สรุป Reported Speech คืออะไร กฎการเปลี่ยน Tense และทริคสอบ TOEIC | อ.ต้นอมร

เคยไหมครับเวลาที่มีคนฝากข้อความมาบอกเพื่อนอีกคน แล้วเราไม่รู้ว่าจะเอาคำพูดนั้นมาเล่าต่อเป็นภาษาอังกฤษอย่างไรให้ถูกหลักไวยากรณ์และไม่สับสนเรื่องเวลา ในบทความนี้ อาจารย์ต้นอมร จะพาไปเจาะลึก Reported Speech กฎการเปลี่ยนประโยคแบบหมดเปลือก เพื่อให้คุณสื่อสารได้อย่างมั่นใจครับ
- Reported Speech (หรือ Indirect Speech) คือการนำคำพูดของผู้อื่นมาเล่าใหม่โดยปรับเปลี่ยนโครงสร้างให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันของผู้เล่า
- หัวใจสำคัญคือการถอย Tense (Backshift) กลับไปในอดีต 1 ก้าวเสมอ เมื่อกริยานำ (Reporting Verb) เป็นรูปอดีต
- ต้องระมัดระวังการเปลี่ยนสรรพนาม (Pronoun) และคำระบุเวลา/สถานที่ ให้สอดคล้องกับมุมมองของผู้ที่กำลังเล่าเรื่อง
- ในข้อสอบมักจะหลอกโครงสร้างประโยคคำถามที่ถูกนำมาเล่าใหม่ ซึ่งต้องเปลี่ยนกลับให้เรียงแบบประโยคบอกเล่าเสมอ
ทำความเข้าใจ Reported Speech คืออะไร
ในการสื่อสารภาษาอังกฤษชีวิตประจำวัน เราหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะต้องพูดถึงสิ่งที่บุคคลอื่นเคยกล่าวไว้ ไม่ว่าจะเป็นการประชุมงาน การซุบซิบนินทา หรือการถ่ายทอดคำสั่ง Reported Speech จึงเป็นหนึ่งในโครงสร้างที่ถูกใช้งานบ่อยที่สุด และเป็นตัวชี้วัดความคล่องแคล่วในการใช้ภาษาอังกฤษของผู้พูดได้เป็นอย่างดีครับ
หลายคนที่เพิ่งเริ่ม ปูพื้นฐานภาษาอังกฤษ มักจะมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องยากเพราะมีกฎเกณฑ์ที่ต้องท่องจำมากมาย ทั้งเรื่องการเปลี่ยนเวลา การผันกริยา และการสลับตำแหน่งคำ แต่จากประสบการณ์ที่อาจารย์สอนมา หากเราเข้าใจบริบทและจำลองสถานการณ์ให้เห็นภาพ ตรรกะของไวยากรณ์เรื่องนี้จะดูสมเหตุสมผลและจำง่ายขึ้นมากครับ
ก่อนที่เราจะไปท่องจำกฎเกณฑ์ที่ซับซ้อน อาจารย์อยากให้ทุกคนปรับมุมมองและทำความเข้าใจถึงความแตกต่างของรูปแบบประโยคกันก่อนครับ เพื่อให้เราสามารถเลือกใช้เครื่องมือทางภาษาได้ตรงกับจุดประสงค์ของการสื่อสารมากที่สุด
ความแตกต่างระหว่าง Direct และ Indirect Speech
ภาษาอังกฤษแบ่งวิธีการยกคำพูดของคนอื่นออกเป็น 2 รูปแบบหลักครับ แบบแรกคือ Direct Speech (ประโยคคำพูดตรง) ซึ่งเป็นการยกคำพูดของเขามาแบบเป๊ะๆ ทุกตัวอักษรโดยไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย สัญลักษณ์ที่เด่นชัดคือการใช้เครื่องหมายอัญประกาศหรือเครื่องหมายคำพูด (Quotation marks) ครอบข้อความนั้นไว้ครับ
แบบที่สองคือ Indirect Speech หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า Reported Speech ครับ แบบนี้คือการที่เราฟังคำพูดของเขามา แล้วนำมาเรียบเรียงใหม่ผ่านปากของเราเอง เครื่องหมายอัญประกาศจะหายไป และสรรพนามรวมถึงกาลเวลาภายในประโยคจะถูกปรับเปลี่ยนให้เข้ากับผู้เล่าในขณะนั้นครับ
ลองนึกภาพตามนะครับ ถ้าจอห์นพูดกับคุณเมื่อวานว่า “ฉันหิว” ถ้าคุณใช้ Direct Speech คุณจะต้องเล่าว่า จอห์นพูดว่า “ฉันหิว” แต่ถ้าใช้ Indirect Speech คุณจะเล่าอย่างเป็นธรรมชาติว่า จอห์นบอกว่าเขาหิว การเปลี่ยน “ฉัน” เป็น “เขา” นี่แหละครับคือหัวใจสำคัญ
John said, “I like pizza.” (จอห์น เซด, “ไอ ไลค์ พิซซา.”) จอห์นพูดว่า “ฉันชอบพิซซ่า”
John said that he liked pizza. (จอห์น เซด แดท ฮี ไลค์ด พิซซา.) จอห์นพูดว่าเขาชอบพิซซ่า
Mary said, “I am reading a book.” (แมรี เซด, “ไอ แอม รีดดิง อะ บุ๊ค.”) แมรี่พูดว่า “ฉันกำลังอ่านหนังสือ”
Mary said that she was reading a book. (แมรี เซด แดท ชี วอส รีดดิง อะ บุ๊ค.) แมรี่บอกว่าเธอกำลังอ่านหนังสือ
ทำไมเราถึงต้องใช้ Reported Speech
เหตุผลหลักที่เราต้องเรียนรู้โครงสร้างนี้ ก็เพื่อความเป็นธรรมชาติและความเป็นทางการในการสื่อสารครับ ในการเขียนบทความเชิงวิชาการ การทำรายงานการประชุม หรือแม้แต่การเล่าข่าว การใช้เครื่องหมายคำพูดตลอดเวลาจะทำให้เนื้อหาดูอ่านยากและขาดความเชื่อมโยงครับ
นอกจากนี้ การที่เรานำคำพูดมาสรุปและเรียบเรียงใหม่ ยังช่วยให้ผู้ฟังในปัจจุบันเข้าใจสถานการณ์ได้ดีกว่า เพราะผู้ฟังอาจจะไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ดั้งเดิม การปรับเปลี่ยนคำบอกเวลา (เช่น เปลี่ยนจาก ‘พรุ่งนี้’ เป็น ‘วันถัดไป’) จะช่วยป้องกันความสับสนเรื่องช่วงเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ
สำหรับในโลกของการทำงาน การใช้ ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ ในส่วนนี้ได้ถูกต้อง จะช่วยยกระดับความเป็นมืออาชีพของคุณขึ้นไปอีกขั้น โดยเฉพาะเมื่อต้องสื่อสารกับลูกค้าหรือผู้บริหารที่ต้องการความชัดเจนของข้อมูลครับ
She said, “I will call you tomorrow.” (ชี เซด, “ไอ วิล คอล ยู ทูมอร์โรว.”) เธอพูดว่า “ฉันจะโทรหาคุณพรุ่งนี้”
She said that she would call me the next day. (ชี เซด แดท ชี วูด คอล มี เดอะ เนกซ์ท เดย์.) เธอบอกว่าเธอจะโทรหาฉันในวันถัดไป
The manager said, “We need to finish this project.” (เดอะ เมเนเจอร์ เซด, “วี นีด ทู ฟินิช ดิส โปรเจกต์.”) ผู้จัดการพูดว่า “พวกเราต้องทำโปรเจกต์นี้ให้เสร็จ”
The manager stated that they needed to finish that project. (เดอะ เมเนเจอร์ สเตทเตด แดท เดย์ นีดเดด ทู ฟินิช แดท โปรเจกต์.) ผู้จัดการกล่าวว่าพวกเขาต้องทำโปรเจกต์นั้นให้เสร็จ
ส่วนประกอบหลักของประโยครายงาน
โครงสร้างของประโยคที่ใช้รายงานคำพูดจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักเสมอครับ ส่วนแรกเรียกว่า Reporting Clause หรือประโยคนำ ซึ่งจะมีประธานและ Reporting Verb (คำกริยาที่ใช้รายงาน เช่น say, tell, ask) ทำหน้าที่เป็นตัวเปิดเรื่องครับ
ส่วนที่สองคือ Reported Clause หรือประโยคที่ถูกนำมาเล่าใหม่ ซึ่งจะตามหลังคำว่า ‘that’ (ในกรณีที่เป็นประโยคบอกเล่า) โดยในส่วนนี้แหละครับที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภายในทั้งหมด ทั้งเรื่อง Tense และ Pronoun อย่างที่อาจารย์ได้กล่าวไป
การแยกสองส่วนนี้ให้ออกเป็นสิ่งที่สำคัญมากครับ เพราะ Tense ใน Reporting Clause (ส่วนนำ) จะเป็นตัวกำหนดว่าเราจำเป็นต้องเปลี่ยน Tense ใน Reported Clause (ส่วนที่ถูกเล่า) หรือไม่ หากประโยคนำเป็นอดีต (said) ข้างในก็ต้องถอยเป็นอดีตตามครับ
He told me that he was tired. (ฮี โทลด มี แดท ฮี วอส ไทร์ด.) เขาบอกฉันว่าเขาเหนื่อย
They announced that the flight was delayed. (เดย์ อะนาวน์ซด แดท เดอะ ไฟลท์ วอส ดีเลย์ด.) พวกเขาประกาศว่าเที่ยวบินล่าช้า
She admitted that she had made a mistake. (ชี แอดมิทเตด แดท ชี แฮด เมด อะ มิสเทค.) เธอยอมรับว่าเธอทำผิดพลาดไปแล้ว
He explained that the software was updating. (ฮี เอกซ์เพลนด แดท เดอะ ซอฟต์แวร์ วอส อัพเดททิง.) เขาอธิบายว่าซอฟต์แวร์กำลังอัปเดตอยู่
โครงสร้างและมิติของ Reported Speech แบบ 3D
เมื่อเราเข้าใจส่วนประกอบแล้ว ตอนนี้เราจะมาเจาะลึกวิธีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างในแต่ละประเภทประโยคกันครับ เพราะการรายงานประโยคบอกเล่าย่อมมีกฎเกณฑ์ที่ต่างจากการรายงานประโยคคำถามหรือประโยคคำสั่ง
เพื่อไม่ให้ทุกคนสับสน อาจารย์จะขอจำแนกวิธีการใช้งานผ่านโครงสร้าง 3 มิติ เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพรวมและสามารถนำไป แต่งประโยคภาษาอังกฤษ ได้อย่างถูกต้องแม่นยำและเป็นธรรมชาติครับ
เราลองมาวิเคราะห์มิติต่างๆ ของไวยากรณ์เรื่องนี้ไปพร้อมๆ กันเลยครับ
- 📐 มิติด้านโครงสร้าง (Form): การเชื่อมประโยคหลักและประโยครองเข้าด้วยกัน โดยมีการปรับเปลี่ยน Tense ให้เป็นอดีตลงหนึ่งขั้น (Backshift) การสลับสรรพนามตามมุมมองผู้พูด และการปรับคำขยายเวลาและสถานที่
- 🔍 มิติด้านความหมาย (Meaning): สื่อสารถึงข้อความ ข้อมูล หรือคำถามที่เกิดขึ้นในอดีต โดยนำมาเรียบเรียงใหม่เพื่อถ่ายทอดให้บุคคลที่สามฟังอย่างสมเหตุสมผลในบริบทปัจจุบัน
- 🗣️ มิติด้านการนำไปใช้ (Use): ใช้เพื่อสรุปใจความสำคัญ ถ่ายทอดคำสั่ง นินทา เล่าข่าว หรืออ้างอิงคำพูดของบุคคลอื่นในสถานการณ์ที่เป็นทางการและกึ่งทางการ
การรายงานประโยคบอกเล่า (Statements)
การรายงานประโยคบอกเล่าถือเป็นพื้นฐานที่พบบ่อยที่สุดครับ เรามักจะใช้กริยานำอย่าง ‘say’ หรือ ‘tell’ เป็นหลัก จุดที่ต้องระวังคือ ถ้าใช้ ‘tell’ จะต้องมีกรรมมารับเสมอ (เช่น told me, told him) แต่ถ้าใช้ ‘say’ ไม่จำเป็นต้องมีกรรมรับครับ หรือถ้าจะมีกรรมต้องมี ‘to’ คั่น (เช่น said to me)
ในการเชื่อมประโยค เราจะนิยมใช้คำว่า ‘that’ (ที่แปลว่า ‘ว่า’) มาคั่นตรงกลางครับ แต่ในภาษาพูดทั่วไปหรือในสถานการณ์ที่ไม่เป็นทางการ เราสามารถละคำว่า ‘that’ ทิ้งไปได้เลยโดยที่ความหมายยังคงสมบูรณ์เหมือนเดิมครับ
สิ่งที่ต้องโฟกัสเมื่อทำประโยคบอกเล่าคือการเปลี่ยน Tense ให้ถูกต้องตามกฎการถอยหลัง (ซึ่งอาจารย์จะสรุปเป็นตารางให้ในหัวข้อถัดไปครับ)
Direct: “I work in a bank,” he said. (ไดเรกท: “ไอ เวิร์ค อิน อะ แบงค์,” ฮี เซด.) ประโยคตรง: “ฉันทำงานในธนาคาร” เขาพูด
Indirect: He said that he worked in a bank. (อินไดเรกท: ฮี เซด แดท ฮี เวิร์คด อิน อะ แบงค์.) ประโยครายงาน: เขาพูดว่าเขาทำงานในธนาคาร
Direct: She said to me, “I am happy.” (ไดเรกท: ชี เซด ทู มี, “ไอ แอม แฮปปี.”) ประโยคตรง: เธอพูดกับฉันว่า “ฉันมีความสุข”
Indirect: She told me that she was happy. (อินไดเรกท: ชี โทลด มี แดท ชี วอส แฮปปี.) ประโยครายงาน: เธอบอกฉันว่าเธอมีความสุข
การรายงานประโยคคำถาม (Questions)
นี่คือจุดปราบเซียนที่ทำให้หลายคนพลาดคะแนนสอบมานักต่อนักครับ กฎเหล็กของการรายงานประโยคคำถามคือ ต้องเปลี่ยนโครงสร้างคำถามให้กลับมาเป็นโครงสร้างบอกเล่าเสมอ นั่นหมายความว่า กริยาช่วย (Do, Does, Did) จะถูกตัดทิ้ง และประธานจะต้องกลับมาอยู่หน้าคำกริยาครับ
เราสามารถแบ่งประโยคคำถามออกเป็น 2 แบบครับ แบบแรกคือ Yes/No Questions (คำถามที่ตอบใช่/ไม่ใช่) เมื่อนำมาเล่าใหม่ เราจะใช้คำเชื่อม ‘if’ หรือ ‘whether’ (แปลว่า ‘ว่า…หรือไม่’) มาเป็นตัวเชื่อมประโยคครับ
แบบที่สองคือ Wh- Questions (คำถามที่ขึ้นต้นด้วย What, Where, When, Why, How) สำหรับแบบนี้ เราสามารถดึงคำขึ้นต้นเหล่านั้นมาเป็นตัวเชื่อมประโยคได้เลยโดยไม่ต้องใส่ ‘that’ หรือ ‘if’ เข้ามาแทรกครับ และอย่าลืมจบประโยคด้วยจุด Full stop เสมอนะครับ ห้ามใส่เครื่องหมายคำถาม
Direct: He asked, “Are you hungry?” (ไดเรกท: ฮี อาสคด, “อาร์ ยู ฮังกรี?”) ประโยคตรง: เขาถามว่า “คุณหิวไหม?”
Indirect: He asked me if I was hungry. (อินไดเรกท: ฮี อาสคด มี อิฟ ไอ วอส ฮังกรี.) ประโยครายงาน: เขาถามฉันว่าฉันหิวหรือไม่
Direct: She asked, “Where do you live?” (ไดเรกท: ชี อาสคด, “แวร์ ดู ยู ลีฟ?”) ประโยคตรง: เธอถามว่า “คุณอาศัยอยู่ที่ไหน?”
Indirect: She asked me where I lived. (อินไดเรกท: ชี อาสคด มี แวร์ ไอ ลีฟด.) ประโยครายงาน: เธอถามฉันว่าฉันอาศัยอยู่ที่ไหน
การรายงานประโยคคำสั่งและขอร้อง (Commands & Requests)
สำหรับการนำประโยคคำสั่งหรือประโยคขอร้องมาเล่าใหม่นั้น โครงสร้างจะง่ายกว่าสองแบบแรกมากครับ เพราะเราไม่ต้องปวดหัวกับการถอย Tense เลย เราเพียงแค่เปลี่ยนคำกริยาในประโยคคำสั่งให้กลายเป็น Infinitive with ‘to’ เท่านั้นเองครับ
กริยานำที่เรามักใช้รายงานประโยคประเภทนี้ได้แก่ tell (บอกสั่ง), order (ออกคำสั่ง), ask (ขอร้อง), หรือ advise (แนะนำ) ครับ โครงสร้างพื้นฐานคือ Verb + Object + to + V.infinitive
หากคำสั่งนั้นเป็นคำสั่งห้าม หรือประโยคปฏิเสธ (เช่น ขึ้นต้นด้วย Don’t) เราเพียงแค่เติมคำว่า ‘not’ ไว้หน้าคำว่า ‘to’ ครับ กลายเป็นโครงสร้าง not to + V.infinitive ครับ
Direct: The teacher said, “Stand up.” (ไดเรกท: เดอะ ทีชเชอร์ เซด, “สแตนด์ อัพ.”) ประโยคตรง: ครูสั่งว่า “ยืนขึ้น”
Indirect: The teacher told us to stand up. (อินไดเรกท: เดอะ ทีชเชอร์ โทลด อัส ทู สแตนด์ อัพ.) ประโยครายงาน: ครูสั่งให้พวกเรายืนขึ้น
Direct: He said, “Please help me.” (ไดเรกท: ฮี เซด, “พลีส เฮลพ มี.”) ประโยคตรง: เขาพูดว่า “โปรดช่วยฉันด้วย”
Indirect: He asked me to help him. (อินไดเรกท: ฮี อาสคด มี ทู เฮลพ ฮิม.) ประโยครายงาน: เขาขอร้องให้ฉันช่วยเขา
Direct: Mother said, “Don’t touch the stove.” (ไดเรกท: มาเธอร์ เซด, “โดนท์ ทัช เดอะ สโตฟ.”) ประโยคตรง: แม่บอกว่า “อย่าจับเตา”
Indirect: Mother warned me not to touch the stove. (อินไดเรกท: มาเธอร์ วอร์นด มี นอท ทู ทัช เดอะ สโตฟ.) ประโยครายงาน: แม่เตือนฉันไม่ให้จับเตา
คำถามที่มักจะพบในห้องเรียนคือ “เราต้องใส่คำว่า that เสมอไหมเวลาเขียนตอบ?” จากประสบการณ์ที่อาจารย์สอนมา หากเป็นการสอบข้อเขียนเชิงวิชาการ อาจารย์แนะนำให้ใส่คำว่า that เสมอครับ เพื่อให้ประโยคมีโครงสร้างที่ชัดเจนและเป็นทางการ แต่ถ้าเป็นพาร์ทการฟังหรือบทสนทนา การละ that ทิ้งไปจะทำให้คุณดูเหมือนเจ้าของภาษามากกว่าครับ
กฎเหล็ก 3 ข้อในการเปลี่ยน Direct เป็น Indirect Speech
มาถึงหัวใจหลักของบทความนี้แล้วครับ การจะเขียนหรือพูดประโยครายงานได้อย่างไร้ที่ตินั้น คุณต้องจำและประยุกต์ใช้กฎเหล็ก 3 ข้อนี้ให้ได้ ซึ่งอาจารย์จะแยกตารางมาให้เห็นชัดๆ เพื่อป้องกันความสับสน
กฎเหล่านี้คือการจำลองสถานการณ์จริงครับ ลองคิดภาพตามว่าเวลาเปลี่ยนไป สถานที่เปลี่ยนไป และคนที่กำลังพูดก็เปลี่ยนไป ดังนั้นคำศัพท์ที่ใช้ระบุสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ก็ต้องถูกเปลี่ยนตามให้สมเหตุสมผลด้วยครับ
การฝึกฝนและท่องจำตารางเหล่านี้ควบคู่ไปกับการสะสม รวมคำศัพท์ภาษาอังกฤษ จะช่วยให้คุณประมวลผลกฎต่างๆ ในสมองได้เร็วขึ้นโดยไม่ต้องคิดนานครับ
กฎข้อที่ 1 การเปลี่ยนสรรพนาม (Pronouns)
กฎข้อแรกคือการเปลี่ยนมุมมอง (Point of View) ครับ เมื่อเรานำคำพูดของคนอื่นมาเล่า เราต้องเปลี่ยนสรรพนามบุรุษที่ 1 (I, we) และบุรุษที่ 2 (you) ให้กลายเป็นบุรุษที่ 3 (he, she, they) หรือเปลี่ยนให้ตรงกับตัวผู้เล่าในขณะนั้นครับ
นอกจากสรรพนามรูปประธานแล้ว อย่าลืมเปลี่ยนสรรพนามรูปกรรม (me, us) และคำแสดงความเป็นเจ้าของ (my, our) ให้สอดคล้องกันทั้งประโยคด้วยนะครับ นี่คือจุดที่หลายคนมักจะเผลอเปลี่ยนแค่ประธานแต่ลืมเปลี่ยนกรรมด้านหลัง
ลองศึกษาตารางแนวทางการเปลี่ยนสรรพนามที่พบบ่อยด้านล่างนี้ครับ
| สรรพนามใน Direct Speech | เปลี่ยนเป็น Indirect Speech (โดยประมาณ) |
|---|---|
| I (ฉัน) | he / she (เขา / เธอ) |
| we (พวกเรา) | they (พวกเขา) |
| my (ของฉัน) | his / her (ของเขา / ของเธอ) |
| you (คุณ – ประธาน) | I / he / she / they (ขึ้นอยู่กับว่าใครกำลังฟัง) |
กฎข้อที่ 2 การถอย Tense (Tense Backshift)
กฎข้อที่สองคือหัวใจที่แท้จริงของ Reported Speech ครับ หลักการคือ “เมื่อกริยานำเป็นอดีต (เช่น said, told) เหตุการณ์ที่ถูกเล่าก็จะต้องกลายเป็นอดีตตามไปด้วย” เราเรียกกระบวนการนี้ว่า Tense Backshift หรือการถอย Tense ถอยหลังไป 1 ก้าวเสมอ
การถอย Tense ทำได้ง่ายๆ ครับ จาก Present (ปัจจุบัน) ถอยเป็น Past (อดีต), จาก Past (อดีต) ถอยเป็น Past Perfect (อดีตสมบูรณ์) และถ้าเป็น Past Perfect อยู่แล้วก็ไม่ต้องถอยแล้วครับ เพราะมันย้อนไปสุดทางของเวลาแล้ว
รวมถึงกริยาช่วย (Modal Verbs) ก็ต้องถูกถอยด้วยครับ เช่น will กลายเป็น would, can กลายเป็น could, may กลายเป็น might เป็นต้น
| Tense ดั้งเดิม (Direct Speech) | ถอยหลังเป็น (Indirect Speech) |
|---|---|
| Present Simple (V.1) | Past Simple (V.2) |
| Present Continuous (is/am/are + V.ing) | Past Continuous (was/were + V.ing) |
| Past Simple (V.2) | Past Perfect (had + V.3) |
| Present Perfect (have/has + V.3) | Past Perfect (had + V.3) |
| will / can / may | would / could / might |
กฎข้อที่ 3 การเปลี่ยนคำบอกเวลาและสถานที่ (Time and Place)
กฎข้อสุดท้ายคือการปรับบริบทรอบด้านครับ ในเมื่อเวลาที่คนพูดประโยคแรกสุดกับเวลาที่เราเอามาเล่าต่อมันไม่ใช่เวลาเดียวกัน คำว่า “วันนี้” หรือ “พรุ่งนี้” ย่อมต้องถูกปรับเปลี่ยนให้ถูกต้องตามความเป็นจริงครับ
เช่นเดียวกันกับคำบอกสถานที่ครับ คำว่า “ที่นี่” (here) เมื่อเราเดินออกมาเล่าให้เพื่อนฟังที่อื่น มันก็ต้องกลายเป็น “ที่นั่น” (there) ไปโดยปริยาย การเปลี่ยนกลุ่มคำเหล่านี้จะทำให้ประโยครายงานของเราดูมีความเป็นเจ้าของภาษาและไร้ที่ติครับ
ตารางด้านล่างคือคำศัพท์ที่มักจะต้องแปลงร่างเสมอเมื่ออยู่ในโครงสร้าง Indirect Speech ครับ
| คำระบุเวลา/สถานที่ใน Direct Speech | เปลี่ยนเป็น (Indirect Speech) |
|---|---|
| now (ตอนนี้) | then (ตอนนั้น) |
| today (วันนี้) | that day (วันนั้น) |
| tomorrow (พรุ่งนี้) | the next day / the following day (วันถัดไป) |
| yesterday (เมื่อวาน) | the day before / the previous day (วันก่อนหน้า) |
| here (ที่นี่) / this (สิ่งนี้) | there (ที่นั่น) / that (สิ่งนั้น) |
ข้อยกเว้นและเทคนิคการทำข้อสอบ TOEIC เรื่อง Reported Speech
สำหรับใครที่กำลังเตรียมตัว สอบ TOEIC เรื่องประโยครายงานนี้ถือเป็นหัวข้อหลักที่มักโผล่มาทดสอบไวยากรณ์ของเราในพาร์ท Reading เสมอครับ แต่ข้อสอบระดับสากลมักจะไม่ถามกฎตรงๆ แข็งๆ เสมอไป บางครั้งก็หยิบเอา ‘ข้อยกเว้น’ มาทดสอบความแม่นยำของเราครับ
ในภาษาอังกฤษ กฎทุกข้อล้วนมีข้อยกเว้นครับ หากเราไม่รู้ข้อยกเว้นเหล่านี้ เราอาจจะเผลอไปถอย Tense จนผิดความหมายได้ ดังนั้นอาจารย์จะรวบรวมเทคนิคที่ใช้ทำคะแนนในห้องสอบมาให้ทุกคนดูกันครับ
การเข้าใจข้อยกเว้นและจุดดักจับคะแนนจะช่วยลดระยะเวลาในการวิเคราะห์ตัวเลือกในห้องสอบได้อย่างเห็นผลครับ
กรณีที่ไม่ต้องถอย Tense กลับ
อย่างที่อาจารย์บอกว่าหัวใจหลักคือการถอย Tense แต่ช้าก่อนครับ! มีอยู่ 2 กรณีหลักๆ ที่เรา ห้ามถอย Tense เด็ดขาด กรณีแรกคือเมื่อประโยคนำ (Reporting Verb) อยู่ในรูปปัจจุบันหรืออนาคต (เช่น says, is telling, will say) หากเป็นเช่นนี้ ประโยคข้างในให้คง Tense เดิมไว้ทั้งหมดครับ
กรณีที่สองคือ เมื่อข้อความที่นำมาเล่าเป็น “ความจริงทางวิทยาศาสตร์” “สัจธรรม” หรือ “ความจริงในปัจจุบันที่ยังไม่เปลี่ยนแปลง” แม้ว่าประโยคนำจะเป็นอดีต (said) แต่ประโยคข้างในก็ต้องคงรูป Present Simple ไว้ตามเดิมครับ เพื่อยืนยันว่าสิ่งนั้นยังคงเป็นจริงอยู่
ลองเปรียบเทียบตัวอย่างเหล่านี้กับกฎทั่วไปดูนะครับ
Direct: He says, “I am busy.” (ไดเรกท: ฮี เซย์ส, “ไอ แอม บิซี.”) ประโยคตรง: เขาพูด (ตอนปัจจุบัน) ว่า “ฉันยุ่ง”
Indirect: He says that he is busy. (อินไดเรกท: ฮี เซย์ส แดท ฮี อิส บิซี.) ประโยครายงาน: เขาพูดว่าเขากำลังยุ่ง (ไม่ต้องถอย tense เพราะ says เป็นปัจจุบัน)
Direct: The teacher said, “Water boils at 100 degrees.” (ไดเรกท: เดอะ ทีชเชอร์ เซด, “วอเทอร์ บอยล์ส แอท วันฮันเดรด ดีกรีส.”) ประโยคตรง: ครูบอกว่า “น้ำเดือดที่ 100 องศา”
Indirect: The teacher said that water boils at 100 degrees. (อินไดเรกท: เดอะ ทีชเชอร์ เซด แดท วอเทอร์ บอยล์ส แอท วันฮันเดรด ดีกรีส.) ประโยครายงาน: ครูบอกว่าน้ำเดือดที่ 100 องศา (ไม่ถอย tense เพราะเป็นความจริงวิทยาศาสตร์)
จุดหลอกและเทคนิคตัดช้อยส์ในข้อสอบ
ในข้อสอบแบบเลือกตอบ (Multiple Choice) จุดที่กรรมการมักจะนำมาหลอกบ่อยที่สุดคือการเรียงลำดับคำ (Word Order) ในประโยคคำถามแบบ Indirect Speech ครับ ผู้เข้าสอบมักจะเผลอเรียงประโยคเป็น ‘Wh-word + กริยาช่วย + ประธาน’ ซึ่งผิดหลักการอย่างรุนแรงครับ
เทคนิคการตัดช้อยส์เมื่อเจอข้อสอบแนวนี้คือ เมื่อคุณเห็นคำว่า asked หรือ inquired ให้มองหาตัวเลือกที่เรียงโครงสร้างเป็น ‘Wh-word (หรือ if/whether) + ประธาน + กริยา’ เท่านั้นครับ ตัวเลือกไหนที่มี do, does, did โผล่มาด้านหลังคำเชื่อม ให้ขีดฆ่าทิ้งได้ทันที
อีกจุดหลอกหนึ่งคือการใช้ tell และ say สลับกันครับ จำไว้เสมอสูตรคูณว่า “say + that” แต่ “tell + คน + that” เสมอครับ ห้ามใช้ tell that โดยไม่มีกรรมรับเด็ดขาด
การจับคู่คำกริยารายงาน (Reporting Verbs) นอกเหนือจาก Say / Tell
เพื่อเพิ่มระดับความน่าเชื่อถือและสละสลวย ข้อสอบและเอกสารธุรกิจมักจะไม่ใช้คำว่า say หรือ tell พร่ำเพรื่อครับ แต่จะใช้คำกริยารายงาน (Reporting Verbs) ที่สื่อความหมายลึกซึ้งขึ้น เช่น admit (ยอมรับ), deny (ปฏิเสธ), suggest (แนะนำ), หรือ offer (เสนอ)
คำเหล่านี้มักจะตามด้วยโครงสร้างที่ต่างออกไปครับ บางคำต้องตามด้วย V.ing และบางคำต้องตามด้วย to + V.inf การจำโครงสร้างที่มาคู่กับคำเหล่านี้คือเทคนิคขั้นแอดวานซ์ที่จะทำให้คุณได้คะแนนในพาร์ท Reading สูงขึ้นอย่างรวดเร็วครับ
เช่น คำว่า suggest จะไม่ตามด้วย to infinitive แต่จะตามด้วย V.ing หรือประโยคที่มี that ครับ
He denied stealing the money. (ฮี ดีนายด์ สตีลลิง เดอะ มันนี.) เขาปฏิเสธว่าไม่ได้ขโมยเงินไป
She suggested going for a walk. (ชี ซักเจสเทด โกอิง ฟอร์ อะ วอล์ก.) เธอแนะนำให้ออกไปเดินเล่น
They offered to help us. (เดย์ ออฟเฟอร์ด ทู เฮลพ อัส.) พวกเขาเสนอที่จะช่วยเหลือพวกเรา
I promised to call her. (ไอ พรอมิสด ทู คอล เฮอร์.) ฉันสัญญาว่าจะโทรหาเธอ
สรุปประเด็นสำคัญ Key Takeaways
- ✅ Tense Backshift = เมื่อกริยานำเป็นรูปอดีต (said) ต้องถอย Tense ในประโยครายงานเสมอ (เช่น V.1 เป็น V.2)
- ✅ Question Form = เมื่อรายงานประโยคคำถาม ต้องเปลี่ยนโครงสร้างกลับเป็นบอกเล่า (S + V) ห้ามใช้โครงสร้างคำถาม
- ✅ Say vs Tell = Say ไม่ต้องมีกรรมรับ (said that) แต่ Tell บังคับต้องมีกรรมรับเสมอ (told me that)
- ✅ Time & Place = อย่าลืมเปลี่ยนคำบอกเวลา/สถานที่ให้สอดคล้องกับปัจจุบันของผู้เล่า (เช่น tomorrow เป็น the next day)
- ⚠️ Exceptions = ห้ามถอย Tense เมื่อรายงานความจริงที่เป็นสัจธรรม หรือกริยานำอยู่ในรูปปัจจุบัน (says)
Mini Quiz ทดสอบความเข้าใจ
1. “I am leaving tomorrow,” he said.
He said that he ________ the next day.
A) is leaving
B) was leaving
C) left
2. The tourist asked the guide, “Where is the museum?”
The tourist asked the guide ________.
A) where the museum is
B) where is the museum
C) where the museum was
👉 ดูเฉลยพร้อมคำอธิบายได้ที่ท้ายบทความหลังส่วนคำถามที่พบบ่อย
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1. ทำไมบางครั้งถึงเห็นฝรั่งพูด Reported Speech โดยไม่ถอย Tense เลย?
ในภาษาพูดที่ไม่เป็นทางการอย่างมาก หรือในกรณีที่เรื่องที่ถูกเล่ายังคงเป็นความจริงในขณะที่กำลังเล่า (Up-to-date reporting) เจ้าของภาษาอาจเลือกที่จะไม่ถอย Tense เพื่อสื่อว่าสถานการณ์นั้นยังดำเนินอยู่ครับ แต่ในข้อสอบควรยึดหลักการถอย Tense เสมอครับ
2. การใช้ whether และ if ต่างกันอย่างไรในการรายงานประโยคคำถาม?
ในแง่ของไวยากรณ์ ทั้งสองคำใช้แทนกันได้เพื่อหมายถึง ‘ว่า…หรือไม่’ ครับ แต่ whether จะมีความเป็นทางการมากกว่า และมักใช้คู่กับคำว่า ‘or not’ (whether…or not) ในขณะที่ if จะนิยมใช้ในภาษาพูดทั่วไปมากกว่าครับ
3. สามารถใช้ ask เป็นกริยานำในประโยคบอกเล่าได้หรือไม่?
ไม่ได้ครับ คำว่า ask มีไว้สำหรับการรายงานประโยคคำถาม (Questions) หรือประโยคขอร้อง (Requests) เท่านั้น หากเป็นการรายงานประโยคบอกเล่าข้อมูลทั่วไป ต้องใช้คำกริยาในกลุ่ม say, tell, state, explain, หรือ announce ครับ
4. ถ้าประโยคเดิมมีกริยาช่วย (Modal verbs) อย่าง would, could, should อยู่แล้ว ต้องถอย Tense อีกไหม?
ไม่ต้องถอยแล้วครับ เพราะกริยาช่วยกลุ่มนี้ถือเป็นรูปอดีตที่สุดในบรรดากริยาช่วยด้วยกันแล้ว เมื่อนำมาทำเป็น Indirect Speech ให้คงรูป would, could, should, might ไว้ตามเดิมได้เลยครับ
5. คำว่า ‘that’ จำเป็นต้องใส่เสมอไปไหมในประโยครายงาน?
คำว่า ‘that’ (ที่แปลว่า ‘ว่า’) สามารถละทิ้งได้ในภาษาพูดหรือการเขียนที่ไม่เป็นทางการครับ (เช่น He said he was tired.) แต่ในการเขียนเชิงวิชาการ การทำรายงาน หรือการสอบ อาจารย์แนะนำให้ใส่ ‘that’ เสมอเพื่อให้โครงสร้างประโยคมีความสมบูรณ์และลดความสับสนครับ
ข้อ 1 ตอบ B) was leaving
วิเคราะห์: กริยานำคือ he said (เป็นอดีต) ดังนั้นประโยคข้างในต้องถอย Tense (Backshift) จากประโยคตั้งต้นคือ Present Continuous (am leaving) ต้องถอยไปเป็น Past Continuous ซึ่งก็คือ was leaving ครับ ส่วนข้อ A ไม่ได้ถอย tense และข้อ C ถอยไปผิด tense ครับ
ข้อ 2 ตอบ C) where the museum was
วิเคราะห์: ข้อนี้ทดสอบเรื่องการรายงานประโยคคำถาม จุดแรกคือต้องถอย Tense จาก is เป็น was จุดที่สองที่สำคัญมากคือต้องเปลี่ยนโครงสร้างกลับเป็นประโยคบอกเล่า คือ (Wh-word + ประธาน + กริยา) จึงต้องเรียงเป็น where + the museum + was ครับ ข้อ B เรียงเป็นโครงสร้างคำถามจึงผิดแกรมม่า

