สรุป Participle คืออะไร หลักการใช้ V.ing และ V.3 แบบเจาะลึก โดย อ.ต้นอมร

เคยสับสนไหมครับว่าคำกริยาที่เติม -ing หรือช่อง 3 ตกลงแล้วมันเป็นกริยาแท้หรือเป็นแค่ส่วนขยายกันแน่ เวลาแปลประโยคยาวๆ ก็มักจะแปลผิดความหมายอยู่เสมอ ในบทความนี้ อาจารย์ต้นอมร จะพาไปเจาะลึกเรื่อง Participle กฎไวยากรณ์ที่จะช่วยเปลี่ยนให้คุณวิเคราะห์และแยกแยะโครงสร้างประโยคได้อย่างเฉียบขาดครับ
- Participle คือคำที่กลายร่างมาจากคำกริยา แต่ทำหน้าที่เหมือนคำคุณศัพท์ (Adjective) เพื่อขยายคำนามในประโยค
- แบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ Present Participle (V.ing), Past Participle (V.3) และ Perfect Participle (Having + V.3)
- Present Participle (V.ing) ใช้ขยายคำนามที่ “เป็นผู้กระทำ” กริยานั้นด้วยตัวเอง (Active Voice)
- Past Participle (V.3) ใช้ขยายคำนามที่ “เป็นผู้ถูกกระทำ” หรืออยู่ในสภาวะที่ถูกทำให้เกิดผลลัพธ์ (Passive Voice)
ทำความรู้จัก Participle คืออะไร
ในการศึกษาโครงสร้างประโยคภาษาอังกฤษ เรามักจะคุ้นเคยกับคำกริยาที่ทำหน้าที่บอกแอคชันหรือการเคลื่อนไหวของประธานครับ แต่ในโลกของภาษาอังกฤษระดับกลางถึงระดับสูง มีคำกริยากลุ่มหนึ่งที่เลือกจะสละทิ้งความเป็นกริยาแท้ แล้วผันตัวไปทำหน้าที่อื่นเพื่อสร้างความสละสลวยให้กับประโยค ซึ่งเราเรียกกลุ่มคำเหล่านี้รวมๆ ว่า Verbals หรือกริยาไม่แท้ครับ
Participle (พาร์ทิซิเพิล) คือหนึ่งในสมาชิกคนสำคัญของแก๊งกริยาไม่แท้นี้ครับ การที่เราจะสามารถต่อยอด พื้นฐานภาษาอังกฤษ ให้แข็งแกร่งขึ้นได้ เราจำเป็นต้องเข้าใจบทบาทใหม่ของมันอย่างถ่องแท้ เพราะมันจะแฝงตัวอยู่ในทุกอณูของการอ่านและการเขียน ไม่ว่าจะเป็นบทความวิชาการ ข่าว หรือแม้แต่อีเมลธุรกิจ
ก่อนที่เราจะไปเจาะลึกโครงสร้างแต่ละประเภท อาจารย์อยากให้ทุกคนล้างภาพจำเดิมๆ ที่ว่าคำกริยาต้องทำหน้าที่เป็นเพียงแค่ภาคแสดงเท่านั้นออกไปก่อนครับ แล้วมาดูกันว่าเมื่อมันเปลี่ยนเสื้อผ้ามาสวมบทบาทใหม่ มันจะมีพฤติกรรมและมีอิทธิพลต่อคำอื่นๆ ในประโยคอย่างไรบ้าง
นิยามและหน้าที่หลักของกริยาไม่แท้ประเภทนี้
ในทางไวยากรณ์ Participle คือคำที่แปลงร่างมาจากคำกริยา (Verb) แต่ทำหน้าที่หลักเสมือน คำคุณศัพท์ (Adjective) ครับ นั่นหมายความว่าหน้าที่ของมันคือการเข้าไปป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ คำนาม (Noun) หรือคำสรรพนาม (Pronoun) เพื่อขยายความ ให้รายละเอียด หรือบอกลักษณะเพิ่มเติมให้คำนามนั้นๆ ชัดเจนยิ่งขึ้น
ความพิเศษของมันที่เหนือกว่าคำคุณศัพท์ทั่วไป (อย่างเช่น good, bad, tall, short) คือมันยังคงหลงเหลือ “กลิ่นอาย” ของความเป็นคำกริยาอยู่ครับ นั่นคือมันสามารถบอกได้ว่าคำนามที่มันกำลังขยายอยู่นั้น กำลัง “ลงมือทำ” อะไรบางอย่างอยู่ หรือกำลัง “ถูกกระทำ” ให้ตกอยู่ในสภาวะใดสภาวะหนึ่ง
ด้วยคุณสมบัติกึ่งกริยากึ่งคุณศัพท์นี้เอง มันจึงเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมากในการรวบประโยคสองประโยคเข้าด้วยกันโดยไม่ต้องใช้คำเชื่อมครับ ทำให้การสื่อสารของเรามีความเป็นมืออาชีพและกระชับขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ความแตกต่างระหว่าง Participle กับ กริยาแท้ (Main Verb)
ปัญหาที่ผู้เรียนชาวไทยมักจะเจอคือการแยกไม่ออกว่าคำที่เติม -ing หรือช่อง 3 ในประโยคนั้นเป็นกริยาแท้ (Finite Verb) หรือเป็นแค่ส่วนขยาย (Non-finite Verb) กฎเหล็กที่อาจารย์มักจะย้ำเสมอคือ ในหนึ่งอนุประโยค (Clause) จะมีกริยาแท้ได้เพียงตัวเดียวเท่านั้น ครับ
กริยาแท้คือคำกริยาที่สามารถบอกกาลเวลา (Tense) และต้องผันรูปตามประธาน (Subject-Verb Agreement) เช่น เติม s หรือเปลี่ยนเป็นอดีต ในขณะที่กริยาไม่แท้อย่างที่เรากำลังพูดถึงนี้ จะ ไม่ผันรูปตามประธานเด็ดขาด ไม่ว่าประธานจะเป็นเอกพจน์ พหูพจน์ ปัจจุบัน หรืออดีต หน้าตาของมันจะยึดมั่นอยู่ที่ V.ing หรือ V.3 คงที่เสมอครับ
นอกจากนี้ กริยาแท้ที่อยู่ในรูป V.ing จะต้องมี Verb to be (is, am, are, was, were) นำหน้าเสมอเพื่อสร้าง Continuous Tense และกริยาแท้ในรูป V.3 จะต้องมี Verb to have หรือ Verb to be นำหน้าเสมอ หากคุณเห็น V.ing หรือ V.3 วางโดดๆ โดยไม่มีกริยาช่วยเหล่านี้นำหน้า ให้สันนิษฐานไว้เลยว่ามันคือส่วนขยายนั่นเองครับ
ทำไมถึงสำคัญในการสอบและการเขียน
หากคุณต้องการอัปเกรดทักษะภาษาอังกฤษเพื่อใช้ในการเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย หรือใช้สำหรับการทำงานในบริษัทข้ามชาติ การใช้ไวยากรณ์โครงสร้างนี้ถือเป็นมาตรฐานพื้นฐานที่ต้องมีครับ เพราะมันช่วยลดความเยิ่นเย้อของประโยคความซ้อน (Complex Sentence) ได้เป็นอย่างดี
ในมุมของการสอบวัดระดับสากล ไม่ว่าจะเป็น TOEIC, IELTS หรือ TOEFL กรรมการมักจะนำเรื่องการลดรูปประโยค (Reduced Clause) มาออกข้อสอบเพื่อวัดว่าคุณสามารถวิเคราะห์หาประธานที่แท้จริงและกริยาที่แท้จริงเจอหรือไม่ ท่ามกลางดงคำศัพท์ที่เป็นส่วนขยายยาวเหยียด
การเข้าใจลอจิกของมัน จะทำให้คุณอ่านบทความภาษาอังกฤษได้เร็วขึ้นมากครับ เพราะคุณจะรู้ว่าควรโฟกัสที่คำไหน และสามารถข้ามคำที่เป็นเพียงแค่ส่วนตกแต่งประโยคไปได้อย่างรวดเร็ว
- 📐 มิติด้านโครงสร้าง (Form): เกิดจากการนำคำกริยาช่องที่ 1 มาเติม -ing หรือผันเป็นช่องที่ 3 โดยสามารถวางไว้หน้าคำนามเพื่อขยายโดยตรง หรือวางหลังคำนามเพื่อเป็นส่วนขยายแบบลดรูป และสามารถนำหน้ากลุ่มคำวลีเพื่อเชื่อมประโยคได้
- 🔍 มิติด้านความหมาย (Meaning): สื่อความหมายถึงการกระทำที่คำนามนั้นกำลังลงมือทำอยู่ (Active) หรือสภาวะที่คำนามนั้นถูกกระทำจนเกิดเป็นผลลัพธ์ (Passive) โดยยังคงรักษาความหมายดั้งเดิมของคำกริยาต้นทางไว้
- 🗣️ มิติด้านการนำไปใช้ (Use): ใช้เพื่ออธิบายลักษณะเฉพาะของคน สัตว์ สิ่งของ ใช้รวบรวมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันหรือต่อเนื่องกันให้กลายเป็นประโยคเดียวที่กระชับ สละสลวย และอ่านง่ายขึ้น
Present Participle (V.ing) คืออะไรและใช้อย่างไร
เมื่อพูดถึงรูป V.ing หลายคนจะนึกถึง Tense ที่แปลว่า “กำลังกระทำ” หรือนึกถึง Gerund (อาการนาม) ที่ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค แต่ในบริบทของ Present Participle มันมีหน้าที่ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงครับ แม้หน้าตาจะเหมือนกันเป๊ะก็ตาม
กฎการจำง่ายๆ สำหรับประเภทแรกนี้คือ “V.ing = ทำเอง” ครับ หมายความว่า เมื่อเรานำคำกริยามาเติม -ing เพื่อทำหน้าที่เป็นส่วนขยาย คำนามที่ถูกขยายนั้นจะต้องเป็นผู้ที่มีศักยภาพหรือมีความสามารถในการลงมือทำกริยาอาการนั้นๆ ด้วยตัวเอง (Active Voice)
เราลองมาเจาะลึกวิธีการนำ V.ing ประเภทนี้ไปสอดแทรกใน ฝึกแต่งประโยคภาษาอังกฤษ รูปแบบต่างๆ กันครับ ซึ่งอาจารย์จะแบ่งออกเป็น 3 หน้าที่หลักที่พบบ่อยที่สุด
การใช้เป็นส่วนหนึ่งของ Continuous Tense
หน้าที่แรกคือหน้าที่ที่ทุกคนคุ้นเคยที่สุดครับ นั่นคือการไปประกอบร่างกับกริยาช่วย (Helping Verb) ในตระกูล Verb to be เพื่อสร้างโครงสร้างประโยคที่แสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์ (Continuous Tenses) ไม่ว่าจะเป็น Present Continuous, Past Continuous หรือ Future Continuous
ในบริบทนี้ แม้มันจะถูกรวมเรียกว่าเป็นส่วนหนึ่งของกริยาแท้ของประโยค แต่นักภาษาศาสตร์ก็ยังคงจัดให้ตัว V.ing ตัวนี้เป็น Present Participle อยู่ดีครับ เพราะมันทำหน้าที่ส่งต่อความหมายของการ “กำลังกระทำ” โดยมี Verb to be เป็นตัวบอกกาลเวลาแทน
จุดที่ต้องระวังคือ ห้ามลืมใส่ Verb to be นำหน้าเด็ดขาด หากคุณต้องการให้มันเป็นกริยาหลักเพื่อบอกว่าเหตุการณ์กำลังดำเนินอยู่ครับ
The boy is crying loudly. (เดอะ บอย อิส ครายอิง เลาด์ลี.) เด็กผู้ชายกำลังร้องไห้เสียงดัง
They were playing football yesterday. (เดย์ แวร์ เพลย์อิง ฟุตบอล เยสเตอร์เดย์.) พวกเขากำลังเล่นฟุตบอลเมื่อวานนี้
She will be waiting for you. (ชี วิล บี เวททิง ฟอร์ ยู.) เธอจะกำลังรอคุณอยู่
We are studying English grammar. (วี อาร์ สตัดดีอิง อิงลิช แกรมม่า.) พวกเรากำลังเรียนไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ
การใช้เป็นคำคุณศัพท์ (Adjective) ทำหน้าที่ขยายคำนาม
นี่คือไฮไลท์ของเรื่องนี้เลยครับ เราสามารถดึงเอา Present Participle มาทำหน้าที่เป็นคำคุณศัพท์เพื่อบอกลักษณะของคำนามได้โดยตรง โดยสามารถวางไว้หน้าคำนามที่มันต้องการจะขยายได้เลย (เหมือนคำว่า good boy, red car)
เมื่อนำมาขยายแบบนี้ มันจะให้ความหมายว่า คำนามตัวนั้นมีลักษณะที่ “กำลังทำ” สิ่งนั้นอยู่ หรือเป็นสิ่งที่มีคุณสมบัติ “ก่อให้เกิด” ความรู้สึกนั้นๆ กับผู้อื่น การใช้โครงสร้างนี้ทำให้เราไม่ต้องแต่งประโยคยาวๆ ด้วย relative clause อย่าง who is… หรือ which is… ครับ
ลองเปรียบเทียบดูนะครับ ระหว่าง “The dog which is barking” กับ “The barking dog” โครงสร้างแบบหลังดูเป็นธรรมชาติและกระชับกว่ามากครับ
The crying baby needs some milk. (เดอะ ครายอิง เบบี นีดส ซัม มิลค์.) ทารกที่กำลังร้องไห้ต้องการนม
I saw a shooting star last night. (ไอ ซอว์ อะ ชูตทิง สตาร์ ลาสท์ ไนท์.) ฉันเห็นดาวตกเมื่อคืนนี้ (ดาวที่กำลังตกลงมา)
This is a very interesting book. (ดิส อิส อะ เวรี อินเทอเรสทิง บุ๊ค.) นี่คือหนังสือที่น่าสนใจมาก (หนังสือก่อให้เกิดความสนใจ)
Do not wake the sleeping dog. (ดู นอท เวค เดอะ สลีปปิง ด็อก.) อย่าปลุกสุนัขที่กำลังนอนหลับ
การใช้บอกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน (Participle Clause)
ระดับความแอดวานซ์ขยับขึ้นมาอีกขั้นครับ เราสามารถใช้ Present Participle ขึ้นต้นวลี (Phrase) เพื่อทำหน้าที่เชื่อมเหตุการณ์สองเหตุการณ์ที่ “ประธานเป็นคนเดียวกัน” และเหตุการณ์นั้น “เกิดขึ้นพร้อมกัน” หรือ “เกิดขึ้นต่อเนื่องกันอย่างรวดเร็ว” ได้ครับ
เทคนิคนี้เรียกว่า Participle Clause ซึ่งมีประโยชน์มากในการเขียนงานเชิงบรรยาย เพราะมันจะไปทำหน้าที่แทนคำเชื่อมอย่าง while, as, หรือ because ครับ กฎที่สำคัญที่สุดของการใช้วลีประเภทนี้คือ ประธานของประโยคหลักด้านหลัง จะต้องเป็นผู้กระทำอาการ V.ing ที่อยู่ด้านหน้าเสมอครับ
ถ้าประธานในประโยคหลักไม่ได้เป็นคนทำกริยา V.ing ด้านหน้า ประโยคของคุณจะเกิดข้อผิดพลาดทางไวยากรณ์ที่เรียกว่า Dangling Modifier (ส่วนขยายห้อยต่องแต่ง) ทันทีครับ
Walking along the street, he found a wallet. (วอล์คคิง อะลอง เดอะ สตรีท, ฮี ฟาวนด์ อะ วอลเลท.) ขณะที่กำลังเดินไปตามถนน เขาพบกระเป๋าสตางค์ (เขาเป็นคนเดิน)
Opening the door, she saw a big surprise. (โอเพนนิง เดอะ ดอร์, ชี ซอว์ อะ บิ๊ก เซอร์ไพรส์.) เมื่อเปิดประตู เธอเห็นเซอร์ไพรส์ชิ้นใหญ่ (เธอเป็นคนเปิด)
Feeling tired, I went to bed early. (ฟีลลิง ไทร์ด, ไอ เวนท์ ทู เบด เออรี.) เนื่องจากรู้สึกเหนื่อย ฉันจึงเข้านอนเร็ว (ฉันเป็นคนรู้สึก)
Smiling brightly, the teacher greeted the students. (สไมลลิง ไบรท์ลี, เดอะ ทีชเชอร์ กรีทเทด เดอะ สติวเดนท์ส.) ยิ้มอย่างสดใส ครูได้กล่าวทักทายนักเรียน
จากประสบการณ์ที่อาจารย์ตรวจงานเขียนของนักเรียน ปัญหาที่พบบ่อยคือการแปล V.ing เป็นภาษาไทยครับ นักเรียนมักจะแปลว่า “การ” หรือ “ความ” ซึ่งนั่นคือหน้าที่ของ Gerund (นามกริยา) ครับ แต่ถ้าเป็น Participle เราต้องแปลว่า “ที่กำลัง…” หรือ “ซึ่ง…” เพื่อให้สมองของเราจดจำว่ามันกำลังทำหน้าที่เป็นคำคุณศัพท์ (Adjective) ขยายคำนามอยู่ครับ การปรับมุมมองการแปลนี้จะช่วยให้แต่งประโยคไม่สับสนครับ
| หน้าที่ของ Present Participle | ตัวอย่างการใช้งานและบริบท (ภาษาไทย) |
|---|---|
| ส่วนหนึ่งของกริยาแท้ | They are working hard. (ประธานกำลังกระทำเหตุการณ์นั้น) |
| คำคุณศัพท์หน้าคำนาม | The running water is clean. (น้ำที่กำลังไหล… ขยายคำนามโดยตรง) |
| วลีขยายทั้งประโยค | Hearing the noise, he woke up. (เนื่องจากได้ยิน… ประธานคือผู้ลงมือทำกริยานั้น) |
Past Participle (V.3) คืออะไรและใช้อย่างไร
ผ่านรูป V.ing กันไปแล้ว คราวนี้เรามาดูกริยาช่องที่ 3 หรือ Past Participle กันบ้างครับ รูปแบบนี้คืออีกครึ่งหนึ่งของเหรียญที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน หาก V.ing คือตัวแทนของการทำเอง (Active Voice) V.3 ก็คือตัวแทนของ “การถูกกระทำ” (Passive Voice) หรือ “สภาวะที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว” ครับ
เมื่อเรานำกริยาช่อง 3 มาทำหน้าที่เป็นส่วนขยาย มันจะส่งสัญญาณบอกผู้ฟังทันทีว่า คำนามตัวนั้นไม่ได้เป็นคนออกแรงทำกริยานี้เองนะ แต่มันตกเป็นเหยื่อ หรือเป็นผู้รับผลของการกระทำนั้นๆ จนมีสภาพเปลี่ยนแปลงไป
ในบทเรียน สรุปแกรมม่าภาษาอังกฤษ เรื่องกริยา 3 ช่อง กลุ่มที่เป็นปัญหาที่สุดคือ Irregular Verbs หรือกริยาที่เปลี่ยนรูปไม่คงที่ครับ การท่องจำกริยาช่อง 3 ให้แม่นยำจึงเป็นบันไดขั้นแรกที่จะทำให้เราใช้งานไวยากรณ์ส่วนนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบครับ
การใช้ใน Perfect Tense และ Passive Voice
เช่นเดียวกับประเภทแรกครับ หน้าที่เบสิกที่สุดของมันคือการเป็นฟันเฟืองชิ้นสำคัญในการประกอบร่างกริยาแท้ หากมันเดินคู่กับ Verb to have (have, has, had) มันจะทำหน้าที่สร้างตระกูล Perfect Tenses เพื่อบอกว่าเหตุการณ์นั้นได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ไปแล้ว หรือดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน
แต่ถ้ามันไปเดินคู่กับ Verb to be (is, am, are, was, were) เมื่อไหร่ ประโยคนั้นจะพลิกกลับเป็นโครงสร้าง Passive Voice (ประโยคถูกกระทำ) ทันทีครับ นี่คือสองหน้าที่ทางไวยากรณ์ที่ V.3 จะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมเสมอและขาดมันไปไม่ได้เลยครับ
การแยกแยะกริยาช่วยที่อยู่ด้านหน้า V.3 จะทำให้คุณตีความประโยคได้อย่างถูกต้องแม่นยำครับ
I have finished my homework. (ไอ แฮฟ ฟินิชด มาย โฮมเวิร์ค.) ฉันทำทำบ้านของฉันเสร็จแล้ว (Perfect Tense)
She had left before I arrived. (ชี แฮด เลฟท์ บีฟอร์ ไอ อะไรฟด.) เธอได้ออกไปแล้วก่อนที่ฉันจะมาถึง (Perfect Tense)
The car was stolen yesterday. (เดอะ คาร์ วอส สโตเลน เยสเตอร์เดย์.) รถยนต์ถูกขโมยไปเมื่อวานนี้ (Passive Voice)
These products are made in Thailand. (ดีส โปรดักท์ส อาร์ เมด อิน ไทยแลนด์.) สินค้าเหล่านี้ถูกผลิตในประเทศไทย (Passive Voice)
การใช้เป็นคำคุณศัพท์บอกความรู้สึกหรือสภาวะที่ถูกกระทำ
เมื่อ V.3 แปลงร่างมาทำหน้าที่เป็นคำคุณศัพท์ (Adjective) เพียวๆ มันสามารถนำมาวางไว้หน้าคำนามเพื่อบอกว่าสิ่งนั้น “ถูกทำ” ให้ตกอยู่ในสภาพนั้นครับ เช่น a broken window (หน้าต่างที่ถูกทำให้แตก), a written report (รายงานที่ถูกเขียนขึ้น)
แต่สิ่งที่ข้อสอบนำมาออกบ่อยที่สุดคือการใช้ V.3 เพื่อ บอกความรู้สึกของคน (Adjective of Feeling) ครับ คำกริยาในกลุ่มที่แปลว่า “ทำให้…” เช่น bore (ทำให้เบื่อ), interest (ทำให้สนใจ), tire (ทำให้เหนื่อย) เมื่อนำมาเติม -ed หรือผันเป็นช่อง 3 มันจะแปลว่า “รู้สึก…” ทันทีครับ
จำสูตรง่ายๆ ครับ: “-ing แปลว่า น่า…” ส่วน “-ed (V.3) แปลว่า รู้สึก…” ดังนั้นถ้าประธานเป็นคนที่รับความรู้สึก เราต้องเลือกใช้รูป V.3 เสมอครับ
The broken vase is on the floor. (เดอะ โบรเคน เวส อิส ออน เดอะ ฟลอร์.) แจกันที่แตกแล้วอยู่บนพื้น (สภาพที่ถูกทำให้แตก)
He bought a used car. (ฮี บอท อะ ยูสด์ คาร์.) เขาซื้อรถยนต์ใช้แล้ว (รถที่ถูกใช้งานมาแล้ว)
I am very tired today. (ไอ แอม เวรี ไทร์ด ทูเดย์.) วันนี้ฉันรู้สึกเหนื่อยมาก (รู้สึกเหนื่อย)
She is interested in art. (ชี อิส อินเทอเรสเทด อิน อาร์ท.) เธอรู้สึกสนใจในศิลปะ (รู้สึกสนใจ)
การลดรูปประโยคด้วย Past Participle
เช่นเดียวกับที่เราใช้วลี V.ing ขึ้นต้นประโยคครับ เราก็สามารถใช้ Past Participle Phrase วางไว้หน้าหรือหลังประโยคหลักได้เช่นกัน เพื่อเป็นการรวบประโยคที่มีความหมายเชิงถูกกระทำ (Passive) ให้กระชับขึ้น
โครงสร้างนี้จริงๆ แล้วมันถูกลดรูปมาจาก Relative Clause (ประโยคย่อยขยายความ) ที่เป็นรูปถูกกระทำครับ เช่น “The boy who was punished by the teacher…” ถูกลดรูปรวบรัดเหลือเพียง “Punished by the teacher, the boy…”
กฎยังคงเหมือนเดิมครับ ประธานของประโยคหลักด้านหลัง จะต้องเป็น “ผู้ถูกกระทำ” สภาวะนั้นด้วยตัวเองเสมอ หากประธานไม่สอดคล้องกับวลีด้านหน้า ประโยคจะผิดหลักไวยากรณ์ทันทีครับ
Shocked by the news, she could not speak. (ช็อคด บาย เดอะ นิวส์, ชี คูด นอท สปีค.) เนื่องจากรู้สึกตกใจกับข่าว เธอจึงพูดไม่ออก (เธอเป็นคนถูกทำให้ตกใจ)
Built in 1990, the bridge is still strong. (บิลท์ อิน ไนนท์ทีนไนน์ที, เดอะ บริดจ์ อิส สติล สตรอง.) แม้จะถูกสร้างในปี 1990 สะพานก็ยังคงแข็งแรง (สะพานเป็นสิ่งที่ถูกสร้าง)
Written in English, the letter was easy to read. (ริทเทน อิน อิงลิช, เดอะ เลทเทอร์ วอส อีซี ทู รีด.) เนื่องจากถูกเขียนเป็นภาษาอังกฤษ จดหมายจึงอ่านง่าย (จดหมายเป็นสิ่งที่ถูกเขียน)
Surrounded by fans, the singer smiled. (เซอร์ราวด์เดด บาย แฟนส, เดอะ ซิงเกอร์ สไมลด.) ในขณะที่ถูกห้อมล้อมด้วยแฟนคลับ นักร้องก็ยิ้มออกมา (นักร้องเป็นคนถูกห้อมล้อม)
| กริยาพื้นฐาน (แปลว่า ทำให้…) | รูป -ing (แปลว่า น่า…) | รูป -ed / V.3 (แปลว่า รู้สึก…) |
|---|---|---|
| bore (ทำให้เบื่อ) | boring (น่าเบื่อ – บอกลักษณะ) | bored (รู้สึกเบื่อ – บอกอารมณ์คน) |
| excite (ทำให้ตื่นเต้น) | exciting (น่าตื่นเต้น) | excited (รู้สึกตื่นเต้น) |
| confuse (ทำให้สับสน) | confusing (น่าสับสน) | confused (รู้สึกสับสน) |
| surprise (ทำให้ประหลาดใจ) | surprising (น่าประหลาดใจ) | surprised (รู้สึกประหลาดใจ) |
Perfect Participle (Having + V.3) โครงสร้างขั้นสูง
เมื่อเราเข้าใจพื้นฐานของ V.ing และ V.3 อย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว เราจะมาอัปเลเวลกันด้วยโครงสร้างขั้นสูงที่มักจะปรากฏในข้อสอบระดับยาก หรืองานเขียนวิชาการเชิงลึกครับ นั่นคือ Perfect Participle โครงสร้างนี้คือการผสมผสานพลังระหว่างรูป V.ing และรูป V.3 เข้าด้วยกันเพื่อสร้างบริบทด้านเวลาที่ซับซ้อนขึ้น
หน้าที่หลักของโครงสร้างประเภทนี้ ไม่ใช่แค่การบอกว่าใครทำอะไร หรือใครถูกกระทำ แต่เจตนาหลักของมันคือ “การบอกลำดับก่อนหลังของเหตุการณ์อย่างเด็ดขาด” ครับ มันถูกสร้างมาเพื่อแก้ปัญหาความกำกวมเวลาที่เราต้องการเล่าเหตุการณ์สองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่พร้อมกัน
การนำโครงสร้างนี้ไปใช้ จะทำให้การเขียน ประโยคภาษาอังกฤษ ของคุณดูมีความเป็นโปรเฟสชันนัล และแสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญทางไวยากรณ์ในระดับที่เจ้าของภาษายังต้องยอมรับครับ
รูปแบบและโครงสร้างของ Perfect Participle
โครงสร้างของมันจำง่ายมากครับ ในเมื่อมันชื่อ Perfect มันก็ต้องมี verb to have และ V.3 เข้ามาเกี่ยวข้อง และในเมื่อมันเป็น Participle (ที่มักทำตัวเป็นส่วนขยายขึ้นต้นวลี) มันก็ต้องใช้รูปแบบ V.ing ของคำว่า have จึงกลายมาเป็นสูตร Having + V.3 (กริยาช่อง 3) ครับ
นี่คือรูปแบบ Active (ประธานทำเอง) แต่ถ้าเราต้องการสื่อความหมายว่าประธาน “ถูกกระทำจนเสร็จสิ้น” ก่อนที่จะเกิดอีกเหตุการณ์หนึ่ง (Passive Voice) เราจะใช้โครงสร้าง Having been + V.3 ครับ
จำไว้เสมอว่า โครงสร้างกลุ่มนี้มักจะมาเป็นก้อนวลี (Phrase) วางไว้หน้าประโยคแล้วคั่นด้วยเครื่องหมายจุลภาค (,) ก่อนที่จะตามด้วยประโยคหลักเสมอครับ
Having finished the work (แฮฟวิง ฟินิชด เดอะ เวิร์ค) หลังจากทำเสร็จสิ้นแล้ว (Active)
Having eaten breakfast (แฮฟวิง อีทเทน เบรคฟาสท์) หลังจากรับประทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว (Active)
Having been promoted (แฮฟวิง บีน โปรโมทเทด) หลังจากได้รับการเลื่อนตำแหน่ง (Passive)
Having been repaired (แฮฟวิง บีน รีแพร์ด) หลังจากได้รับการซ่อมแซมเสร็จสิ้น (Passive)
การนำไปใช้เพื่อบอกลำดับเหตุการณ์ก่อนหลังอย่างชัดเจน
เวลาที่เราเล่าเรื่อง บางครั้งเราต้องการเน้นย้ำว่า “เหตุการณ์แรกต้องเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์แบบ 100% เสียก่อน” เหตุการณ์ที่สองในประโยคหลักถึงจะเริ่มต้นขึ้นได้ นี่แหละครับคือจังหวะที่เราต้องหยิบ Having + V.3 มาใช้
มันมีค่าเท่ากับการใช้คำเชื่อมอย่าง After หรือ Because ตามด้วย Past Perfect Tense (After he had finished…) ครับ แต่การใช้ Having + V.3 จะทำให้ประโยคดูสั้น กระชับ และเป็นทางการมากกว่าการพิมพ์ประโยคความซ้อนแบบเต็มๆ ครับ
ย้ำอีกครั้งนะครับว่า ประธานในประโยคหลักด้านหลัง จะต้องเป็นผู้ที่ลงมือทำกริยา Having + V.3 ด้านหน้าด้วยตัวเองเสมอ ห้ามสลับประธานเด็ดขาดครับ
Having finished his homework, he went out to play. (แฮฟวิง ฟินิชด ฮิส โฮมเวิร์ค, ฮี เวนท์ เอาท์ ทู เพลย์.) หลังจากทำทำบ้านเสร็จสมบูรณ์แล้ว เขาก็ออกไปเล่นข้างนอก
Having saved enough money, she bought a new house. (แฮฟวิง เซฟด์ อินัฟ มันนี, ชี บอท อะ นิว เฮาส์.) หลังจากเก็บเงินได้เพียงพอแล้ว เธอจึงซื้อบ้านหลังใหม่
Having lost his map, he asked for directions. (แฮฟวิง ลอสท์ ฮิส แมพ, ฮี อาสคด ฟอร์ ไดเรคชันส.) หลังจากทำแผนที่หาย เขาจึงถามทาง
Having been warned about the storm, they stayed home. (แฮฟวิง บีน วอร์นด อะเบาท์ เดอะ สตอร์ม, เดย์ สเตย์ด โฮม.) หลังจากได้รับคำเตือนเรื่องพายุ พวกเขาจึงอาศัยอยู่แต่ในบ้าน
ความแตกต่างระหว่าง V.ing ธรรมดา และ Having + V.3
หลายคนอาจจะสงสัยว่า แล้วมันต่างจากการใช้ Present Participle (V.ing) ธรรมดาขึ้นต้นประโยคอย่างไร? ความแตกต่างอยู่ที่ “ไทม์ไลน์” หรือระยะเวลาที่เกิดเหตุการณ์ครับ
หากเราใช้ V.ing ขึ้นต้น มันแปลว่าเหตุการณ์ทั้งสองอย่างนั้น “เกิดขึ้นพร้อมๆ กัน” หรือเป็นจังหวะที่คาบเกี่ยวกันอย่างรวดเร็ว (เช่น Walking to school, I saw a bird. เดินไปพลางก็เห็นนกไปพลาง)
แต่ถ้าเราใช้ Having + V.3 ขึ้นต้น มันคือการประกาศกร้าวว่า “เหตุการณ์แรกต้องจบลงอย่างเด็ดขาดแล้วเท่านั้น” เหตุการณ์ที่สองถึงจะตามมาครับ มันมีเส้นแบ่งเวลาที่ชัดเจนกว่ามาก (เช่น Having finished dinner, I washed the dishes. กินข้าวต้องหมดจานก่อน ถึงจะไปล้างจาน)
เทคนิคการทำข้อสอบ TOEIC เรื่อง Participle
สำหรับนักศึกษาและวัยทำงานที่กำลังเตรียมตัวเพื่อ สอบ TOEIC เรื่อง Participle ถือเป็นขุมทรัพย์แจกคะแนนที่ซ่อนอยู่ในพาร์ท Reading (พาร์ท 5 และ พาร์ท 6) ครับ ข้อสอบมักจะหลอกด้วยการให้ตัวเลือกที่เป็น V.1, V.ing, V.ed มาให้เลือกในช่องว่างเดียวกัน
สิ่งที่คุณต้องมีไม่ใช่ทักษะการแปลทุกคำในประโยคครับ แต่คือทักษะในการ “สแกนหาประธาน” และ “แยกแยะกริยาแท้” หากคุณสามารถวิเคราะห์สองสิ่งนี้ได้ คุณจะสามารถตัดช้อยส์และเลือกคำตอบที่ถูกต้องได้ภายในไม่กี่วินาทีครับ
อาจารย์ได้รวบรวมเทคนิคที่เป็นเคล็ดลับเฉพาะตัวในการทำข้อสอบแกรมม่าเรื่องนี้มาให้ทุกคนได้ศึกษาล่วงหน้าครับ
จุดสังเกตในพาร์ท Incomplete Sentences
เมื่อคุณเจอประโยคยาวๆ ที่มีช่องว่างอยู่หลังคำนาม (เช่น The document _______ by the manager) ให้คุณกวาดสายตาดูทั้งประโยคก่อนครับว่า มีกริยาแท้ตัวอื่นอยู่ในประโยคแล้วหรือไม่? (เช่น is, was, has, will be)
ถ้าประโยคนั้นมีกริยาแท้อยู่แล้ว แสดงว่าช่องว่างนี้คือโซนของ “ส่วนขยาย” ครับ หน้าที่ของคุณคือการถามตัวเองว่า คำนามที่อยู่หน้าช่องว่าง (The document) มันเป็นผู้กระทำ (Active) หรือผู้ถูกกระทำ (Passive)
ถ้าคำนามนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตและทำเองได้ ให้เลือกตัวเลือก V.ing ครับ แต่ถ้าคำนามนั้นเป็นสิ่งของและทำเองไม่ได้ ต้องถูกคนอื่นทำ ให้เลือกตัวเลือก V.ed (หรือ V.3) เสมอครับ (ในกรณีนี้เอกสารเขียนตัวเองไม่ได้ ต้องถูกตรวจสอบหรือถูกส่ง จึงต้องตอบ V.3 ครับ)
การลดรูป Relative Clause (Reduced Relative Clause)
ข้อสอบมักจะดึงเอาความรู้เรื่องการลดรูปประโยคย่อย (Relative Clause) มาทดสอบครับ ประโยคเต็มๆ อย่าง The man who is wearing a red shirt… มักจะถูกลดรูปโดยการตัด who is ทิ้ง เหลือเพียง The man wearing a red shirt…
และในทำนองเดียวกัน The report which was written yesterday… ก็จะถูกตัด which was ทิ้ง เหลือเพียง The report written yesterday…
เทคนิคการตัดช้อยส์คือ หากคุณเห็นช่องว่างอยู่ระหว่างคำนามและส่วนขยาย ให้มองหาตัวเลือกที่เป็น V.ing หรือ V.3 ทันที ห้ามเลือกกริยาแท้ตัวอื่น (เช่น writes, wrote) เข้าไปแทรกเด็ดขาด เพราะจะทำให้ประโยคมีกริยาแท้ซ้อนกันสองตัว ซึ่งผิดหลักไวยากรณ์ครับ
จุดหลอกที่คนไทยมักพลาดในข้อสอบ
จุดหลอกแรกคือคำกลุ่ม Adjective of Feeling (คำคุณศัพท์บอกความรู้สึก) อย่างที่อาจารย์ได้ย้ำไปในตารางที่ 2 ครับ กรรมการจะให้ตัวเลือก interest, interested, interesting มาพร้อมกัน ให้คุณดูประธานครับ ถ้าประธานเป็นคน และประโยคต้องการบอกอารมณ์ความรู้สึก ให้ตอบ -ed เสมอ ห้ามตอบ -ing เด็ดขาดครับ (เช่น I am interested in…)
จุดหลอกที่สองคือ โครงสร้างการขึ้นต้นประโยคด้วย Participle Clause (_______ the room, he saw the cat.) ข้อสอบจะเว้นช่องว่างหน้าสุดไว้ ให้คุณ ข้ามไปดูประธานตัวหลังคอมม่า (,) ก่อนเลยครับ (ในที่นี้คือ he) จากนั้นก็ตั้งคำถามเดิมว่า he ทำกริยานั้นเอง หรือถูกกระทำ ถ้าทำเองตอบ V.ing ถ้าถูกกระทำตอบ V.3 ครับ การเช็คประธานตัวหลังจะทำให้คุณไม่มีวันโดนข้อสอบหลอกครับ
สรุปประเด็นสำคัญ Key Takeaways
- ✅ Participle = กริยาไม่แท้ที่แปลงร่างมาทำหน้าที่เป็นคำคุณศัพท์ (Adjective) เพื่อขยายคำนาม
- ✅ Present (V.ing) = มีความหมายเชิง Active คือคำนามตัวนั้นเป็นผู้กระทำอาการนั้นด้วยตัวเอง (ทำเอง)
- ✅ Past (V.3) = มีความหมายเชิง Passive คือคำนามตัวนั้นตกเป็นผู้ถูกกระทำ (ถูกทำ)
- 📌 Feeling Adjectives = จำสูตร: “-ing = น่า…” (ใช้อธิบายสิ่งของ/สถานการณ์), “-ed = รู้สึก…” (ใช้อธิบายอารมณ์คน)
- ⚠️ Perfect (Having + V.3) = ใช้ขึ้นต้นประโยคเพื่อเน้นย้ำว่าเหตุการณ์แรกต้องจบลงอย่างสมบูรณ์ก่อน เหตุการณ์ที่สองจึงจะเกิดได้
Mini Quiz ทดสอบความเข้าใจ
1. The students, ________ completely exhausted after the exam, went straight to bed.
A) feel
B) felt
C) feeling
2. The proposal ________ by the new committee will be reviewed tomorrow morning.
A) submitting
B) submitted
C) submits
👉 ดูเฉลยพร้อมคำอธิบายได้ที่ท้ายบทความหลังส่วนคำถามที่พบบ่อย
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1. ความแตกต่างระหว่าง Participle (V.ing) และ Gerund (V.ing) คืออะไร?
แม้จะมีหน้าตาเหมือนกันเป๊ะ (กริยาเติม -ing) แต่หน้าที่ต่างกันสิ้นเชิงครับ Gerund จะทำหน้าที่เหมือน “คำนาม” (Noun) สามารถเป็นประธานหรือกรรมของประโยคได้เลย (เช่น Running is good for you.) แต่ Participle ทำหน้าที่เหมือน “คำคุณศัพท์” (Adjective) เพื่อขยายคำนาม (เช่น The running boy is my son.) ครับ
2. เราสามารถใช้ Having + V.3 กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันได้ไหม?
ไม่ได้ครับ โครงสร้าง Having + V.3 (Perfect Participle) ถูกออกแบบมาเพื่อเน้นย้ำความแตกต่างของช่วงเวลา ว่าเหตุการณ์แรกได้เสร็จสิ้นลงก่อนหน้าเหตุการณ์ที่สองอย่างชัดเจนครับ หากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกัน หรือคาบเกี่ยวกัน ให้ใช้เพียง V.ing ธรรมดาขึ้นต้นประโยคครับ
3. หลังคำว่า Having been ทำไมถึงตามด้วย V.3 เสมอ?
เพราะมันคือโครงสร้าง Perfect Participle ในรูปแบบถูกกระทำ (Passive Voice) ครับ Having เป็นตัวบอกความสมบูรณ์ก่อนหลัง ส่วน been + V.3 (โครงสร้าง Verb to be + V.3) เป็นตัวบอกว่าประธานถูกกระทำครับ จึงต้องรวมร่างเป็น Having been + V.3 (หลังจากถูก…เสร็จสิ้นแล้ว) ครับ
4. ถ้าจะใช้คำคุณศัพท์บอกความรู้สึก เช่น bored ขยายคำนามโดยตรง ต้องวางตรงไหน?
หากจะใช้ขยายคำนามโดยตรง (ไม่ผ่าน Linking verb) สามารถวางไว้หน้าคำนามได้เลยครับ เช่น A bored student (นักเรียนที่รู้สึกเบื่อ), An excited puppy (ลูกสุนัขที่รู้สึกตื่นเต้น) ตำแหน่งการวางจะเหมือนคำคุณศัพท์ทั่วไปอย่าง good หรือ bad เลยครับ
5. มีจุดสังเกตไหมว่าเมื่อไหร่ควรเติม V.ing และเมื่อไหร่ควรเติม -ed สำหรับคำศัพท์กลุ่มความรู้สึก?
ให้สังเกตที่ “ต้นเหตุ” และ “ผู้รับผล” ครับ ถ้าสิ่งนั้นเป็นต้นเหตุที่ปล่อยพลังงานความรู้สึกนั้นออกมา (เช่น หนังเรื่องนี้เป็นต้นเหตุความเบื่อ) สิ่งนั้นจะเป็น -ing (The movie is boring.) แต่ถ้าคนคนนั้นเป็นผู้รับผลกระทบ จนเกิดอารมณ์นั้นขึ้นมา (รับพลังงานเบื่อมาจากหนัง) คนนั้นจะต้องใช้ -ed (I am bored.) เสมอครับ
ข้อ 1 ตอบ C) feeling
วิเคราะห์: ประโยคนี้มีกริยาแท้คือคำว่า went (went straight to bed) ไปแล้วครับ ดังนั้นส่วนที่ถูกคั่นด้วยเครื่องหมายคอมม่า (,) จึงเป็นเพียงส่วนขยาย (Participle Clause) เท่านั้น เมื่อพิจารณาประธาน The students ซึ่งเป็นผู้กระทำอาการ “รู้สึก (feel)” ด้วยตัวเอง (Active Voice) เราจึงต้องเลือกรูป Present Participle ซึ่งก็คือ V.ing จึงตอบข้อ C ครับ
ข้อ 2 ตอบ B) submitted
วิเคราะห์: เช่นเดียวกับข้อแรกครับ ประโยคนี้มีกริยาแท้คือ will be reviewed (จะถูกทบทวน) อยู่แล้ว ช่องว่างหลัง The proposal (ข้อเสนอ) จึงเป็นส่วนขยายแบบลดรูป (Reduced Clause) เมื่อพิจารณาคำว่าข้อเสนอ มันไม่สามารถ “ยื่น (submit)” ตัวเองได้ แต่มันต้องตกเป็น “ผู้ถูกยื่น” (Passive Voice) ดังนั้นเราจึงต้องใช้ Past Participle (V.3) เพื่อบอกความหมายเชิงถูกกระทำ จึงตอบข้อ B ครับ

