สรุป Relative Clause คืออะไร หลักการใช้ Who Whom Which That ครบจบ

Relative Clause in English

เคยไหมครับเวลาแต่งประโยคภาษาอังกฤษแล้วอยากขยายความคำนามว่า “คนที่…”, “ของที่…”, หรือ “สถานที่ซึ่ง…” แต่ไม่รู้จะเอาประโยคมาเชื่อมต่อกันอย่างไรให้สละสลวย ในบทความนี้ อาจารย์ต้นอมร จะพาไปเจาะลึกเรื่อง Relative Clause หรือประโยคย่อยขยายความ ที่จะช่วยยกระดับทักษะภาษาอังกฤษของคุณให้ดูเป็นธรรมชาติและเป็นมืออาชีพขึ้นทันตาเห็นครับ

🎯 สรุปหัวใจสำคัญ: สรุป Relative Clause

  • Relative Clause ทำหน้าที่เสมือนคำคุณศัพท์ (Adjective) เพื่อขยายคำนามที่อยู่ด้านหน้าให้มีความหมายชัดเจนขึ้น
  • แบ่งออกเป็น 2 ชนิดหลัก คือ Defining (จำเป็นต้องมีเพื่อระบุตัวตน) และ Non-Defining (แค่เสริมข้อมูล มีคอมม่าคั่น)
  • การเลือกใช้ Relative Pronoun (เช่น Who, Whom, Which, That, Whose) ต้องดูว่าคำนามที่ถูกขยายเป็นคน สัตว์ หรือสิ่งของ และทำหน้าที่อะไรในประโยคย่อย
  • ในข้อสอบมักจะออกเรื่องการลดรูปประโยค (Reduced Relative Clause) ทั้งในรูป V.ing (ทำเอง) และ V.3 (ถูกกระทำ)

ทำความรู้จัก Relative Clause คืออะไร

เวลาที่เราสื่อสารในชีวิตประจำวัน เรามักจะไม่พูดประโยคสั้นๆ ห้วนๆ แต่เรามักจะให้รายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อระบุว่าเรากำลังพูดถึงใครหรือสิ่งไหน Relative Clause หรือที่ในภาษาไทยเรียกว่า “อนุประโยคคุณานุประโยค” คือเครื่องมือทางไวยากรณ์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่นี้โดยเฉพาะครับ มันช่วยให้เราสามารถรวมประโยคสั้นๆ สองประโยคเข้าด้วยกันได้อย่างกลมกลืน

สำหรับใครที่กำลัง ปูพื้นฐานภาษาอังกฤษ การทำความเข้าใจโครงสร้างนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญครับ เพราะมันจะเปลี่ยนสไตล์การเขียนของคุณจากประโยคระดับเริ่มต้น (Simple Sentence) ไปสู่ประโยคที่มีความซับซ้อน (Complex Sentence) ซึ่งเป็นระดับที่เจ้าของภาษาใช้กันเป็นปกติ

โดยหลักการแล้ว อนุประโยคชนิดนี้จะเกาะติดอยู่ด้านหลังคำนาม (Noun) หรือคำสรรพนาม (Pronoun) ที่มันต้องการขยายเสมอครับ โดยจะมีคำเชื่อมที่เรียกว่า Relative Pronoun เป็นตัวเปิดทาง เพื่อบอกให้ผู้ฟังรู้ว่าข้อมูลที่กำลังจะพูดต่อจากนี้ เป็นข้อมูลส่วนขยายของคำนามตัวเมื่อกี้ชิ้นนี้นะ

เราลองมาดูหน้าที่หลักและโครงสร้างแบบเจาะลึกกันครับ เพื่อให้เห็นภาพรวมก่อนที่จะลงไปดูรายละเอียดปลีกย่อยของแต่ละตัวเชื่อม

หน้าที่หลักของ Relative Clause ในประโยค

อย่างที่อาจารย์ได้เกริ่นไป หน้าที่หลักของมันคือการทำตัวเป็นคำคุณศัพท์ (Adjective) ขนาดยักษ์ครับ ปกติคำคุณศัพท์ที่เป็นคำเดี่ยวๆ เช่น tall, beautiful, red จะวางไว้หน้าคำนาม แต่ถ้าส่วนขยายนั้นมาเป็นประโยคยาวๆ ที่มีทั้งประธานและกริยาเป็นของตัวเอง ภาษาอังกฤษบังคับว่าต้องนำไปวางไว้ “หลัง” คำนามเท่านั้นครับ

การวางตำแหน่งนี้สำคัญมากใน ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ เพราะหากเราวางผิดที่ ความหมายของประโยคก็จะผิดเพี้ยนไปเลย หรือผู้ฟังอาจจะสับสนว่าเรากำลังขยายคำนามตัวไหนกันแน่ ดังนั้นกฎเหล็กข้อแรกคือ “ขยายคำไหน ให้วางติดหลังคำนั้นทันที” ครับ

ลองนึกภาพตามนะครับ ถ้าอาจารย์พูดว่า “The man is my uncle.” (ผู้ชายคนนั้นคือลุงของฉัน) คุณอาจจะสงสัยว่าผู้ชายคนไหนล่ะ มีตั้งหลายคน แต่ถ้าอาจารย์เติมส่วนขยายเข้าไปว่า “The man who is wearing a red shirt is my uncle.” (ผู้ชายคนที่สวมเสื้อสีแดงคือลุงของฉัน) ข้อมูลก็จะชัดเจนและเจาะจงขึ้นมาทันที

มาดูตัวอย่างประโยคเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นกันครับ

The student who got the highest score is very diligent. (เดอะ สติวเดนท์ ฮู กอท เดอะ ไฮเอสท์ สกอร์ อิส เวรี ดิลิเจนท์.) นักเรียนคนที่ได้คะแนนสูงสุดเป็นคนขยันมาก

I like the car which has a sunroof. (ไอ ไลค์ เดอะ คาร์ วิช แฮส อะ ซันรูฟ.) ฉันชอบรถยนต์คันที่มีหลังคาซันรูฟ

The house that we bought is in the city center. (เดอะ เฮาส์ แดท วี บอท อิส อิน เดอะ ซิตี้ เซนเตอร์.) บ้านหลังที่เราซื้อตั้งอยู่ใจกลางเมือง

This is the hospital where I was born. (ดิส อิส เดอะ ฮอสพิทอล แวร์ ไอ วอส บอร์น.) นี่คือโรงพยาบาลที่ฉันเกิด

โครงสร้างแบบ 3 มิติ (3D Grammar Structure)

เพื่อให้การทำความเข้าใจโครงสร้างนี้เป็นระบบและฝังลึกอยู่ในความจำ อาจารย์ขออธิบายผ่านโครงสร้าง 3 มิติ ซึ่งจะครอบคลุมตั้งแต่วิธีการเขียน ความหมายที่ซ่อนอยู่ ไปจนถึงสถานการณ์ที่เหมาะสมในการหยิบไปใช้ครับ

  • 📐 มิติด้านโครงสร้าง (Form): ประกอบด้วย Noun + Relative Pronoun (Who, Whom, Which, That ฯลฯ) + Subject/Verb (ส่วนที่เหลือของอนุประโยค) โดยต้องระวังการกระจายกริยาในประโยคย่อยให้สอดคล้องกับพจน์ (เอกพจน์/พหูพจน์) ของคำนามที่ถูกขยายด้วย
  • 🔍 มิติด้านความหมาย (Meaning): ให้ความหมายในเชิงระบุชี้ชัด (Identification) ว่ากำลังกล่าวถึงสิ่งใด หรือให้ข้อมูลเพิ่มเติม (Addition) เกี่ยวกับคำนามนั้นๆ มักแปลเป็นไทยว่า “ที่”, “ซึ่ง”, หรือ “อัน”
  • 🗣️ มิติด้านการนำไปใช้ (Use): มักนำไปใช้เมื่อต้องการรวมข้อมูลสองชุดเกี่ยวกับสิ่งเดียวกันเข้าด้วยกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการพูดประโยคสั้นๆ ซ้ำซาก ช่วยให้การสนทนาหรือการเขียนมีความลื่นไหลและเป็นมืออาชีพมากขึ้น
✨ มุมมองจากอาจารย์ต้นอมร:

จากประสบการณ์ที่อาจารย์สอนมา นักเรียนไทยหลายคนมักจะติดนิสัยแปลคำว่า “ที่” จากภาษาไทยไปเป็นคำว่า “at” หรือ “that” เสมอแบบเหมาจ่าย ซึ่งเป็นข้อผิดพลาดที่พบบ่อยมากครับ ในภาษาอังกฤษ เราต้องแยกให้ออกว่า “ที่” นั้นหมายถึงสถานที่ (where) หรือ “ที่” ซึ่งเป็นคำเชื่อมขยายคน/สิ่งของ (who/which/that) การตั้งสติวิเคราะห์คำนามด้านหน้าก่อนเลือกคำเชื่อมคือเคล็ดลับสำคัญครับ

ประเภทของ Relative Clause แบ่งออกเป็นกี่แบบ

เมื่อเราเข้าใจภาพรวมแล้ว ขั้นต่อไปที่สำคัญมากคือการแยกประเภทของมันครับ ในภาษาอังกฤษ Relative Clause จะถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ซึ่งการแบ่งนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อความโก้เก๋ แต่มีผลโดยตรงต่อการใช้เครื่องหมายวรรคตอน (Punctuation) และความหมายโดยรวมของประโยคครับ

สองประเภทที่อาจารย์กำลังพูดถึงคือ Defining (แบบชี้เฉพาะเจาะจง) และ Non-Defining (แบบไม่ชี้เฉพาะเจาะจง) ครับ ชื่ออาจจะดูเป็นวิชาการไปนิด แต่ถ้าจับหลักการได้ คุณจะพบว่าตรรกะของมันสมเหตุสมผลมากๆ

หากคุณต้องการ ฝึกแต่งประโยคภาษาอังกฤษ ให้ถูกต้องตามมาตรฐานสากล การใส่หรือไม่ใส่เครื่องหมายคอมม่า (,) ในประโยคขยายเหล่านี้คือจุดชี้วัดว่าคุณเข้าใจไวยากรณ์ลึกซึ้งแค่ไหนครับ เรามาเจาะลึกกันทีละประเภทเลยครับ

Defining Relative Clause (แบบเจาะจงและจำเป็นต้องมี)

Defining แปลตรงตัวคือ “การให้คำจำกัดความ” หรือ “การระบุให้ชัดเจน” ครับ อนุประโยคประเภทนี้ทำหน้าที่เป็นข้อมูล “จำเป็น” ที่ขาดไม่ได้เด็ดขาดในประโยค หากเราตัดส่วนขยายนี้ทิ้งไป ประโยคหลักจะเสียความหมาย หรือผู้ฟังจะเกิดความสับสนทันทีว่าเรากำลังพูดถึงใครหรือสิ่งไหนอยู่

ลักษณะเด่นทางโครงสร้างของประเภทนี้คือ ห้ามใส่เครื่องหมายคอมม่า (,) คั่นเด็ดขาด เพราะข้อมูลมันเป็นเนื้อเดียวกันกับประธานครับ นอกจากนี้ ในอนุประโยคประเภทนี้ เราสามารถใช้คำว่า “that” แทน “who” หรือ “which” ได้อย่างอิสระในกรณีที่ไม่เป็นทางการมากนัก

ลองดูตัวอย่างประโยคเหล่านี้ หากคุณลองเอามือปิดส่วนที่ขีดเส้นใต้ไว้ จะเห็นว่าประโยคที่เหลืออยู่มันไม่สมบูรณ์ในแง่ของการสื่อสารครับ

The doctor who treated my mother is very kind. (เดอะ ดอคเทอร์ ฮู ทรีทเทด มาย มาเธอร์ อิส เวรี ไคนด์.) หมอคนที่รักษาแม่ของฉันใจดีมาก

I want to buy a smartphone that has a good camera. (ไอ วอนท์ ทู บาย อะ สมาร์ทโฟน แดท แฮส อะ กูด แคมเมอรา.) ฉันต้องการซื้อสมาร์ทโฟนเครื่องที่มีกล้องถ่ายรูปดีๆ

The woman whose bag was stolen is crying. (เดอะ วูแมน ฮูส แบ็ก วอส สโตเลน อิส ครายอิง.) ผู้หญิงคนที่กระเป๋าถูกขโมยไปกำลังร้องไห้

He is the man whom I saw at the bank. (ฮี อิส เดอะ แมน ฮูม ไอ ซอว์ แอท เดอะ แบงค์.) เขาคือผู้ชายคนที่ฉันเห็นที่ธนาคาร

Non-Defining Relative Clause (แบบเสริมข้อมูล ไม่จำเป็นต้องมี)

ในทางตรงกันข้าม Non-Defining คืออนุประโยคที่ทำหน้าที่แค่ “ให้ข้อมูลเสริม” เพิ่มเติมเท่านั้นครับ หมายความว่า คำนามที่อยู่ด้านหน้านั้นมีความชัดเจนในตัวมันเองอยู่แล้ว ผู้ฟังรู้ดีอยู่แล้วว่าเป็นใครหรือสิ่งไหน (เช่น ชื่อเฉพาะ ชื่อเมือง หรือมีคำแสดงความเป็นเจ้าของชัดเจน) ต่อให้ตัดส่วนขยายนี้ทิ้งไป ประโยคก็ยังสื่อสารรู้เรื่องครับ

กฎทางไวยากรณ์ที่สำคัญที่สุดของประเภทนี้คือ ต้องใส่เครื่องหมายคอมม่า (,) ปิดหัวท้ายส่วนขยายเสมอ เพื่อแสดงให้เห็นว่ามันเป็นแค่ส่วนแทรก และข้อห้ามร้ายแรงอีกข้อคือ ห้ามใช้คำว่า “that” ในอนุประโยคประเภทนี้อย่างเด็ดขาด ต้องใช้ who, whom, หรือ which ให้ถูกต้องตามหลักการเท่านั้นครับ

เรามาดูตัวอย่างการใช้คอมม่ากั้นส่วนขยายที่เป็นเพียงข้อมูลเสริมกันครับ

My father, who is 60 years old, likes to play tennis. (มาย ฟาเธอร์, ฮู อิส ซิกซ์ที เยียร์ส โอลด์, ไลค์ส ทู เพลย์ เทนนิส.) พ่อของฉัน ซึ่งมีอายุ 60 ปี ชอบเล่นเทนนิส

Bangkok, which is the capital of Thailand, is very crowded. (แบงค็อก, วิช อิส เดอะ แคปปิทอล ออฟ ไทยแลนด์, อิส เวรี คราวด์เดด.) กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย มีผู้คนแออัดมาก

Mr. John, whom you met yesterday, is our new CEO. (มิสเตอร์ จอห์น, ฮูม ยู เมท เยสเตอร์เดย์, อิส เอาเออร์ นิว ซีอีโอ.) คุณจอห์น คนที่คุณพบเมื่อวาน คือซีอีโอคนใหม่ของเรา

His new car, which cost a million dollars, is amazing. (ฮิส นิว คาร์, วิช คอสท์ อะ มิลเลียน ดอลลาร์ส, อิส อะเมซิง.) รถคันใหม่ของเขา ซึ่งราคาหนึ่งล้านดอลลาร์ มหัศจรรย์มาก

ตารางเปรียบเทียบข้อแตกต่างที่สำคัญ

เพื่อไม่ให้สับสน อาจารย์ได้ทำตารางเปรียบเทียบจุดแตกต่างสำคัญระหว่าง Relative Clause ทั้งสองประเภทไว้ให้ครับ การจดจำตารางนี้จะช่วยให้เวลาคุณเขียนอีเมลหรือบทความภาษาอังกฤษมีความถูกต้องและเป็นทางการมากขึ้นครับ

หัวข้อเปรียบเทียบ Defining (แบบเจาะจง) Non-Defining (แบบเสริมข้อมูล)
ความจำเป็นของข้อมูล จำเป็นมาก ตัดทิ้งแล้วความหมายเปลี่ยน แค่ข้อมูลเสริม ตัดทิ้งประโยคก็ยังสมบูรณ์
เครื่องหมายจุลภาค (Comma) ไม่ต้องใส่คอมม่า ต้องใส่คอมม่าคั่นหัวท้ายเสมอ
การใช้คำว่า “That” สามารถใช้ That แทน Who หรือ Which ได้ ห้ามใช้ That เด็ดขาด ❌
ตัวอย่างคำนามด้านหน้า คำนามทั่วไป (the man, a book, the city) ชื่อเฉพาะ หรือมีเจ้าของ (Tony, Japan, My boss)

วิธีใช้ Relative Pronouns แต่ละตัวอย่างละเอียด

ตอนนี้เราทราบประเภทของประโยคขยายกันไปแล้ว สิ่งต่อมาที่ต้องเจาะลึกคือพระเอกของงาน นั่นก็คือกลุ่มคำเชื่อมที่เรียกว่า Relative Pronouns ครับ คำเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นกาวเชื่อมประโยค และในขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่เป็นประธาน กรรม หรือตัวแสดงความเป็นเจ้าของในประโยคย่อยนั้นๆ ด้วย

ข้อสอบส่วนใหญ่มักจะวัดความเข้าใจตรงจุดนี้แหละครับ ว่าเราสามารถเลือกกาวเชื่อมได้ถูกต้องตรงกับชนิดของคำนามที่ถูกขยายหรือไม่ การพก รวมคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ไว้เยอะๆ เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าใช้ตัวเชื่อมผิด โครงสร้างประโยคก็พังได้ครับ

อาจารย์จะแบ่งกลุ่มคำเชื่อมเหล่านี้ออกตามการนำไปใช้งาน เพื่อให้ทุกคนจำได้ง่ายขึ้นและนำไปประยุกต์ใช้ในการสอบหรือการทำงานได้ทันทีครับ

กลุ่มที่ใช้ขยายคำนามที่เป็น “คน” (Who, Whom, Whose)

เมื่อคำนามด้านหน้าเป็นคน เรามีตัวเลือกอยู่ 3 ตัวหลักครับ ซึ่งแต่ละตัวจะถูกเลือกใช้ตามหน้าที่ของคนๆ นั้นในประโยคย่อย (Relative Clause) ครับ

1. Who (คนที่, ผู้ซึ่ง): ใช้เมื่อคนที่ถูกขยายทำหน้าที่เป็น “ประธาน” (Subject) ของประโยคย่อย สังเกตง่ายๆ คือหลัง who จะต้องตามด้วยคำกริยา (Verb) ทันทีครับ

2. Whom (คนที่, ผู้ซึ่ง): ใช้เมื่อคนที่ถูกขยายทำหน้าที่เป็น “กรรม” (Object) ของประโยคย่อย นั่นคือคนๆ นั้นถูกกระทำ สังเกตได้จากหลัง whom จะต้องมีประธานตัวใหม่และกริยาตามมาครับ (ในภาษาพูดปัจจุบัน มักใช้ who แทน whom แต่ในภาษาเขียนหรือการสอบยังคงต้องแยกใช้อย่างเคร่งครัด)

3. Whose (ซึ่งของเขา, ที่…ของเขา): ใช้เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของครับ โดยหลัง whose จะต้องตามด้วยคำนามเสมอ เพื่อบอกว่าสิ่งของนั้นเป็นของคนข้างหน้า

The boy who broke the window is crying. (เดอะ บอย ฮู โบรค เดอะ วินโดว อิส ครายอิง.) เด็กผู้ชายคนที่ทำหน้าต่างแตกกำลังร้องไห้

The manager whom I respect is retiring soon. (เดอะ เมเนเจอร์ ฮูม ไอ รีสเปคท์ อิส รีไทร์ริง ซูน.) ผู้จัดการคนที่ฉันเคารพกำลังจะเกษียณเร็วๆ นี้

The girl whose hair is long is my sister. (เดอะ เกิร์ล ฮูส แฮร์ อิส ลอง อิส มาย ซิสเตอร์.) เด็กผู้หญิงคนที่ผมยาวคือพี่สาวของฉัน

Students who fail the test must take it again. (สติวเดนท์ส ฮู เฟล เดอะ เทสท์ มัสท์ เทค อิท อะเกน.) นักเรียนคนที่สอบตกต้องสอบใหม่อีกครั้ง

The man whose car was stolen called the police. (เดอะ แมน ฮูส คาร์ วอส สโตเลน คอลดฺ เดอะ โพลิส.) ผู้ชายคนที่รถของเขาถูกขโมยได้โทรแจ้งตำรวจ

กลุ่มที่ใช้ขยาย “สัตว์และสิ่งของ” (Which, That)

หากคำนามด้านหน้าไม่ใช่คน แต่เป็นสัตว์ สิ่งของ หรือความคิดนามธรรม เราจะเปลี่ยนมาใช้ Which หรือ That แทนครับ กลุ่มนี้จะจำง่ายกว่ากลุ่มคนตรงที่ไม่ต้องแยกรูปประธานหรือกรรม สามารถใช้ which รูปเดียวได้ทั้งสองหน้าที่เลยครับ

1. Which (ตัวที่, อันที่, ซึ่ง): ใช้ขยายสัตว์หรือสิ่งของ เป็นได้ทั้งประธานและกรรมในประโยคย่อย

2. That (ตัวที่, อันที่, คนที่): เป็นคำสารพัดประโยชน์ ใช้แทนได้ทั้ง Who, Whom, และ Which แต่มีข้อจำกัดร้ายแรงหนึ่งข้อคือ ใช้ได้เฉพาะใน Defining Relative Clause เท่านั้น ห้ามใช้ในประโยคที่มีเครื่องหมายคอมม่าคั่นเด็ดขาด

The dog which is barking loudly is hungry. (เดอะ ด็อก วิช อิส บาร์คคิง เลาด์ลี อิส ฮังกรี.) สุนัขตัวที่กำลังเห่าเสียงดังกำลังหิว

The computer that I bought yesterday is broken. (เดอะ คอมพิวเตอร์ แดท ไอ บอท เยสเตอร์เดย์ อิส โบรเคน.) คอมพิวเตอร์เครื่องที่ฉันซื้อเมื่อวานพังแล้ว

I read a book which explains quantum physics. (ไอ รีด อะ บุ๊ค วิช เอกซ์เพลนส์ ควอนตัม ฟิสิกส์.) ฉันอ่านหนังสือเล่มที่อธิบายเรื่องฟิสิกส์ควอนตัม

This is the ring that she loves most. (ดิส อิส เดอะ ริง แดท ชี เลิฟส โมสท์.) นี่คือแหวนวงที่เธอรักมากที่สุด

กลุ่มคำกริยาวิเศษณ์เชื่อม (Where, When, Why)

นอกจากสรรพนามเชื่อมแล้ว เรายังมี Relative Adverbs ที่ใช้ขยายสถานที่ เวลา และเหตุผลด้วยครับ คำกลุ่มนี้ทำให้ประโยคกระชับขึ้น เพราะมันเทียบเท่ากับการใช้ Preposition + which (เช่น in which, on which) ครับ

1. Where (ที่ซึ่ง): ขยายสถานที่ (มีความหมายเท่ากับ in/on/at which)

2. When (เมื่อ): ขยายคำนามบอกเวลา เช่น day, year, time (มีความหมายเท่ากับ in/on/at which)

3. Why (เหตุผลที่): ขยายคำว่า the reason (มีความหมายเท่ากับ for which)

This is the cafe where we first met. (ดิส อิส เดอะ คาเฟ่ แวร์ วี เฟิร์สท์ เมท.) นี่คือร้านกาแฟสถานที่ซึ่งเราพบกันครั้งแรก

I still remember the day when I graduated. (ไอ สติล รีเมมเบอร์ เดอะ เดย์ เวน ไอ แกรดจูเอทเทด.) ฉันยังคงจำวันที่ฉันเรียนจบได้

Tell me the reason why you are late. (เทล มี เดอะ รีซัน วาย ยู อาร์ เลท.) บอกเหตุผลที่ทำให้คุณมาสายมาสิ

The hotel where we stayed was fantastic. (เดอะ โฮเทล แวร์ วี สเตย์ด วอส แฟนแทสติก.) โรงแรมที่เราพักนั้นยอดเยี่ยมมาก

Relative Pronoun ใช้กับคำนามประเภทใด หน้าที่ในประโยคย่อย
Who คน ประธาน (ตามด้วยกริยา)
Whom คน กรรม (ตามด้วยประธาน+กริยา)
Whose คน / สัตว์ / สิ่งของ แสดงความเป็นเจ้าของ (ตามด้วยนาม)
Which สัตว์ / สิ่งของ ประธาน หรือ กรรม
That คน / สัตว์ / สิ่งของ (ห้ามมีคอมม่า) ประธาน หรือ กรรม

เทคนิคทำข้อสอบ TOEIC และการลดรูป (Reduced Relative Clause)

มาถึงส่วนที่สำคัญที่สุดสำหรับคนที่กำลังเตรียมตัว สอบ TOEIC ครับ ในข้อสอบพาร์ท Reading (Incomplete Sentences และ Text Completion) เรื่องประโยคส่วนขยายนี้มักจะมาในรูปแบบของ การลดรูปประโยค (Reduced Relative Clause) หรือที่เรียกว่า Participle Phrases ครับ

การลดรูปคือการตัดคำเชื่อม (เช่น who, which, that) และ Verb to be ทิ้งไป เพื่อให้ประโยคกระชับขึ้นและดูเป็นมืออาชีพมากขึ้นครับ ซึ่งการจะทำข้อสอบเรื่องนี้ได้ คุณต้องวิเคราะห์ให้ออกว่า คำนามที่ถูกขยายด้านหน้านั้น เป็น “ผู้กระทำกริยาเอง” หรือ “ถูกกระทำ”

อาจารย์จะสรุปหลักการพิจารณาการลดรูปออกเป็น 2 แนวทางหลัก ซึ่งเป็นจุดดักคะแนนที่พบบ่อยที่สุดในข้อสอบแกรมม่าทุกสนามครับ

การลดรูปประโยคแบบทำเอง (Present Participle / V.ing)

หากคำนามที่เป็นประธานของประโยคย่อย เป็นผู้กระทำกริยานั้นๆ ด้วยตัวเอง (Active Voice) กฎการลดรูปคือ ให้ตัด Relative Pronoun ทิ้ง และเปลี่ยนคำกริยาแท้ตัวนั้นให้อยู่ในรูป V.ing ครับ

แม้ว่าเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นในอดีต (Past Tense) ก็ตาม เมื่อทำการลดรูปแล้ว ก็ต้องเปลี่ยนเป็น V.ing เสมอครับ ห้ามเติม -ed เด็ดขาด นี่คือจุดที่หลายคนมักจะโดนหลอกในห้องสอบครับ

ตัวอย่างการลดรูปเมื่อประธานเป็นผู้กระทำเอง

ประโยคเต็ม: The man who stands at the door is our guard.
ลดรูป: The man standing at the door is our guard. (เดอะ แมน สแตนดิง แอท เดอะ ดอร์ อิส เอาเออร์ การ์ด.) ผู้ชายคนที่ยืนอยู่ที่ประตูคือยามของเรา

ประโยคเต็ม: Passengers who travel to Tokyo must proceed to Gate 5.
ลดรูป: Passengers traveling to Tokyo must proceed to Gate 5. (พาสเซนเจอร์ส แทรเวลลิง ทู โตเกียว มัสท์ โพรซีด ทู เกท ไฟฟ์.) ผู้โดยสารที่เดินทางไปโตเกียวต้องไปที่ประตู 5

การลดรูปประโยคแบบถูกกระทำ (Past Participle / V.3)

ในทางกลับกัน หากคำนามที่อยู่ด้านหน้าเป็น “ผู้ถูกกระทำ” (Passive Voice) ซึ่งในประโยคเต็มมักจะมีโครงสร้าง Verb to be + V.3 อยู่แล้ว กฎการลดรูปจะง่ายมากครับ คือให้ตัด Relative Pronoun และ Verb to be ทิ้งไปเลย และเหลือไว้แค่ V.3 โดดๆ

เมื่อเราเห็น V.3 วางอยู่หลังคำนามในข้อสอบ ให้ตระหนักไว้เสมอว่านั่นไม่ใช่กริยาแท้ของประโยคครับ แต่มันคือส่วนขยายที่ถูกลดรูปมาเพื่อบอกว่าคำนามนั้นถูกกระทำ

ตัวอย่างการลดรูปเมื่อประธานเป็นผู้ถูกกระทำ

ประโยคเต็ม: The report which was written by Anna is excellent.
ลดรูป: The report written by Anna is excellent. (เดอะ รีพอร์ท ริทเทน บาย แอนนา อิส เอกซ์เซลเลนท์.) รายงานที่ถูกเขียนโดยแอนนายอดเยี่ยมมาก

ประโยคเต็ม: The products that are made in this factory are exported.
ลดรูป: The products made in this factory are exported. (เดอะ โปรดักท์ส เมด อิน ดิส แฟคทอรี อาร์ เอกซ์พอร์ตเทด.) สินค้าที่ถูกผลิตในโรงงานนี้ถูกส่งออก

ข้อควรระวังและเทคนิคการตัดช้อยส์ในห้องสอบ

เวลาเจอประโยคยาวๆ ในข้อสอบ TOEIC ให้เริ่มจากการหา “กริยาแท้” (Main Verb) ของประโยคหลักให้เจอก่อนครับ หากประโยคมีกริยาแท้แล้ว ช่องว่างที่เหลือมักจะเป็นส่วนขยาย หากในตัวเลือกมีคำจำพวก V.ing หรือ V.3 ให้ตั้งข้อสงสัยไว้เลยว่าเป็นเรื่อง Reduced Relative Clause

เทคนิคการตัดช้อยส์คือ ให้ดูคำนามหน้าช่องว่าง ว่ามันมีชีวิตหรือไม่มีชีวิต ทำกริยานั้นเองได้หรือไม่ เช่น ถ้านามเป็น report (รายงาน) มันเขียนตัวเองไม่ได้แน่ๆ ต้องเป็นการ “ถูกเขียน” เราจึงต้องเลือกตัวเลือกที่เป็น V.3 เสมอครับ การใช้ตรรกะง่ายๆ แบบนี้จะช่วยประหยัดเวลาในห้องสอบได้มากครับ

สรุปประเด็นสำคัญ Key Takeaways

  • Relative Clause = อนุประโยคที่ทำหน้าที่ขยายคำนามด้านหน้าให้ชัดเจนขึ้น
  • Defining = ไม่มีคอมม่าคั่น ข้อมูลจำเป็น ขาดไม่ได้ (ใช้ That แทน Who/Which ได้)
  • Non-Defining = มีคอมม่ากั้น เป็นแค่ข้อมูลเสริม (ห้ามใช้ That เด็ดขาด)
  • 📌 Who/Whom/Whose = ใช้กับคน (ประธาน/กรรม/เจ้าของ ตามลำดับ)
  • ⚠️ Reduced Form = ลดรูปประโยคได้ 2 แบบคือ V.ing (ทำกริยาเอง) และ V.3 (ถูกกระทำ)

Mini Quiz ทดสอบความเข้าใจ

1. The company ________ produces these electronic devices is located in Japan.
A) who
B) whose
C) which

2. Any employees ________ to take a leave of absence must fill out this form.
A) wish
B) wishing
C) wished

👉 ดูเฉลยพร้อมคำอธิบายได้ที่ท้ายบทความหลังส่วนคำถามที่พบบ่อย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. เราสามารถละหรือตัด Relative Pronoun ทิ้งไปเลยโดยไม่ต้องเปลี่ยนกริยาได้ไหม?

ทำได้ครับ ในกรณีที่ Relative Pronoun ตัวนั้นทำหน้าที่เป็น “กรรม” ของประโยคย่อย (เช่น Whom, Which, That) เราสามารถตัดคำเชื่อมทิ้งได้เลยในภาษาพูดทั่วไป เช่น The man (whom) I met is a doctor. แต่ถ้าคำเชื่อมนั้นทำหน้าที่เป็นประธาน จะห้ามตัดทิ้งเด็ดขาดเว้นแต่จะใช้กฎการลดรูป (V.ing/V.3) ครับ

2. Whose ใช้กับสิ่งของได้หรือไม่ หรือใช้ได้เฉพาะกับคน?

Whose สามารถใช้แสดงความเป็นเจ้าของให้กับสิ่งของหรือสัตว์ได้ด้วยครับ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนเสมอไป เช่น The house whose roof is red is mine. (บ้านหลังที่หลังคาของมันมีสีแดงเป็นของฉัน) โครงสร้างนี้ใช้ได้และเป็นทางการครับ

3. Preposition ที่มากับ Relative Clause ควรวางไว้ตรงไหน?

ในภาษาพูด เรามักจะทิ้ง Preposition ไว้ท้ายประโยคย่อยครับ เช่น The room which we are in. แต่ในภาษาเขียนที่เป็นทางการ เราจะดึง Preposition มาวางไว้หน้าคำเชื่อมครับ กลายเป็น The room in which we are. (หมายเหตุ: ห้ามดึงมาวางหน้า That เด็ดขาด)

4. ทำไมหลังเครื่องหมายคอมม่า (,) ถึงห้ามใช้ That?

มันเป็นกฎทางไวยากรณ์ภาษาอังกฤษที่กำหนดไว้เพื่อป้องกันความสับสนครับ อนุประโยคที่มีคอมม่ากั้น (Non-Defining) ถือเป็นข้อมูลแทรกที่ไม่จำเป็น ดังนั้นภาษาอังกฤษจึงบังคับให้ใช้ตัวเชื่อมที่ชัดเจนไปเลยว่ากำลังแทรกเรื่องคน (Who/Whom) หรือสิ่งของ (Which) โดยไม่อนุญาตให้ใช้ That ซึ่งเป็นคำเชื่อมแบบครอบจักรวาลครับ

5. มีจุดสังเกตอย่างไรว่าเมื่อไหร่ควรใช้ Who และเมื่อไหร่ควรใช้ Whom?

วิธีสังเกตง่ายๆ คือให้ดูคำที่ตามหลังช่องว่างครับ ถ้าหลังช่องว่างเป็นคำกริยา (Verb) แสดงว่าช่องว่างนั้นขาดประธาน ต้องเติม Who แต่ถ้าหลังช่องว่างมีประธานและกริยาอยู่แล้ว (Subject + Verb) แสดงว่าช่องว่างนั้นทำหน้าที่เป็นกรรม ต้องเติม Whom ครับ

✅ เฉลยและบทวิเคราะห์จากอาจารย์ต้นอมร:

ข้อ 1 ตอบ C) which
วิเคราะห์: คำนามที่อยู่ด้านหน้าช่องว่างคือ The company (บริษัท) ซึ่งถือเป็นสิ่งของ/นิติบุคคล ไม่ใช่คน ดังนั้นเราจึงตัดข้อ A (who) ทิ้งได้เลย และเนื่องจากหลังช่องว่างคือคำกริยา produces เราจึงต้องการคำเชื่อมที่ทำหน้าที่เป็นประธาน นั่นคือ which ครับ ส่วน whose ต้องตามด้วยคำนามเสมอ

ข้อ 2 ตอบ B) wishing
วิเคราะห์: ประโยคนี้ทดสอบเรื่องการลดรูป (Reduced Relative Clause) ครับ ประโยคมีกริยาแท้คือ must fill out ไปแล้ว ดังนั้นช่องว่างตรงนี้ต้องเป็นส่วนขยาย เมื่อพิจารณาคำนาม employees (พนักงาน) พนักงานสามารถประสงค์ (wish) ได้ด้วยตัวเอง (Active Voice) จึงต้องลดรูปโดยการเติม -ing กลายเป็น wishing ครับ โครงสร้างเต็มคือ Any employees who wish…

🌐 บทความ:ดูบทเรียนทั้งหมดที่ เรียนภาษาอังกฤษฟรี โดย อ.ต้นอมร
📺 วิดีโอ:ฟรี! รวมคอร์สวิดีโอ เรียนภาษาอังกฤษ กับ อาจารย์ต้นอมร
อาจารย์ต้นอมร
รู้จักกับผู้เขียน (About the Author)

อาจารย์อมร เชิงรุ่งโรจน์ (อ.ต้นอมร)
PhD Student (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน) อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษและ Digital Marketing มุ่งเน้นการถ่ายทอดความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้เรียน โดยบูรณาการความรู้ด้าน ภาษาอังกฤษ, AI และความเป็นผู้ประกอบการ เข้าด้วยกันอย่างลงตัว

อาจารย์ต้นอมร
รู้จักกับผู้เขียน (About the Author)

อาจารย์อมร เชิงรุ่งโรจน์ (อ.ต้นอมร)
PhD Student (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน) อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษและ Digital Marketing มุ่งเน้นการถ่ายทอดความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้เรียน โดยบูรณาการความรู้ด้าน ภาษาอังกฤษ, AI และความเป็นผู้ประกอบการ เข้าด้วยกันอย่างลงตัว