Active Voice กับ Passive Voice คืออะไร สรุปโครงสร้างและตัวอย่างประโยคแบบเข้าใจง่าย

Active กับ Passive Voice คืออะไร ใช้อย่างไร

เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมบางครั้งประโยคภาษาอังกฤษถึงสลับที่เอา “สิ่งที่ถูกกระทำ” ขึ้นก่อน หรือเวลาทำข้อสอบแล้วเรามักจะสับสนว่าประธานในประโยคเป็นคนทำเองหรือเป็นฝ่ายถูกกระทำกันแน่ ในบทความนี้ อาจารย์ต้นอมร จะพาไปเจาะลึกเนื้อหาเรื่อง Active Voice และ Passive Voice แบบละเอียดที่สุด ตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึงเทคนิคทำข้อสอบให้ผ่านฉลุยครับ

🎯 สรุปหัวใจสำคัญ: Active Voice กับ Passive Voice

  • Active Voice: เน้นที่ “ผู้กระทำ” (Subject) เป็นหลัก โดยประธานเป็นคนแสดงกริยานั้นๆ โดยตรง
  • Passive Voice: เน้นที่ “ผู้ถูกกระทำ” (Object) โดยนำกรรมขึ้นมาเป็นประธาน เพื่อสื่อว่าประธานเป็นฝ่ายได้รับผลของกริยา
  • โครงสร้างหลัก: Passive Voice จะต้องมี Verb to be ตามด้วยกริยาช่องที่ 3 (V.3) เสมอ โดยเปลี่ยนรูป be ตาม Tense
  • ความสำคัญ: ช่วยให้การสื่อสารมีความเป็นทางการ สละสลวย และเน้นจุดที่ต้องการสื่อได้อย่างตรงประเด็นครับ

ทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่าง Active Voice กับ Passive Voice

ในการสื่อสารภาษาอังกฤษ การเลือกว่าจะใช้ประโยคแบบไหนขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการให้ความสำคัญกับ “ใคร” หรือ “อะไร” ครับ หากคุณต้องการเน้นคนที่ทำกิจกรรมนั้นๆ เราจะใช้รูปประโยคที่เรียกว่า Active Voice ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่เราคุ้นเคยกันดีที่สุด แต่ในทางกลับกัน หากสิ่งที่เกิดขึ้นหรือผลลัพธ์มีความสำคัญมากกว่าตัวผู้ทำ หรือบางครั้งเราไม่ทราบแน่ชัดว่าใครเป็นคนทำ เราจะเปลี่ยนไปใช้ Passive Voice แทนครับ

จากประสบการณ์ที่อาจารย์สอนมา นักเรียนหลายคนมักจะติดกับดักการแปลตรงตัวจากภาษาไทย เพราะในภาษาไทยเรามักจะเติมคำว่า “ถูก” เข้าไปหน้ากริยาเสมอ เช่น “ถูกตี” หรือ “ถูกดุดัน” แต่ในภาษาอังกฤษมีกฎที่ซับซ้อนกว่านั้น โดยเฉพาะเรื่องการผันกริยาช่วย (Auxiliary Verbs) ให้สอดคล้องกับกาลเวลาหรือ Tense ต่างๆ ซึ่งหากเราปู พื้นฐานภาษาอังกฤษ มาดี เรื่องนี้ก็จะไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถครับ

หลักการจำง่ายๆ ที่อาจารย์มักจะบอกในห้องเรียนเสมอคือ Active = Action (ประธานออกแรงทำ) และ Passive = Received (ประธานรับแรงทำ) ครับ หากทุกคนสามารถแยกแยะจุดนี้ได้ การเลือกใช้โครงสร้างประโยคก็จะมีความแม่นยำมากขึ้น ไม่ว่าจะใช้ในการเขียนอีเมลทำงานหรือการสนทนาในชีวิตประจำวันก็ตามครับ

Active Voice คืออะไรและใช้งานอย่างไร

Active Voice คือประโยคที่ประธาน (Subject) เป็นผู้กระทำกริยา (Verb) นั้นด้วยตัวเองโดยตรงครับ โครงสร้างนี้เป็นโครงสร้างที่เรียบง่าย ตรงไปตรงมา และทรงพลังที่สุดในการเขียน เพราะสื่อสารได้ชัดเจนว่าใครทำอะไร ตัวอย่างเช่น “The cat chased the mouse.” (แมววิ่งไล่หนู) ในประโยคนี้ “แมว” คือผู้กระทำกริยา “วิ่งไล่” โดยตรงครับ

ในการเขียนระดับมืออาชีพหรือ ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ ที่ดี การใช้ Active Voice จะช่วยให้ประโยคดูกระฉับกระเฉง ไม่เยิ่นเย้อ อาจารย์แนะนำว่าหากไม่จำเป็นจริงๆ ควรเลือกใช้ Active Voice เป็นอันดับแรกเสมอ เพราะจะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจเจตนาของผู้พูดได้ทันทีโดยไม่ต้องตีความซับซ้อนครับ

ลองดูตัวอย่างประโยค Active Voice เพิ่มเติมครับ:

  • The manager signed the contract. (เดอะ แมนเนเจอร์ ไซนด์ เดอะ คอนแทรคท์) ผู้จัดการเซ็นสัญญา
  • Students study English every day. (สติวเดนท์ส สตั๊ดดี อิงลิช เอฟรี่ เดย์) นักเรียนเรียนภาษาอังกฤษทุกวัน
  • She wrote a beautiful song. (ชี โรท อะ บิวตี้ฟูล ซอง) เธอแต่งเพลงที่ไพเราะเพลงหนึ่ง

จะเห็นได้ว่าประธานในทุกประโยคด้านบนล้วนเป็นผู้ริเริ่มการทำกิจกรรมทั้งสิ้นครับ

Passive Voice คืออะไรและเมื่อไหร่ที่ควรใช้

Passive Voice คือประโยคที่เน้นไปยังผู้ถูกกระทำ หรือกรรมของประโยคเดิมที่ถูกยกขึ้นมาเป็นประธานแทนครับ โครงสร้างนี้มีความสำคัญมากในงานเขียนเชิงวิชาการ รายงานข่าว หรือในสถานการณ์ที่เราต้องการเน้นผลลัพธ์มากกว่าผู้กระทำ เช่น “The window was broken.” (หน้าต่างถูกทำแตก) ในกรณีนี้เราอาจจะไม่รู้ว่าใครทำ หรือเราต้องการเน้นที่ความเสียหายของหน้าต่างมากกว่าตัวคนทำครับ

คำถามที่มักจะพบในห้องเรียนคือ “ทำไมเราต้องใช้ Passive Voice ให้มันยากขึ้นด้วยครับอาจารย์?” คำตอบคือในบางบริบท การระบุผู้กระทำอาจจะดูไม่เป็นสุภาพหรือไม่เหมาะสมครับ เช่น ในการแจ้งข้อผิดพลาด หรือในกรณีที่เป็นความจริงทั่วไปที่ใครๆ ก็รู้กันอยู่แล้ว การใช้ Passive Voice จะช่วยสร้างโทนของประโยคที่เป็นกลางและเป็นทางการมากขึ้นครับ

ตัวอย่างประโยค Passive Voice:

  • The contract was signed by the manager. (เดอะ คอนแทรคท์ วอส ไซนด์ บาย เดอะ แมนเนเจอร์) สัญญาถูกเซ็นโดยผู้จัดการ
  • English is studied by students every day. (อิงลิช อิส สตั๊ดดีด บาย สติวเดนท์ส เอฟรี่ เดย์) ภาษาอังกฤษถูกเรียนโดยนักเรียนทุกวัน
  • A beautiful song was written by her. (อะ บิวตี้ฟูล ซอง วอส ริทเทิน บาย เฮอร์) เพลงที่ไพเราะเพลงหนึ่งถูกแต่งโดยเธอ

สังเกตว่าเราใช้รูปกริยา Be + V.3 เสมอ ซึ่งเป็นจุดที่ทุกคนต้องระวังในการ ฝึกแต่งประโยคภาษาอังกฤษ ครับ

✨ มุมมองจากอาจารย์ต้นอมร:

จากประสบการณ์การเป็นวิทยากร Corporate Training อาจารย์มักจะแนะนำให้พนักงานในบริษัทใช้ Passive Voice เมื่อต้องรายงานความล่าช้าหรือข้อผิดพลาดที่ไม่ต้องการตำหนิบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะครับ เช่น การพูดว่า “The report hasn’t been finished.” จะดูเป็นมืออาชีพและบัวไม่ให้ช้ำน้ำไม่ให้ขุ่นมากกว่าการพูดว่า “You didn’t finish the report.” ซึ่งเป็นการชี้นิ้วสั่งครับ

มิติทางภาษาของ Voice: Form, Meaning, และ Use

เพื่อให้ทุกคนเข้าใจเรื่อง Active Voice และ Passive Voice อย่างลึกซึ้ง อาจารย์จะขอแยกวิเคราะห์ผ่าน 3 มิติหลัก ซึ่งจะช่วยให้คุณจำโครงสร้างได้แม่นยำและนำไปใช้ได้อย่างเป็นธรรมชาติเหมือนเจ้าของภาษาครับ

  • 📐 มิติด้านโครงสร้าง (Form): ในทางโครงสร้าง Active Voice จะใช้รูปกริยาตาม Tense ปกติ (S + V) แต่สำหรับ Passive Voice จะมีสูตรตายตัวคือ Subject + be + Past Participle (V.3) ครับ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนรูป Verb to be (is, am, are, was, were, be, being, been) ให้ตรงกับกาลเวลาและประธานตัวใหม่ของประโยคครับ
  • 🔍 มิติด้านความหมาย (Meaning): ความหมายของประโยคทั้งสองแบบอาจจะสื่อถึงเหตุการณ์เดียวกัน แต่ให้ “น้ำหนัก” ความสำคัญต่างกันครับ Active Voice สื่อถึงพลังและความรับผิดชอบ (Who did it?) ส่วน Passive Voice สื่อถึงเหตุการณ์และผลกระทบ (What happened?) นอกจากนี้ ในภาษาอังกฤษ Passive Voice ไม่จำเป็นต้องแปลว่า “ถูก…” เสมอไปในเชิงลบ แต่อาจแปลว่า “ได้รับการ…” หรือ “มีการ…” ก็ได้ครับ
  • 🗣️ มิติด้านการนำไปใช้ (Use): เราใช้ Active Voice ในการเล่าเรื่อง (Storytelling) การพูดคุยทั่วไป และการเขียนที่ต้องการความกระชับ ส่วน Passive Voice ใช้ในรายงานวิทยาศาสตร์ กระบวนการผลิต (Process) การประกาศนโยบาย และใน แนวข้อสอบ TOEIC ส่วนของ Part 5 และ 6 ที่มักจะวัดความเข้าใจว่าประธานในโจทย์เป็นสิ่งของที่ทำกริยาเองไม่ได้ครับ

ตารางสรุปการเปลี่ยน Active เป็น Passive ทั้ง 12 Tenses

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน อาจารย์ได้จัดทำตารางสรุปการผันกริยาในรูป Passive Voice แยกตามกลุ่มกาลเวลา (Tense) มาให้แล้วครับ ทุกคนสามารถใช้ตารางนี้เป็นคู่มืออ้างอิงเวลาทำแบบฝึกหัดได้เลยครับ

กลุ่มปัจจุบัน (Present Tenses)

Tense Active Structure Passive Structure
Present Simple S + V.1 is/am/are + V.3
Present Continuous is/am/are + V.ing is/am/are + being + V.3
Present Perfect have/has + V.3 have/has + been + V.3

กลุ่มอดีต (Past Tenses)

Tense Active Structure Passive Structure
Past Simple S + V.2 was/were + V.3
Past Continuous was/were + V.ing was/were + being + V.3
Past Perfect had + V.3 had + been + V.3

ข้อควรระวัง: สำหรับ Tense กลุ่ม Perfect Continuous (ทั้ง Present, Past และ Future) มักจะไม่นิยมทำเป็น Passive Voice ครับ เพราะโครงสร้างจะเยิ่นเย้อเกินไป เช่น “has been being + V.3” ซึ่งเจ้าของภาษาจะเลี่ยงไปใช้รูป Perfect Simple แทนเพื่อความสละสลวยครับ

กฎทอง 3 ข้อในการเปลี่ยนประโยค Active เป็น Passive

หากทุกคนต้องการเปลี่ยนประโยคได้อย่างแม่นยำ อาจารย์ขอให้ยึดกฎทอง 3 ข้อนี้ไว้ให้ดีครับ กฎเหล่านี้จะช่วยให้คุณไม่หลงทางแม้ประโยคจะยาวหรือซับซ้อนแค่ไหนก็ตามครับ

ข้อที่ 1: การสลับตำแหน่งกรรมมาเป็นประธาน

หัวใจสำคัญคือการระบุให้ได้ว่า “ใครคือผู้ถูกกระทำ” ในประโยค Active จากนั้นให้นำคำนามนั้นมาวางไว้ที่หน้าประโยคเพื่อทำหน้าที่เป็นประธานตัวใหม่ครับ เช่น “John ate the apple.” กรรมคือ “the apple” เมื่อจะทำเป็น Passive เราต้องเอา “the apple” ขึ้นต้นประโยคครับ

ในขั้นตอนนี้ อาจารย์ขอย้ำว่าเฉพาะ Transitive Verb (กริยาที่ต้องมีกรรมมารองรับ) เท่านั้นที่สามารถทำเป็น Passive Voice ได้ครับ ส่วนกริยาพวก Intransitive Verb เช่น sleep, go, swim, sit จะไม่สามารถนำมาทำเป็น Passive ได้ เพราะมันไม่มีกรรมให้เราสลับที่นั่นเองครับ นี่คือจุดที่มักจะออกข้อสอบบ่อยๆ ในการทดสอบความเข้าใจเรื่อง รวมคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ประเภทต่างๆ ครับ

ลองดูตัวอย่างเพิ่มเติม:

  • Active: The mechanic fixed the car. (เดอะ เมแคนนิค ฟิกซท์ เดอะ คาร์) ช่างซ่อมรถยนต์
  • Passive: The car was fixed by the mechanic. (เดอะ คาร์ วอส ฟิกซท์ บาย เดอะ เมแคนนิค) รถยนต์ถูกซ่อมโดยช่าง

สังเกตว่า car ย้ายจากหลังกริยามาอยู่หน้ากริยาแทนครับ

ข้อที่ 2: การปรับใช้ Verb to be ให้ถูกกาล (Tense)

นี่คือจุดที่นักเรียนพลาดมากที่สุดครับ! เมื่อเราย้ายประธานตัวใหม่มาแล้ว เราต้องดูว่าประโยคเดิมเป็น Tense อะไร หากเป็นปัจจุบัน (Present Simple) เราต้องเลือกใช้ is, am หรือ are ให้สอดคล้องกับประธานใหม่ หากเป็นอดีต (Past Simple) ก็ต้องเปลี่ยนเป็น was หรือ were ครับ

อาจารย์มีเคล็ดลับคือ “รักษากาลเวลาเดิมไว้เสมอ” ครับ ถ้าประโยคบอกเล่าเป็นอดีต Passive ก็ต้องเป็นอดีต ถ้ามีกริยาช่วยอย่าง will, can, must ก็ต้องคงไว้แล้วตามด้วย be + V.3 เสมอครับ เช่น “We will complete the project.” เปลี่ยนเป็น “The project will be completed by us.” ครับ

ตัวอย่างการเปลี่ยนรูป Verb to be:

  • Present: They clean the rooms. -> The rooms are cleaned. (เดอะ รูมส์ อาร์ คลีนด์) ห้องต่างๆ ถูกทำความสะอาด
  • Past: They cleaned the rooms. -> The rooms were cleaned. (เดอะ รูมส์ เว่อร์ คลีนด์) ห้องต่างๆ ถูกทำความสะอาดแล้ว
  • Future: They will clean the rooms. -> The rooms will be cleaned. (เดอะ รูมส์ วิล บี คลีนด์) ห้องต่างๆ จะถูกทำความสะอาด

ข้อที่ 3: การระบุผู้กระทำด้วย “By” (ถ้าจำเป็น)

ในประโยค Passive Voice เรามักจะปิดท้ายด้วยคำว่า “by + ผู้กระทำ” (by the agent) หากต้องการบอกว่าใครเป็นคนทำกิจกรรมนั้นครับ อย่างไรก็ตาม หากผู้กระทำเป็นคนทั่วไป (เช่น people, they, someone) หรือเราไม่ต้องการเน้นตัวบุคคล เราสามารถตัดส่วนนี้ทิ้งไปได้เลยเพื่อให้ประโยคกระชับขึ้นครับ

อาจารย์ขอยกตัวอย่างที่มักจะเห็นในข่าวครับ เช่น “The thief was arrested.” (โจรถูกจับแล้ว) เราไม่จำเป็นต้องใส่ “by the police” ก็ได้ เพราะทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่าตำรวจเป็นคนจับโจร การตัดสิ่งที่รู้อยู่แล้วออกไปจะช่วยให้งานเขียนดูโปรเฟสชันนัลมากขึ้นครับ

ตัวอย่างประโยคที่ระบุและไม่ระบุผู้กระทำ:

  • The cake was baked by my mother. (เดอะ เค้ก วอส เบคท์ บาย มาย มาเธอร์) เค้กถูกอบโดยแม่ของฉัน
  • The pyramid was built thousands of years ago. (เดอะ พีระมิด วอส บิลท์ เธาซันด์ส ออฟ เยียร์ส อะโก) พีระมิดถูกสร้างขึ้นเมื่อหลายพันปีก่อน (ไม่ระบุคนสร้างเพราะเน้นที่ตัวพีระมิด)
  • My wallet was stolen! (มาย วอลเลท วอส สโตเลิน) กระเป๋าสตางค์ของฉันถูกขโมย! (ไม่ระบุคนทำเพราะไม่รู้ว่าเป็นใคร)
✨ มุมมองจากอาจารย์ต้นอมร:

เทคนิคส่วนตัวที่อาจารย์ใช้เวลาตรวจงานเขียนของลูกศิษย์คือ หากประโยคยาวเกิน 2 บรรทัดและมี “by” อยู่ท้ายประโยคหลายที่ อาจารย์จะแนะนำให้เปลี่ยนกลับเป็น Active Voice ครับ เพราะจะช่วยลดความซับซ้อนและทำให้อ่านง่ายขึ้น (Readability) จำไว้ว่า Passive Voice มีไว้เพื่อ “เน้น” ไม่ใช่มีไว้เพื่อ “ทำให้ยาก” ครับ

กับดักข้อสอบ TOEIC และเทคนิคการทำโจทย์ Voice

ในส่วนของ สอบ TOEIC เรื่อง Active และ Passive Voice เป็นหัวข้อที่ออกสอบบ่อยมากใน Part 5 (Incomplete Sentences) โจทย์มักจะให้ประโยคมาแล้วเว้นว่างตรงกริยาไว้ โดยมีช้อยส์ทั้งรูป Active และ Passive มาหลอกเราครับ

วิธีเช็กที่เร็วที่สุดที่อาจารย์สอนในคอร์สติวคือ “ดูที่ประธานและสิ่งที่ตามหลังช่องว่าง” ครับ หากประธานเป็นสิ่งของที่ทำอะไรเองไม่ได้ (เช่น Report, Product, Machine) ให้เดาไว้ก่อนเลยว่าต้องเป็น Passive Voice แน่นอน และที่สำคัญ Passive Voice มักจะไม่มี “กรรม” ตามหลังกริยาตัวนั้น เพราะกรรมถูกย้ายไปเป็นประธานเรียบร้อยแล้วครับ

ตัวอย่างกับดักที่พบบ่อย:

  • The new software (update / is updated) regularly. (เดอะ นิว ซอฟต์แวร์ อิส อัพเดทิด เรกิวลาร์ลี) ซอฟต์แวร์ใหม่ได้รับการอัปเดตอย่างสม่ำเสมอ
  • The application (must submit / must be submitted) by Friday. (ดิ แอพพลิเคชัน มัสต์ บี ซับมิททิด บาย ฟรายเดย์) ใบสมัครจะต้องถูกยื่นภายในวันศุกร์
  • We (notify / were notified) about the change. (วี เว่อร์ โนติไฟด์ อะเบาท์ เดอะ เชนจ์) พวกเราได้รับแจ้งเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง

สรุปประเด็นสำคัญ Key Takeaways

  • Active Voice = เน้นผู้กระทำ โครงสร้างคือ ประธาน + กริยา (ตาม Tense) สื่อสารได้รัดกุมและชัดเจนครับ
  • 📌 Passive Voice = เน้นผู้ถูกกระทำ โครงสร้างคือ ประธาน + be + V.3 ใช้เมื่อต้องการความเป็นทางการหรือเมื่อผู้กระทำไม่สำคัญครับ
  • ⚠️ กฎการเปลี่ยน = สลับกรรมเป็นประธาน, ใส่ Verb to be ให้ตรง Tense และเปลี่ยนกริยาเป็นช่องที่ 3 ครับ
  • 💡 ข้อควรระวัง = กริยาที่ไม่ต้องการกรรม (Intransitive Verbs) ห้ามนำมาทำเป็น Passive Voice เด็ดขาดครับ
  • 🎓 TOEIC Tip = หากประธานเป็นสิ่งของและไม่มีกรรมตามหลัง ให้เลือกคำตอบที่เป็นรูป Passive (be + V.3) ไว้ก่อนครับ

Mini Quiz ทดสอบความเข้าใจ

จงเลือกคำตอบที่ถูกต้องเพื่อทำให้ประโยคสมบูรณ์:

1. The invitations __________ to all guests yesterday afternoon.

A) sent | B) were sent | C) was sent | D) send

2. Our company __________ high-quality products to international markets.

A) is exported | B) exports | C) are exported | D) be exported

3. Thousands of tourists __________ the Grand Palace every year.

A) visit | B) are visited | C) visits | D) was visited

👉 ดูเฉลยพร้อมคำอธิบายได้ที่ท้ายบทความหลังส่วนคำถามที่พบบ่อย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. ทำไมบาง Tense ถึงไม่นิยมใช้ในรูป Passive Voice ครับ?

เพราะโครงสร้างจะมีความซับซ้อนเกินไปจนทำให้อ่านเข้าใจยากครับ เช่น Future Continuous ในรูป Passive จะเป็น “will be being + V.3” ซึ่งเจ้าของภาษาจะรู้สึกว่าเยิ่นเย้อเกินไป และมักจะเลี่ยงไปใช้โครงสร้างอื่นที่สื่อความหมายเดียวกันแทนครับ

2. เราสามารถใช้ Passive Voice กับกริยาอย่าง sleep หรือ go ได้ไหม?

ไม่ได้ครับ เพราะกริยาเหล่านี้เป็น Intransitive Verbs (กริยาที่ไม่ต้องการกรรม) เมื่อไม่มีกรรมในประโยค Active เราจึงไม่สามารถย้ายกรรมมาเป็นประธานในประโยค Passive ได้นั่นเองครับ

3. การใช้ Passive Voice ทำให้คะแนนการเขียน (Writing) ดีขึ้นจริงไหมครับ?

ในงานเขียนเชิงวิชาการ (Academic Writing) การใช้ Passive Voice ในจุดที่เหมาะสมจะช่วยให้งานดูเป็นกลางและน่าเชื่อถือมากขึ้นครับ แต่ถ้าใช้มากเกินไปจนประโยคดู “อ้อมค้อม” ก็อาจจะทำให้เสียคะแนนด้านความชัดเจนได้ ดังนั้นควรใช้ให้สมดุลกันครับ

4. คำว่า “get” สามารถใช้แทน “be” ใน Passive Voice ได้ไหม?

ได้ครับ ในภาษาพูด (Informal English) เรามักใช้ get + V.3 แทน be + V.3 เช่น “He got fired.” (เขาถูกไล่ออก) ซึ่งสื่อความหมายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วหรือไม่ได้คาดคิด แต่ในงานเขียนที่เป็นทางการ อาจารย์แนะนำให้ใช้ Verb to be จะดีกว่าครับ

5. จะรู้ได้อย่างไรว่ากริยาตัวไหนเป็นช่องที่ 3 (V.3)?

กริยาส่วนใหญ่จะเติม -ed ครับ (Regular Verbs) แต่ก็มีกลุ่มที่เปลี่ยนรูปไปเลย (Irregular Verbs) เช่น write-wrote-written หรือ go-went-gone ซึ่งส่วนนี้ต้องอาศัยการหมั่นท่องจำและใช้งานบ่อยๆ ครับ

✅ เฉลยและบทวิเคราะห์จากอาจารย์ต้นอมร:

ข้อ 1: ตอบ B) were sent – เพราะประธานคือ invitations (พหูพจน์) และเหตุการณ์เกิดขึ้นในอดีต (yesterday) คำนามเป็นสิ่งของทำกริยาเองไม่ได้ จึงต้องใช้รูป Passive Voice (were + V.3) ครับ

ข้อ 2: ตอบ B) exports – เพราะประธานคือ Our company (เอกพจน์) เป็นผู้ทำหน้าที่ส่งออกสินค้าด้วยตัวเอง และเหตุการณ์เป็นความจริงทั่วไป จึงต้องใช้ Active Voice ในรูป Present Simple ครับ

ข้อ 3: ตอบ A) visit – เพราะประธานคือ Thousands of tourists (นักท่องเที่ยวหลายพันคน) เป็นคนไปเยี่ยมชมพระบรมมหาราชวังด้วยตัวเอง จึงเป็น Active Voice ครับ (ห้ามเติม s เพราะประธานเป็นพหูพจน์)

🌐 บทความ:ดูบทเรียนทั้งหมดที่ เรียนภาษาอังกฤษฟรี โดย อ.ต้นอมร
📺 วิดีโอ:ฟรี! รวมคอร์สวิดีโอ เรียนภาษาอังกฤษ กับ อาจารย์ต้นอมร
อาจารย์ต้นอมร
รู้จักกับผู้เขียน (About the Author)

อาจารย์อมร เชิงรุ่งโรจน์ (อ.ต้นอมร)
PhD Student (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน) อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษและ Digital Marketing มุ่งเน้นการถ่ายทอดความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้เรียน โดยบูรณาการความรู้ด้าน ภาษาอังกฤษ, AI และความเป็นผู้ประกอบการ เข้าด้วยกันอย่างลงตัว

อาจารย์ต้นอมร
รู้จักกับผู้เขียน (About the Author)

อาจารย์อมร เชิงรุ่งโรจน์ (อ.ต้นอมร)
PhD Student (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน) อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษและ Digital Marketing มุ่งเน้นการถ่ายทอดความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้เรียน โดยบูรณาการความรู้ด้าน ภาษาอังกฤษ, AI และความเป็นผู้ประกอบการ เข้าด้วยกันอย่างลงตัว