้คุณใช้ ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ ส่วนนี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติโดยไม่ต้องหยุดคิดเลยครับ
เทคนิคที่อาจารย์ใช้สอนในการจำ Preposition of Time และ Place คือ “กฎสามเหลี่ยมกลับด้าน” ครับ โดยให้จำว่า ‘At’ คือจุดเล็กๆ ที่สุด (Specific), ‘On’ คือพื้นที่ปานกลาง (More specific), และ ‘In’ คือพื้นที่หรือช่วงเวลาที่ใหญ่ที่สุด (General) วิธีนี้จะช่วยให้คุณตัดสินใจเลือกใช้ได้ในเสี้ยววินาทีโดยไม่ต้องท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทองครับ
มิติเชิงลึกของคำบุพบท (Form, Meaning, Use)
เพื่อให้ทุกคนเข้าใจโครงสร้างอย่างเป็นระบบ อาจารย์จะขอแยกส่วนประกอบของ Preposition ออกเป็น 3 มิติหลักๆ ดังนี้ครับ
- 📐 มิติด้านโครงสร้าง (Form): คำบุพบทมักจะตามด้วยกรรมของบุพบท (Object of Preposition) ซึ่งอาจเป็นคำนาม (Noun), สรรพนาม (Pronoun) หรือกริยาเติม ing (Gerund) เสมอครับ เช่น “Interested in reading” หรือ “Talk to him” โดยที่คำบุพบทจะไม่เปลี่ยนรูปตามประธานหรือกาลเวลาครับ
- 🔍 มิติด้านความหมาย (Meaning): คำบุพบทตัวเดียวอาจมีความหมายได้หลากหลายขึ้นอยู่กับสิ่งที่มันเชื่อมครับ เช่น “At” อาจบอกเวลาที่แน่นอน (At 5 PM) หรือบอกสถานที่ที่เจาะจง (At the airport) ความหมายจะถูกกำหนดโดยบริบทแวดล้อมเป็นสำคัญครับ
- 🗣️ มิติด้านการนำไปใช้ (Use): ในการใช้งานจริง เรามักจะพบคำบุพบทในรูปของสำนวนหรือกลุ่มคำคงที่ (Fixed Expressions) เช่น “By mistake”, “On purpose”, หรือ “In advance” ซึ่งมิตินี้ต้องการอาศัยความคุ้นเคยและการอ่านสะสมมาพอสมควรครับ
การใช้ In, On, At ให้เป๊ะแบบมือโปร
นี่คือหัวใจสำคัญที่ทำให้หลายคนตกม้าตายครับ การใช้ In, On, At ในเรื่องเวลาและสถานที่มีความเหมือนที่แตกต่างกันอยู่ อาจารย์จะขอสรุปให้เห็นภาพชัดเจนผ่านตารางเปรียบเทียบ เพื่อให้ทุกคนนำไปใช้ รวมคำศัพท์ภาษาอังกฤษ และไวยากรณ์ได้อย่างถูกต้องครับ
เทคนิคการจำสำหรับการบอกเวลา (Time)
สำหรับการบอกเวลา ให้ท่องไว้เสมอครับว่า “At เจาะจง, On วันที่, In เดือนปี” นี่คือสูตรลัดพื้นฐานที่อาจารย์สอนในคอร์สเสมอครับ At จะใช้กับเวลาตามนาฬิกา (Clock time) หรือจุดเล็กๆ ของวัน เช่น At noon, At sunset ครับ
ส่วน On นั้นจะขยับขึ้นมาใช้กับ “วัน” ไม่ว่าจะเป็นวันในสัปดาห์หรือวันที่ที่มีตัวเลขกำกับ รวมถึงวันสำคัญต่างๆ เช่น On Christmas Day ครับ และสุดท้าย In จะใช้กับช่วงเวลาที่ยาวนานกว่านั้น เช่น เดือน, ฤดูกาล, ปี, ทศวรรษ ไปจนถึงศตวรรษครับ
อย่างไรก็ตาม มีข้อยกเว้นที่ต้องระวัง เช่น “In the morning” แต่พอเป็น “At night” จุดนี้เป็นสิ่งที่ต้องจำพิเศษครับ ซึ่งมักจะออกสอบบ่อยๆ เพื่อทดสอบว่าเราแม่นกฎพื้นฐานหรือเปล่าครับ
| Preposition | การใช้งาน (เวลา) | ตัวอย่าง |
|---|---|---|
| At | เวลาที่แน่นอน, จุดของเวลา | At 7:00, At midnight |
| On | วัน, วันที่, วันพิเศษ | On Monday, On April 1st |
| In | เดือน, ปี, ฤดู, ช่วงเวลายาวๆ | In June, In 2024, In Summer |
เทคนิคการจำสำหรับการบอกสถานที่ (Place)
ในมิติของสถานที่ At จะใช้กับสถานที่ที่มีจุดประสงค์ชัดเจนหรือเป็นพิกัดเฉพาะ เช่น “At the bus stop” หรือ “At the office” (ในที่นี้หมายถึงสถานที่ทำงาน ไม่ได้เน้นว่าอยู่ข้างในตัวอาคาร) ครับ
On จะใช้กับพื้นผิว (Surface) เช่น บนโต๊ะ บนถนน บนชั้นสอง หรือใช้กับเกาะและยานพาหนะขนาดใหญ่ที่เราสามารถเดินไปมาข้างในได้ เช่น On a bus, On a plane, On a ship ครับ
In จะใช้กับพื้นที่ที่มีขอบเขต มีความกว้างขวาง หรือพื้นที่สามมิติ เช่น ในห้อง ในกล่อง ในเมือง ในประเทศ หรือแม้แต่ในป่าครับ การแยกแยะความรู้สึกของพื้นที่ให้ออกจะช่วยให้การใช้คำบุพบทของคุณดูเป็นธรรมชาติเหมือนเจ้าของภาษามากขึ้นครับ
| Preposition | การใช้งาน (สถานที่) | ตัวอย่าง |
|---|---|---|
| At | จุดพิกัด, ที่อยู่บ้านเลขที่, สถานที่เฉพาะเจาะจง | At the entrance, At home |
| On | พื้นผิว, ถนน, ชั้นของอาคาร, ยานพาหนะใหญ่ | On the table, On Sukhumvit Road |
| In | พื้นที่ปิด, เมือง, ประเทศ, ยานพาหนะเล็ก | In the car, In Bangkok, In Thailand |
ตัวอย่างประโยคการใช้ Preposition ในชีวิตประจำวัน
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน อาจารย์ได้รวบรวมตัวอย่างประโยคที่พบบ่อย พร้อมคำอ่านและคำแปลมาให้ศึกษาครับ
- I will meet you at 8 o’clock. (ไอ วิล มีท ยู แอท เอท โอคล็อค) แปลว่า ฉันจะพบคุณตอน 8 โมง.
- The meeting is on Friday. (เดอะ มีททิง อีส ออน ไฟรเดย์) แปลว่า การประชุมมีในวันศุกร์.
- He was born in 1995. (ฮี วอส บอร์น อิน ไนน์ทีน ไนน์ที ไฟฟ์) แปลว่า เขาเกิดในปี ค.ศ. 1995.
- She lives in London. (ชี ลิฟส์ อิน ลอนดอน) แปลว่า เธออาศัยอยู่ในลอนดอน.
- The keys are on the counter. (เดอะ คีย์ส อาร์ ออน เดอะ เคาน์เทอร์) แปลว่า กุญแจอยู่บนเคาน์เตอร์.
- Please wait at the reception. (พลีส เว้ท แอท เดอะ รีเซพชัน) แปลว่า กรุณารอที่ฝ่ายต้อนรับ.
- We went to the cinema. (วี เว้นท์ ทู เดอะ ซินีม่า) แปลว่า พวกเราไปโรงภาพยนตร์.
- The cat jumped onto the sofa. (เดอะ แคท จัมพ์ ออนทู เดอะ โซฟา) แปลว่า แมวกระโดดขึ้นไปบนโซฟา.
- The river flows under the bridge. (เดอะ ริเวอร์ โฟลส์ อันเดอร์ เดอะ บริดจ์) แปลว่า แม่น้ำไหลอยู่ใต้สะพาน.
- I am interested in learning English. (ไอ แอม อินเทรสทิด อิน เลิร์นนิง อิงลิช) แปลว่า ฉันสนใจในการเรียนภาษาอังกฤษ.
- They arrived at the airport late. (เดย์ อะไรฟ์ด แอท ดิ แอร์พอร์ต เลท) แปลว่า พวกเขามาถึงสนามบินสาย.
- Put the flowers in the vase. (พุท เดอะ ฟลาวเวอร์ส อิน เดอะ เวส) แปลว่า วางดอกไม้ลงในแจกัน.
- The shop is between the bank and the pharmacy. (เดอะ ช็อป อีส บีทวีน เดอะ แบงก์ แอนด์ เดอะ ฟาร์มาซี) แปลว่า ร้านค้าอยู่ระหว่างธนาคารและร้านขายยา.
- He walked across the street. (ฮี วอล์ค อะครอส เดอะ สตรีท) แปลว่า เขาเดินข้ามถนน.
- I have been working here since last year. (ไอ แฮฟ บีน เวิร์คกิง เฮียร์ ซินซ์ ลาสท์ เยียร์) แปลว่า ฉันทำงานที่นี่มาตั้งแต่ปีที่แล้ว.
- She will be back within an hour. (ชี วิล บี แบค วิธอิน แอน เอาเออร์) แปลว่า เธอจะกลับมาภายในหนึ่งชั่วโมง.
- The report must be finished by tomorrow. (เดอะ รีพอร์ต มัสท์ บี ฟินิชด บาย ทูมอร์โรว์) แปลว่า รายงานต้องเสร็จภายในวันพรุ่งนี้.
- The children ran through the park. (เดอะ ชิลเดรน รัน ธรู เดอะ พาร์ค) แปลว่า เด็กๆ วิ่งทะลุผ่านสวนสาธารณะ.
- He sat next to me during the flight. (ฮี แซท เน็กซ์ ทู มี ดิวริง เดอะ ไฟลท์) แปลว่า เขานั่งข้างๆ ฉันระหว่างการเดินทางโดยเครื่องบิน.
- The airplane is flying above the clouds. (ดิ แอร์เพลน อีส ฟลายอิง อะบัฟ เดอะ เคลาด์ส) แปลว่า เครื่องบินกำลังบินอยู่เหนือเมฆ.
ในการทำงานจริงในระดับ Corporate อาจารย์พบว่าคนส่วนใหญ่มักสับสนระหว่าง “In time” (ทันเวลาพอดี) กับ “On time” (ตรงเวลาเป๊ะตามนัด) ครับ จำไว้นะครับว่าถ้าคุณมาประชุมตามเวลานัดคือ On time แต่ถ้าคุณส่งงานก่อนเส้นตาย หรือมาทันก่อนที่บางอย่างจะเริ่มพอดี นั่นคือ In time ครับ การเลือกใช้สองคำนี้ให้ถูกจะสะท้อนความเป็นมืออาชีพของคุณได้มากครับ
กลยุทธ์การทำข้อสอบ TOEIC เรื่อง Preposition
สำหรับใครที่กำลังเตรียมตัวสอบ TOEIC ส่วนของ Preposition มักจะปรากฏตัวใน Part 5 (Incomplete Sentences) และ Part 6 (Text Completion) ครับ โจทย์มักจะทดสอบเราใน 2 รูปแบบหลัก คือการใช้บุพบทตามกฎพื้นฐาน และการใช้บุพบทคู่กับคำอื่น (Prepositional Phrases) ครับ
หัวใจสำคัญคือการดูคำที่อยู่ข้างหน้าและข้างหลังช่องว่างครับ หากข้างหน้าเป็นคำคุณศัพท์ (Adjective) เช่น Interested, Responsible, หรือ Famous เราต้องรู้ทันทีว่ามันมาคู่กับบุพบทตัวไหน (Interested in, Responsible for, Famous for) ครับ นี่คือสิ่งที่เรียกว่า Collocations หรือการใช้คำร่วมกันที่เจ้าของภาษาใช้จนเป็นปกติครับ
นอกจากนี้ โจทย์มักจะชอบเอาคำที่ความหมายใกล้เคียงกันมาวางหลอกเรา เช่น During และ While ครับ จำไว้ว่า During จะตามด้วยคำนาม (Noun) เสมอ เช่น During the meeting ส่วน While จะตามด้วยประโยค (Subject + Verb) ครับ การสังเกตโครงสร้างไวยากรณ์ที่ตามหลังมาจะช่วยให้คุณตัดตัวเลือกที่ผิดออกไปได้อย่างรวดเร็วครับ
กับดักที่มักเจอในข้อสอบและวิธีแก้
กับดักยอดฮิตคือการใช้ “To” ครับ เพราะเรามักจะคุ้นชินว่า To ต้องตามด้วยกริยาช่อง 1 (Infinitive) เสมอ แต่มีบางสำนวนที่ To เป็นคำบุพบทและต้องตามด้วย Gerund (V.ing) ครับ เช่น “Look forward to”, “Object to”, “Be used to” ตรงนี้เป็นจุดที่สอบตกกันเยอะมากครับ
อีกจุดหนึ่งคือการบอกเวลาด้วย By และ Until ครับ By ใช้บอกเส้นตาย (Deadline) ว่าต้องเสร็จ “ภายใน” หรือ “ไม่เกิน” เวลานั้น ส่วน Until ใช้บอกความต่อเนื่องของเหตุการณ์ว่าทำ “จนกระทั่ง” ถึงเวลานั้นแล้วจึงหยุดครับ ถ้าโจทย์พูดถึงการส่งงาน (Submit) ให้มองหา By แต่ถ้าพูดถึงการทำงาน (Work) ให้มองหา Until ครับ
| ชุดคำศัพท์พบบ่อยใน TOEIC | บุพบทที่ใช้คู่กัน | ความหมาย |
|---|---|---|
| Responsible | for | รับผิดชอบต่อ |
| Participate | in | เข้าร่วมใน |
| Comply | with | ปฏิบัติตาม |
| Depend | on | ขึ้นอยู่กับ |
| Prior | to | ก่อนหน้า |
สรุปประเด็นสำคัญ Key Takeaways
- 📌 Preposition = คำเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างคำนามกับส่วนอื่นในประโยค เพื่อบอกเวลา สถานที่ หรือทิศทางครับ
- 💡 การเลือกใช้ In, On, At = ให้มองระดับความเจาะจง จากกว้างไปแคบ (In > On > At) ครับ
- ⚠️ ข้อควรระวัง = อย่าแปลตรงตัวจากภาษาไทย ให้จำการใช้เป็นกลุ่มคำ (Collocations) จะแม่นยำกว่าครับ
- 📝 เทคนิคสอบ = สังเกตคำที่ตามหลัง (Object) ว่าเป็น Noun, Phrase หรือ Clause เพื่อเลือกบุพบทให้ถูกโครงสร้างครับ
Mini Quiz ทดสอบความเข้าใจ
ลองเติมคำในช่องว่างให้ถูกต้องดูนะครับทุกคน:
- The conference will start ____ 9:00 AM ____ Monday morning.
- I am looking forward ____ meeting the new manager.
- The file is located ____ the top shelf ____ the office.
- Please submit the report ____ the end of the week.
👉 ดูเฉลยพร้อมคำอธิบายได้ที่ท้ายบทความหลังส่วนคำถามที่พบบ่อย
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ทำไมบางครั้งใช้ In the morning แต่ทำไมใช้ At night ครับ?
นี่เป็นความเคยชินทางภาษา (Idiomatic usage) ครับ “In the morning/afternoon/evening” ใช้ In เพราะมองว่าช่วงเวลานั้นยาวพอที่จะเป็น “พื้นที่ของเวลา” ส่วน “At night” เจ้าของภาษามองว่าเป็นจุดจุดหนึ่งของวันครับ
ใช้ In the bus หรือ On the bus ถึงจะถูกครับ?
ใช้ “On the bus” ครับ หลักการจำคือ ยานพาหนะขนาดใหญ่ที่เราสามารถ “ยืนตัวตรงและเดิน” ข้างในได้ (เช่น รถเมล์ รถไฟ เครื่องบิน เรือ) จะใช้ On ครับ ส่วนยานพาหนะเล็กที่ต้องก้มตัวเข้าไป (เช่น รถยนต์ แท็กซี่) จะใช้ In ครับ
Between กับ Among ต่างกันอย่างไร?
“Between” ใช้เมื่อพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างของ 2 สิ่ง หรือแยกแยะชัดเจนเป็นรายคู่ครับ ส่วน “Among” ใช้เมื่อสิ่งนั้นอยู่ท่ามกลางสิ่งของหรือกลุ่มคนตั้งแต่ 3 ขึ้นไปและไม่ได้แยกแยะรายบุคคลครับ
การใช้ To ตามด้วย V.ing มีคำว่าอะไรบ้างที่ออกสอบบ่อย?
คำที่พบบ่อยที่สุดคือ Look forward to (ตั้งตารอ), Be used to (เคยชินกับ), และ Object to (คัดค้าน) ครับ คำเหล่านี้ห้ามตามด้วย V.1 เด็ดขาด ต้องเป็น V.ing หรือ Noun เท่านั้นครับ
Arrive in กับ Arrive at ต่างกันยังไงครับ?
“Arrive in” ใช้กับสถานที่ใหญ่ๆ เช่น เมือง หรือ ประเทศ ครับ ส่วน “Arrive at” ใช้กับสถานที่เฉพาะเจาะจง เช่น สนามบิน โรงแรม หรือบ้าน ครับ
2. to: (looking forward to meeting) คำว่า look forward to เป็นสำนวนที่ต้องตามด้วย Gerund (V.ing) เสมอครับ
3. on / in: (on the top shelf) เพราะเป็นพื้นผิวชั้นวาง และ (in the office) เพราะเป็นสถานที่ที่มีขอบเขตห้องครับ
4. by: ใช้เพื่อบอกเส้นตายว่าไม่เกินสิ้นสัปดาห์นี้ครับ




