Pronoun คืออะไร สรุปคำสรรพนามภาษาอังกฤษฉบับสมบูรณ์ เข้าใจง่าย ใช้ได้จริง (อัปเดต 2026)

เคยรู้สึกเหนื่อยไหมครับเวลาที่ต้องเขียนประโยคยาวๆ แล้วต้องเรียกชื่อคน สัตว์ หรือสิ่งของซ้ำไปซ้ำมาจนประโยคดูน่าเบื่อ ในบทความนี้ อาจารย์ต้นอมร จะพาไปเจาะลึก Pronoun (คำสรรพนาม) ซึ่งเป็นฮีโร่ที่จะมาช่วยกอบกู้ความสละสลวยให้กับการสื่อสารของคุณครับ
- Pronoun ทำหน้าที่แทนคำนามที่ถูกกล่าวถึงไปแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงการพูดคำซ้ำซาก และทำให้ประโยคมีความกระชับขึ้น
- การเลือกใช้สรรพนามต้องสอดคล้องกับ “หน้าที่ในประโยค” เช่น เป็นประธาน (I, he) เป็นกรรม (me, him) หรือแสดงความเป็นเจ้าของ (my, his)
- มีหลายประเภท เช่น Personal Pronouns (บุรุษสรรพนาม), Possessive Pronouns (สรรพนามเจ้าของ), Reflexive Pronouns (สรรพนามสะท้อนกลับ)
- ในข้อสอบมักจะออกเรื่องความสอดคล้องระหว่างประธานและกรรม (Agreement) และการเลือกใช้สรรพนามให้ถูกต้องตามตำแหน่ง
ทำความรู้จัก Pronoun (คำสรรพนาม) คืออะไร
ในการสื่อสารภาษาอังกฤษที่ลื่นไหล การพูดคำนามคำเดิมซ้ำๆ หลายครั้งในประโยคเดียวกันเป็นสิ่งที่เจ้าของภาษาพยายามหลีกเลี่ยงครับ ลองนึกภาพถ้าเราต้องพูดว่า “สมชายตื่นนอน สมชายอาบน้ำ แล้วสมชายก็ไปทำงานของสมชาย” มันคงฟังดูแปลกพิลึกใช่ไหมครับ Pronoun หรือ คำสรรพนาม จึงถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เป็น “ตัวแสดงแทน” ให้กับคำนามเหล่านั้นครับ
สำหรับผู้ที่กำลัง ปูพื้นฐานภาษาอังกฤษ การทำความเข้าใจโครงสร้างตารางคำสรรพนามถือเป็นด่านแรกที่ต้องก้าวข้ามให้ได้ครับ เพราะสรรพนามในภาษาอังกฤษมีความจู้จี้จุกจิกกว่าภาษาไทยมาก มันจะเปลี่ยนหน้าตาของมันไปตามหน้าที่ที่มันได้รับมอบหมายในประโยคนั้นๆ
เพื่อไม่ให้สับสน อาจารย์อยากให้ทุกคนมองคำสรรพนามเหมือนนักแสดงที่มีหลายชุดครับ นักแสดงคนเดียวกัน (เช่น ตัวฉัน) เวลาเล่นเป็นพระเอก (ประธาน) ก็ต้องใส่ชุดนึง เวลาเล่นเป็นตัวร้าย (กรรม) ก็ต้องเปลี่ยนไปใส่อีกชุดนึง การจำชุดเหล่านี้ให้แม่นยำคือเคล็ดลับความสำเร็จครับ
หน้าที่หลักของ Pronoun
หน้าที่หลักเพียงหนึ่งเดียวของ Pronoun คือ การใช้แทนคำนาม (Noun) หรือคำนามวลี (Noun Phrase) ครับ โดยมีจุดประสงค์หลักเพื่อลดความซ้ำซ้อนในการสื่อสาร ทำให้ประโยคมีความกระชับ สั้น และเป็นธรรมชาติมากขึ้น
คำนามที่ถูกสรรพนามเข้ามาแทนที่นั้น เราจะเรียกว่า “Antecedent” (นามที่ถูกอ้างอิง) กฎเหล็กที่สำคัญที่สุดของไวยากรณ์เรื่องนี้คือ สรรพนามจะต้องสอดคล้องกับคำนามที่มันอ้างอิงถึงเสมอ ทั้งในเรื่องของเพศ (ชาย หญิง สิ่งของ) พจน์ (เอกพจน์ พหูพจน์) และบุคคล (บุรุษที่ 1, 2, 3)
หากเราเลือกใช้สรรพนามผิดเพศหรือผิดจำนวน ผู้ฟังจะเกิดความสับสนทันทีว่าเรากำลังพูดถึงใครหรือสิ่งไหนอยู่ครับ
John is my brother. He is a student. (จอห์น อิส มาย บราเธอร์. ฮี อิส อะ สติวเดนท์.) จอห์นคือพี่ชายของฉัน เขาเป็นนักเรียน (He แทน John)
I bought a new car. It is very fast. (ไอ บอท อะ นิว คาร์. อิท อิส เวรี ฟาสท์.) ฉันซื้อรถยนต์คันใหม่ มันเร็วมาก (It แทน a new car)
Mary and Jane are friends. They study together. (แมรี แอนด์ เจน อาร์ เฟรนด์ส. เดย์ สตัดดี ทูเกทเธอร์.) แมรี่และเจนเป็นเพื่อนกัน พวกเธอเรียนด้วยกัน (They แทน Mary and Jane)
ความแตกต่างจากภาษาไทยที่ต้องระวัง
ภาษาไทยเป็นภาษาที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนรูปคำตามหน้าที่ (Case) ครับ เราใช้คำว่า “ฉัน” เป็นได้ทั้งประธาน (ฉันรักเธอ) และกรรม (เธอรักฉัน) โดยคำว่าฉันไม่ได้เปลี่ยนหน้าตาไปเลย
แต่ใน ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ เมื่อคำว่าฉันทำหน้าที่เป็นประธาน เราต้องใช้ “I” แต่ถ้าฉันถูกกระทำ (เป็นกรรม) เราจะใช้ I ไม่ได้แล้วครับ เราต้องเปลี่ยนร่างมันให้เป็น “me” ทันที
การปรับวิธีคิดให้เคยชินกับการเช็คหน้าที่ของคำก่อนที่จะเลือกสรรพนามมาใช้ คือความท้าทายที่ผู้เรียนชาวไทยต้องฝึกฝนให้เป็นนิสัยครับ
โครงสร้างแบบ 3 มิติ (3D Grammar Structure)
เพื่อให้การทำความเข้าใจโครงสร้างของคำสรรพนามเป็นไปอย่างลึกซึ้ง อาจารย์ขออธิบายผ่านโครงสร้าง 3 มิติ ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงระหว่างรูปแบบ ความหมาย และบริบทการนำไปใช้ครับ
- 📐 มิติด้านโครงสร้าง (Form): การเปลี่ยนรูปคำสรรพนามให้ตรงตามหน้าที่ในประโยค (ประธาน, กรรม, แสดงความเป็นเจ้าของ, หรือสะท้อนกลับ) และสอดคล้องกับพจน์และเพศของคำนามอ้างอิง
- 🔍 มิติด้านความหมาย (Meaning): สื่อถึงบุคคล สัตว์ สิ่งของ หรือแนวคิดที่ถูกกล่าวถึงไปแล้วก่อนหน้า เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของเนื้อหาโดยไม่ต้องกล่าวซ้ำ
- 🗣️ มิติด้านการนำไปใช้ (Use): เป็นเครื่องมือสำคัญในการเขียนบทความ เล่าเรื่อง หรือบทสนทนาขนาดยาว ที่ต้องการความสละสลวย กระชับ และเป็นมืออาชีพ
ประเภทของ Pronoun ที่ใช้บ่อยที่สุด (Personal Pronouns)
เมื่อพูดถึงคำสรรพนาม กลุ่มที่มีประชากรมากที่สุดและถูกเรียกใช้งานบ่อยที่สุดในชีวิตประจำวันคือ Personal Pronouns หรือ บุรุษสรรพนาม ครับ กลุ่มนี้ทำหน้าที่แทนตัวบุคคลหรือสิ่งของโดยตรง โดยแบ่งออกเป็น 3 บุรุษ คือ บุรุษที่ 1 (ผู้พูด), บุรุษที่ 2 (ผู้ฟัง), และบุรุษที่ 3 (ผู้ที่ถูกกล่าวถึง)
ความซับซ้อนของกลุ่มนี้อยู่ที่การ “เปลี่ยนรูปตามหน้าที่” (Case) ครับ อาจารย์จะพาไปเจาะลึก 3 หน้าที่หลักที่สำคัญที่สุด ซึ่งเป็นรากฐานของการ แต่งประโยคภาษาอังกฤษ ครับ
การจำตารางสรรพนาม 3 ช่องนี้เปรียบเสมือนการท่องสูตรคูณในวิชาคณิตศาสตร์ครับ หากจำได้แม่น การเรียงประโยคก็จะเป็นไปอย่างอัตโนมัติ
1. Subjective Pronouns (สรรพนามทำหน้าที่ประธาน)
หน้าที่แรกคือการเป็น ประธาน (Subject) ของประโยคครับ คำสรรพนามกลุ่มนี้จะถูกวางไว้ “หน้าคำกริยา” เสมอ เพื่อบอกว่าใครคือผู้กระทำอาการนั้นๆ กลุ่มนี้ได้แก่ I, You, We, They, He, She, It
ข้อควรระวังคือ คนไทยมักจะสับสนระหว่าง He (ผู้ชาย) และ She (ผู้หญิง) หรือการลืมใช้ They เมื่อกล่าวถึงสิ่งของที่มีมากกว่าหนึ่งชิ้น (หลายคนจำว่า They ใช้กับคนเท่านั้น ซึ่งผิดครับ They ใช้แทนสัตว์หรือสิ่งของพหูพจน์ได้ด้วย)
I want to sleep. (ไอ วอนท์ ทู สลีป.) ฉันต้องการนอนหลับ
We are going to the mall. (วี อาร์ โกอิง ทู เดอะ มอลล์.) พวกเรากำลังไปห้างสรรพสินค้า
She sings very well. (ชี ซิงส เวรี เวล.) เธอร้องเพลงได้เพราะมาก
Look at those dogs. They are cute. (ลุค แอท โดส ด็อกส. เดย์ อาร์ คิวท์.) ดูสุนัขพวกนั้นสิ พวกมันน่ารักจัง (They แทนสุนัข)
2. Objective Pronouns (สรรพนามทำหน้าที่กรรม)
เมื่อคำสรรพนามตกเป็นผู้ถูกกระทำ มันต้องเปลี่ยนร่างมารับบท กรรม (Object) ครับ คำกลุ่มนี้จะถูกวางไว้ “หลังคำกริยา” หรือ “หลังคำบุพบท (Preposition)” เสมอ กลุ่มนี้ได้แก่ me, you, us, them, him, her, it (สังเกตว่า you และ it จะมีหน้าตาเหมือนรูปประธานเป๊ะเลยครับ)
จุดที่ออกข้อสอบบ่อยที่สุดคือการเติมสรรพนามหลังคำบุพบท (เช่น between, for, with) ร้อยทั้งร้อยต้องตามด้วยสรรพนามรูปกรรมเสมอครับ เช่น between you and me (ห้ามใช้ between you and I เด็ดขาด)
My boss gave me a bonus. (มาย บอส เกฟ มี อะ โบนัส.) เจ้านายให้โบนัสแก่ฉัน (me เป็นกรรมรับการให้)
I called him yesterday. (ไอ คอลด ฮิม เยสเตอร์เดย์.) ฉันโทรหาเขาเมื่อวานนี้
This present is for her. (ดิส เพรเซนท์ อิส ฟอร์ เฮอร์.) ของขวัญชิ้นนี้สำหรับเธอ (her อยู่หลังบุพบท for)
She went to the party with us. (ชี เวนท์ ทู เดอะ พาร์ที วิธ อัส.) เธอไปงานปาร์ตี้กับพวกเรา
3. Possessive Pronouns (สรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ)
กลุ่มที่สามนี้ค่อนข้างพิเศษครับ มันใช้บอกว่าใครเป็นเจ้าของสิ่งไหน โดยที่ไม่ต้องมีคำนามมาต่อท้าย เพราะตัวมันเองมีความหมายรวมคำนามสิ่งนั้นไว้แล้ว กลุ่มนี้ได้แก่ mine, yours, ours, theirs, his, hers, its
คนส่วนใหญ่มักสับสนระหว่าง Possessive Adjective (เช่น my, your – กลุ่มนี้ต้องมีคำนามตามหลังเสมอ เช่น my book) และ Possessive Pronoun (เช่น mine, yours – กลุ่มนี้ยืนโดดๆ ได้เลย)
ตัวอย่างเช่น แทนที่เราจะพูดซ้ำว่า “Your car is fast, but my car is faster.” เราสามารถใช้สรรพนามกลุ่มนี้เพื่อรวบรัดได้เป็น “Your car is fast, but mine is faster.” (mine ในที่นี้มีความหมายเท่ากับ my car ครับ)
This book is mine. (ดิส บุ๊ค อิส ไมน.) หนังสือเล่มนี้เป็นของฉัน (mine ยืนท้ายประโยคได้เลย)
That house is theirs. (แดท เฮาส์ อิส แดร์ส.) บ้านหลังนั้นเป็นของพวกเขา
Is this pen yours? (อิส ดิส เพน ยัวร์ส?) ปากกาด้ามนี้เป็นของคุณใช่ไหม
My room is bigger than hers. (มาย รูม อิส บิ๊กเกอร์ แดน เฮอร์ส.) ห้องของฉันใหญ่กว่าห้องของเธอ (hers = her room)
| ประธาน (Subject) | กรรม (Object) | เจ้าของแบบมีนามตาม (Adj) | เจ้าของแบบยืนเดี่ยว (Pronoun) |
|---|---|---|---|
| I (ฉัน) | me | my (+noun) | mine |
| You (คุณ) | you | your (+noun) | yours |
| We (พวกเรา) | us | our (+noun) | ours |
| They (พวกเขา/พวกมัน) | them | their (+noun) | theirs |
| He (เขาผู้ชาย) | him | his (+noun) | his |
| She (เธอผู้หญิง) | her | her (+noun) | hers |
| It (มัน) | it | its (+noun) | its |
ข้อผิดพลาดสุดคลาสสิกที่เห็นได้แม้กระทั่งในจดหมายธุรกิจคือ การสับสนระหว่าง its (ของมัน – ไม่มีอะพอสทรอฟี) และ it’s (ย่อมาจาก it is หรือ it has) จำไว้ให้ขึ้นใจนะครับ ถ้าจะแสดงความเป็นเจ้าของว่า “ของมัน” ห้ามใส่เครื่องหมายอะพอสทรอฟีเด็ดขาดครับ เช่น The dog wagged its tail. (ไม่ใช่ it’s tail)
ประเภทของ Pronoun ขั้นสูงที่ต้องรู้
หลังจากที่เรารู้จักตระกูล Personal Pronouns ไปแล้ว คลัง รวมคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ยังมีสรรพนามกลุ่มพิเศษที่ทำหน้าที่ซับซ้อนขึ้นอีกครับ กลุ่มเหล่านี้มักจะถูกนำมาใช้เพื่อยกระดับประโยคให้ดูเป็นทางการ หรือเพื่อใช้แสดงการเน้นย้ำ
การเข้าใจสรรพนามขั้นสูงเหล่านี้จะช่วยให้คุณสามารถอ่านบทความยากๆ ได้อย่างไหลลื่น และลดความสับสนเวลาที่ต้องตีความประโยคยาวๆ ได้เป็นอย่างดีครับ
เรามาดูกันครับว่ามีสรรพนามพิเศษกลุ่มไหนบ้างที่ชอบโผล่มาทักทายเราบ่อยๆ ในชีวิตประจำวันและการสอบครับ
Reflexive Pronouns (สรรพนามสะท้อนกลับ)
นี่คือกลุ่มคำที่ลงท้ายด้วย -self (สำหรับเอกพจน์) หรือ -selves (สำหรับพหูพจน์) ครับ หน้าที่หลักของมันคือ ใช้เมื่อผู้กระทำ (ประธาน) และผู้ถูกกระทำ (กรรม) เป็นคนคนเดียวกัน หรือพูดง่ายๆ คือ “ทำตัวเอง” นั่นเองครับ
ตัวอย่างเช่น หากคุณพูดว่า “I cut me.” ประโยคนี้ผิดไวยากรณ์ครับ เพราะประธานและกรรมเป็นคนเดียวกัน เราต้องเปลี่ยนกรรมให้สะท้อนกลับไปหาประธาน กลายเป็น “I cut myself.” (ฉันบาดตัวเอง)
นอกจากนี้ เรายังสามารถใช้กลุ่มนี้เพื่อ “เน้นย้ำ” ว่าประธานเป็นผู้ทำสิ่งนั้นด้วยตัวเองจริงๆ โดยมักจะวางไว้หลังประธานหรือท้ายประโยคครับ (เรียกว่า Emphatic use) เช่น “I did it myself.” (ฉันทำมันด้วยตัวของฉันเองเลยนะ)
She looked at herself in the mirror. (ชี ลุคคด แอท เฮอร์เซลฟ์ อิน เดอะ มิร์เรอร์.) เธอมองดูตัวเองในกระจก
They built the house themselves. (เดย์ บิลท์ เดอะ เฮาส์ เดมเซลฟ์ส.) พวกเขาสร้างบ้านหลังนั้นด้วยตัวเอง
Please take care of yourself. (พลีส เทค แคร์ ออฟ ยัวร์เซลฟ์.) กรุณาดูแลตัวเองด้วยนะ
The manager himself welcomed the guests. (เดอะ เมเนเจอร์ ฮิมเซลฟ์ เวลคัมด์ เดอะ เกสท์ส.) ผู้จัดการเป็นคนต้อนรับแขกด้วยตัวเองเลย
Indefinite Pronouns (สรรพนามไม่เจาะจง)
กลุ่มนี้คือคำสรรพนามที่ใช้กล่าวถึงคน สัตว์ หรือสิ่งของ แบบกว้างๆ “โดยไม่ได้ระบุเจาะจงว่าเป็นใครหรือชิ้นไหน” ครับ สมาชิกในแก๊งนี้ที่เจอบ่อยที่สุดคือกลุ่มคำที่ขึ้นต้นด้วย Every-, Some-, Any-, No- (เช่น everyone, somebody, anything, nobody)
จุดที่ต้องระวังขั้นสูงสุดและออกข้อสอบทุกปีคือ สรรพนามกลุ่มนี้ถือเป็น “เอกพจน์” เสมอ ครับ ไม่ว่าความหมายของคำว่า Everyone จะหมายถึงคนหลายคนก็ตาม แต่หลักไวยากรณ์มองว่ามันเป็นกลุ่มก้อนเดียว ดังนั้น คำกริยาที่ตามมาจะต้องเป็นรูปเอกพจน์เสมอ (เช่น เติม s หรือใช้ is, has)
Everyone is ready to go. (เอฟวรีวัน อิส เรดี ทู โก.) ทุกคนพร้อมที่จะไปแล้ว (ใช้ is)
Someone knocked on the door. (ซัมวัน นอคคด ออน เดอะ ดอร์.) มีใครบางคนเคาะประตู
Is there anything I can do? (อิส แดร์ เอนีธิง ไอ แคน ดู?) มีอะไรที่ฉันสามารถช่วยได้ไหม
Nobody knows the truth. (โนบอดี โนว์ส เดอะ ทรูธ.) ไม่มีใครรู้ความจริง (knows เติม s)
Demonstrative Pronouns (สรรพนามชี้เฉพาะ)
สรรพนามกลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มที่ใช้สำหรับ “ชี้เฉพาะเจาะจง” ว่าเรากำลังพูดถึงสิ่งไหนในระยะใกล้หรือไกลครับ มีสมาชิกเพียง 4 คำเท่านั้นคือ This (สิ่งนี้ – เอกพจน์ใกล้), That (สิ่งนั้น – เอกพจน์ไกล), These (สิ่งเหล่านี้ – พหูพจน์ใกล้), Those (สิ่งเหล่านั้น – พหูพจน์ไกล)
กฎการใช้คือ มันทำหน้าที่แทนคำนามได้เลย โดยยืนเป็นประธานหรือกรรมของประโยคได้เดี่ยวๆ (ห้ามมีคำนามตามหลังนะครับ ถ้ามีคำนามตามหลัง มันจะกลายเป็น Adjective ทันที)
This is my new computer. (ดิส อิส มาย นิว คอมพิวเตอร์.) นี่คือคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ของฉัน (This ยืนเดี่ยวเป็นประธาน)
Those are very expensive shoes. (โดส อาร์ เวรี เอกซ์เพนซิฟ ชูส์.) เหล่านั้นคือรองเท้าที่ราคาแพงมาก
I don’t like that. (ไอ โดนท์ ไลค์ แดท.) ฉันไม่ชอบสิ่งนั้นเลย (that เป็นกรรม)
เทคนิคการทำข้อสอบ TOEIC เรื่อง Pronoun
สำหรับคนที่กำลังเตรียมตัว สอบ TOEIC เรื่อง Pronoun เป็นหนึ่งในหัวข้อแกรมม่าที่ออกสอบบ่อยที่สุดในพาร์ท Reading (Incomplete Sentences และ Text Completion) อย่างแน่นอนครับ
ข้อสอบมักจะให้ตัวเลือกที่เป็นสรรพนามตระกูลเดียวกันมา 4 ข้อ (เช่น he, him, his, himself) และให้เราเลือกเติมในช่องว่าง ความยากไม่ได้อยู่ที่การแปล แต่อยู่ที่การวิเคราะห์ว่า “ช่องว่างนั้นต้องการหน้าที่อะไรในประโยค”
อาจารย์ขอรวบรวมเทคนิคและจุดสังเกตที่จะช่วยให้คุณตัดช้อยส์และเลือกคำตอบที่ถูกต้องได้ภายในเวลาไม่กี่วินาทีครับ
การเช็คตำแหน่งช่องว่าง (Subject, Object, Possessive)
กฎข้อแรกของการทำข้อสอบคือ “มองหน้า มองหลังช่องว่าง” ครับ หากช่องว่างอยู่ “หน้าคำกริยาแท้” แสดงว่าตรงนั้นขาดประธาน ต้องเลือกสรรพนามรูป Subject (เช่น he, she, they)
หากช่องว่างอยู่ “หลังคำกริยา” หรือ “หลังคำบุพบท (in, on, at, for, with)” แสดงว่าตรงนั้นขาดกรรม ต้องเลือกสรรพนามรูป Object (เช่น him, her, them)
และถ้าช่องว่างอยู่ “หน้าคำนาม” (เช่น _____ car) อันนี้ชัดเจนที่สุดครับว่าต้องการผู้แสดงความเป็นเจ้าของ ต้องเลือกกลุ่ม Possessive Adjective (เช่น his, her, their) ครับ การเช็คตำแหน่งแบบนี้จะทำให้คุณรอดพ้นจากกับดักของข้อสอบได้ครับ
จุดหลอกเรื่อง Reflexive Pronouns (-self)
กรรมการมักจะเอาสรรพนามกลุ่ม -self มาหลอกเราบ่อยๆ ครับ เทคนิคการสังเกตคือ หากในประโยคมีประธานและกรรม “ครบอยู่แล้ว” แต่ยังมีช่องว่างว่างอยู่ (มักจะอยู่ท้ายประโยค หรือหลังคำว่า by) นั่นคือสัญญาณว่าประโยคต้องการส่วนเน้นย้ำครับ ให้เลือกกลุ่ม Reflexive Pronouns (-self) ได้เลย
จุดสำคัญคือ โครงสร้าง “by + oneself” มีความหมายเท่ากับ “on one’s own” หรือ “alone” (แปลว่า ด้วยตัวเอง/คนเดียว) ซึ่งออกข้อสอบเป็นประจำครับ เช่น He fixed the car by himself. (เขาซ่อมรถด้วยตัวเอง)
ความสอดคล้อง (Agreement) ของสรรพนามและคำนามอ้างอิง
ในพาร์ทที่ 6 (Text Completion) ที่เป็นเนื้อเรื่องยาวๆ ข้อสอบมักจะเว้นช่องว่างให้เติมสรรพนาม เทคนิคคือคุณต้อง อ่านย้อนกลับไปในประโยคก่อนหน้า เพื่อหาว่าเขากำลังพูดถึงคำนามคำไหน (Antecedent) อยู่
เมื่อหาเจอแล้ว ให้เช็คว่าคำนามนั้นเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ เป็นคนหรือสิ่งของ (เช่น ถ้าพูดถึง The company ซึ่งเป็นองค์กรสิ่งของเอกพจน์ สรรพนามที่ใช้แทนในประโยคถัดไปก็ต้องเป็น it หรือ its ห้ามใช้ they เด็ดขาด) การเช็คความสอดคล้องนี้จะช่วยให้คุณไม่หลงกลข้อสอบครับ
สรุปประเด็นสำคัญ Key Takeaways
- ✅ หน้าที่หลัก = เป็นตัวแสดงแทนคำนามเพื่อลดความซ้ำซ้อน
- ✅ Personal Pronouns = ต้องเปลี่ยนรูปตามหน้าที่ ประธาน (I/He), กรรม (Me/Him), เจ้าของ (My/His)
- ✅ Reflexive (-self) = ใช้เมื่อประธานและกรรมคือคนเดียวกัน หรือใช้เพื่อเน้นย้ำว่าทำสิ่งนั้นด้วยตัวเอง (มักมาคู่กับ by)
- ✅ Indefinite Pronouns = กลุ่ม Everyone, Someone ถือเป็น เอกพจน์ เสมอ กริยาต้องเติม s
- ⚠️ TOEIC Tip = ก่อนตอบ ให้เช็คตำแหน่งช่องว่างว่าอยู่หน้ากริยา (ประธาน) หลังกริยา (กรรม) หรือหน้าคำนาม (เจ้าของ)
Mini Quiz ทดสอบความเข้าใจ
1. The marketing director asked ________ to prepare the presentation for the upcoming meeting.
A) I
B) me
C) my
2. Despite the difficult negotiations, the team members managed to resolve the issues by ________.
A) themselves
B) them
C) theirs
👉 ดูเฉลยพร้อมคำอธิบายได้ที่ท้ายบทความหลังส่วนคำถามที่พบบ่อย
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1. ทำไมบางครั้งถึงเห็นฝรั่งใช้ They แทนประธานที่เป็นเอกพจน์อย่าง Everyone หรือ Someone?
ในภาษาอังกฤษสมัยใหม่ มีการใช้คำว่า “They” หรือ “Their” เป็น Singular Pronoun (สรรพนามเอกพจน์) เพื่อแทนคำที่ไม่ระบุเพศชัดเจน (เช่น Everyone, A person) เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ he or she ซึ่งดูยืดเยื้อครับ เช่น Everyone should bring their own lunch. แม้ว่าในเชิงไวยากรณ์ดั้งเดิมอาจจะดูขัดแย้ง แต่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในปัจจุบันครับ (แต่กริยาที่ตาม Everyone ยังคงต้องเป็นเอกพจน์นะครับ)
2. ความแตกต่างระหว่าง between you and I กับ between you and me คืออะไร?
“Between you and me” คือประโยคที่ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ครับ เพราะคำว่า between เป็นคำบุพบท (Preposition) ดังนั้นคำสรรพนามที่ตามหลังบุพบทจะต้องอยู่ในรูปกรรม (Object) เสมอ นั่นคือ me ครับ การใช้ between you and I ถือว่าผิดหลักไวยากรณ์อย่างรุนแรงแม้จะได้ยินฝรั่งบางคนเผลอพูดก็ตาม
3. สรรพนาม Whom ยังมีใช้อยู่ไหม หรือใช้ Who แทนได้หมดเลย?
ในภาษาเขียนที่เป็นทางการ หรือการสอบไวยากรณ์ระดับสูง (เช่น TOEIC, TOEFL) กฎเรื่อง Who (ทำหน้าที่ประธาน) และ Whom (ทำหน้าที่กรรม) ยังคงบังคับใช้อย่างเคร่งครัดครับ เช่น Whom did you speak to? แต่ในภาษาพูดทั่วไปในชีวิตประจำวัน เจ้าของภาษานิยมใช้ Who แทน Whom ไปเกือบหมดแล้วครับ
4. ถ้าต้องการบอกว่ารถของฉันเร็วกว่ารถของคุณ ควรใช้ your car หรือ yours ดี?
เพื่อความเป็นธรรมชาติและหลีกเลี่ยงการพูดคำว่า car ซ้ำซ้อน ควรใช้รูป Possessive Pronoun (สรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของแบบยืนเดี่ยว) นั่นคือ yours ครับ ประโยคที่ดีคือ My car is faster than yours. (yours ในที่นี้ทำหน้าที่แทนคำว่า your car ไปแล้ว)
5. คำว่า It สามารถใช้แทนสัตว์ได้เสมอไปหรือไม่?
โดยทั่วไป It ใช้แทนสัตว์และสิ่งของครับ แต่ถ้าสัตว์ตัวนั้นเป็นสัตว์เลี้ยงที่เรามีความผูกพัน หรือเรารู้เพศของมันอย่างแน่ชัด เจ้าของภาษามักจะใช้ He หรือ She แทนสัตว์ตัวนั้นเพื่อให้เกียรติและแสดงความผูกพันครับ เช่น My dog is smart. He can open the door.
ข้อ 1 ตอบ B) me
วิเคราะห์: ให้สังเกตตำแหน่งของช่องว่างครับ ช่องว่างอยู่หลังคำกริยา “asked” (ขอร้อง) ซึ่งบ่งบอกว่าช่องว่างนี้กำลังทำหน้าที่เป็น “กรรม” (Object) ของประโยค (ผู้อำนวยการขอร้อง…ฉัน) ดังนั้นเราจึงต้องเลือกสรรพนามในรูปกรรม ซึ่งก็คือข้อ B (me) ครับ ข้อ A (I) เป็นประธาน และข้อ C (my) ต้องมีคำนามตามหลัง
ข้อ 2 ตอบ A) themselves
วิเคราะห์: จุดสังเกตที่ชัดเจนที่สุดคือคำบุพบท “by” ที่อยู่หน้าช่องว่างครับ ในภาษาอังกฤษ โครงสร้าง “by + oneself” แปลว่า “ทำด้วยตัวเอง” เมื่อประธานของประโยคนี้คือ the team members (สมาชิกในทีม – พหูพจน์) สรรพนามสะท้อนกลับที่สอดคล้องกับประธานพหูพจน์กลุ่มนี้จึงต้องเป็นข้อ A (themselves) ครับ


