การใช้ will และ going to ต่างกันอย่างไร? สรุปวิธีใช้พร้อมตัวอย่าง

เคยสงสัยไหมครับว่าคำว่า “จะ” ในภาษาไทย เมื่อต้องนำมาแต่งประโยคภาษาอังกฤษ ทำไมถึงมีให้เลือกทั้งสองรูปแบบ ทั้งที่แปลออกมาแล้วก็มีความหมายว่ากำลังจะทำบางสิ่งบางอย่างเหมือนกัน ในบทความนี้ อาจารย์ต้นอมร จะพาไปเจาะลึก การใช้ will และ going to แบบละเอียดทุกซอกทุกมุม เพื่อให้ทุกคนเข้าใจถึงความรู้สึกของผู้พูด และสามารถเลือกใช้คำได้อย่างถูกต้องเหมือนเจ้าของภาษาครับ
- Will ใช้กับการตัดสินใจแบบฉับพลันทันที ไม่ได้คิดหรือวางแผนมาก่อนล่วงหน้า
- Will ยังนิยมใช้เพื่อการให้สัญญา เสนอความช่วยเหลือ และคาดเดาอนาคตแบบไม่มีหลักฐานชัดเจน
- Be going to ใช้กับเหตุการณ์ที่ได้วางแผนและตัดสินใจมาเป็นอย่างดีแล้วก่อนที่จะพูด
- Be going to มักใช้ในการคาดเดาอนาคตที่มีหลักฐานในปัจจุบันบ่งชี้ชัดเจนว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นแน่ๆ
ทำความเข้าใจภาพรวม การใช้ will และ going to
เมื่อเราพูดถึงการเล่าเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในอนาคต (Future Tense) ผู้เรียนภาษาอังกฤษส่วนใหญ่มักจะคุ้นเคยกับการใช้คำว่า will เป็นอันดับแรก เพราะเป็นคำที่สั้น จำง่าย และสามารถนำไปต่อหน้ากริยาตัวใดก็ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การใช้ will และ going to มีความแตกต่างกันในระดับที่ละเอียดอ่อนมาก ซึ่งเจ้าของภาษาจะเลือกใช้คำใดคำหนึ่งตาม “เจตนา” หรือ “ช่วงเวลาที่พวกเขาตัดสินใจ” ครับ
การปู พื้นฐานภาษาอังกฤษ ที่ดี จึงไม่ได้หมายถึงการท่องจำเพียงแค่โครงสร้างประโยคเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการทำความเข้าใจบริบทเบื้องหลังการใช้งานด้วย หากเราใช้สองคำนี้สลับกัน ฝรั่งอาจจะยังคงเข้าใจสิ่งที่เราต้องการจะสื่อ แต่มันจะทำให้ความหมายลึกๆ แอบผิดเพี้ยนไป ตัวอย่างเช่น การบอกว่าเราจะแต่งงาน การใช้คำนึงอาจแปลว่าคุณวางแผนมาเป็นปี ส่วนอีกคำอาจแปลว่าคุณเพิ่งคิดได้เมื่อวินาทีที่แล้วครับ
ดังนั้น เป้าหมายของอาจารย์ในบทความนี้ คือการทำให้ทุกคนมองเห็นภาพว่า โครงสร้างของเวลา (Timeline) ในสมองของผู้พูด มีผลอย่างไรต่อการเลือกใช้ไวยากรณ์ การเข้าใจจุดนี้จะช่วยให้ภาษาอังกฤษของคุณดูเป็นธรรมชาติและมีความเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น เราจะค่อยๆ แกะโครงสร้างและวิธีใช้กันไปทีละสเต็ปครับ
สาเหตุที่ผู้เรียนชาวไทยมักจะสับสน
อุปสรรคใหญ่ที่สุดสำหรับคนไทยในการเรียนเรื่องนี้ คือข้อจำกัดของภาษาแม่ของเราครับ ในภาษาไทย เรามีคำอเนกประสงค์คือคำว่า “จะ” เพียงคำเดียว ไม่ว่าเราจะวางแผนมาแล้วเป็นเดือน หรือเพิ่งนึกขึ้นได้เดี๋ยวนั้น เราก็ใช้คำว่า “จะ” เหมือนกันหมด ทำให้เวลาเราแปลจากความคิดในหัวออกมาเป็นภาษาอังกฤษ เราจึงเผลอหยิบคำใดคำหนึ่งมาใช้แบบสุ่มๆ เพราะคิดว่าความหมายเหมือนกัน
ยิ่งไปกว่านั้น ในตำราเรียนบางเล่มมักจะสอนแบบรวบรัดว่าทั้งสองคำแปลว่า “จะ” เหมือนกัน โดยไม่ได้อธิบายลึกลงไปถึงบริบททางอารมณ์ ทำให้ผู้เรียนสูญเสียโอกาสในการเรียนรู้ความงดงามของการใช้คำ การทำความเข้าใจความต่างนี้ จะช่วยยกระดับทักษะการสื่อสารของคุณให้ก้าวข้ามจากระดับพื้นฐาน ไปสู่ระดับผู้ใช้งานที่เชี่ยวชาญได้ครับ
วิธีแก้ปัญหาความสับสนที่อาจารย์ใช้ได้ผลเสมอคือ การเลิกแปลตรงตัวเป็นภาษาไทย แต่ให้เปลี่ยนมาสร้างภาพสถานการณ์ (Scenario) ในหัวแทนครับ เมื่อคุณเจอประโยค ให้ถามตัวเองว่า “คนพูดคิดเรื่องนี้มาก่อน หรือเพิ่งคิดเดี๋ยวนี้” คำตอบที่ได้จะนำพาคุณไปสู่การเลือกไวยากรณ์ที่ถูกต้องในทันทีครับ
กฎเหล็กแห่งการแยกแยะความแตกต่าง
กฎที่สำคัญที่สุดที่คุณต้องจดจำไว้ให้ขึ้นใจเมื่อเรียนเรื่องนี้คือ “ช่วงเวลาของการตัดสินใจ” (Time of Decision) ครับ นี่คือเข็มทิศที่จะช่วยให้คุณไม่หลงทาง หากการตัดสินใจทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น “ณ วินาทีที่กำลังพูด” (At the moment of speaking) ให้คุณนึกถึง will เสมอครับ
ในทางตรงกันข้าม หากคุณได้คิด ไตร่ตรอง หรือกำหนดการล่วงหน้ามาแล้ว ก่อนที่คุณจะอ้าปากพูดประโยคนั้นออกมา (Before the moment of speaking) โครงสร้างที่คุณต้องเลือกใช้คือ be going to ครับ การแยกแยะด้วยหลักการนี้ จะครอบคลุมการใช้งานได้มากกว่าร้อยละ 80 ของสถานการณ์ทั้งหมดในชีวิตประจำวันเลยครับ
นอกจากเรื่องของเวลาในการตัดสินใจแล้ว อีกหนึ่งกฎเหล็กคือเรื่องของ “หลักฐานที่มองเห็นได้” (Evidence) เมื่อเราต้องการคาดเดาเหตุการณ์ในอนาคต หากคุณมีหลักฐานอยู่ตรงหน้า เช่น เห็นเมฆฝนดำทะมึน คุณต้องใช้ be going to แต่ถ้าเป็นการเดาล้วนๆ จากความรู้สึกหรือประสบการณ์ส่วนตัว ให้เลือกใช้ will ครับ
เทคนิคที่อาจารย์ใช้สอนลูกศิษย์เสมอคือ ให้จำว่า “Will คือความหุนหันพลันแล่น ส่วน Going to คือคนเจ้ากี้เจ้าการที่มีแผนการเสมอ” การจำแบบมีบุคลิกภาพให้คำศัพท์ จะช่วยให้สมองของเราดึงข้อมูลมาใช้งานได้เร็วกว่าการท่องจำกฎแกรมม่าเปล่าๆ ครับ
เจาะลึกโครงสร้าง การใช้ will อย่างละเอียด
เรามาเริ่มต้นเจาะลึกที่คำว่า will กันก่อนครับ คำนี้ถือเป็นกริยาช่วย (Modal Verb) ประเภทหนึ่ง ซึ่งมีข้อดีคือมันไม่เรื่องมากครับ ไม่ว่าประธานของประโยคจะเป็นเอกพจน์ พหูพจน์ หรือบุรุษสรรพนามใดๆ (I, You, He, She, It, We, They) เราสามารถใช้ will ร่วมกับประธานเหล่านั้นได้ทั้งหมดโดยไม่ต้องเปลี่ยนรูปเลยครับ นี่คือข้อดีที่ทำให้ผู้เริ่มต้นเรียน ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ ชื่นชอบโครงสร้างนี้เป็นพิเศษ
กฎที่สำคัญมากเมื่อใช้ will คือ คำกริยาที่ตามหลังจะต้องเป็นกริยาช่องที่ 1 รูปฐาน (Base Form หรือ Infinitive without to) เสมอครับ ห้ามเติม s, es, ed, หรือ ing โดยเด็ดขาด และห้ามมีคำว่า to มาคั่นระหว่างกลางด้วยครับ ตัวอย่างเช่น ต้องใช้ will go เท่านั้น ห้ามใช้ will goes หรือ will to go ครับ
นอกจากนี้ ในภาษาพูด (Spoken English) เรามักจะใช้รูปย่อ (Contraction) ของ will เป็น ‘ll เสมอ เช่น I’ll, You’ll, She’ll เพื่อความรวดเร็วและเป็นธรรมชาติ และเมื่ออยู่ในรูปปฏิเสธ เราจะไม่ใช้ will not บ่อยนัก แต่จะนิยมใช้คำว่า won’t แทนครับ การออกเสียงคำว่า won’t ให้ถูกต้องก็เป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝน เพื่อไม่ให้สับสนกับคำว่า want ที่แปลว่าต้องการครับ
โครงสร้างประโยคของ will ในรูปแบบต่างๆ
โครงสร้างของประโยคที่ใช้ will นั้นตรงไปตรงมามากครับ การเข้าใจโครงสร้างเหล่านี้ จะเป็นพื้นฐานสำคัญเมื่อคุณต้องไป ฝึกแต่งประโยคภาษาอังกฤษ ในระดับที่ซับซ้อนขึ้นครับ เรามาวิเคราะห์มิติต่างๆ ของโครงสร้างนี้กันครับ
- 📐 มิติด้านโครงสร้าง (Form):
บอกเล่า: Subject + will + V.1 (Base form)
ปฏิเสธ: Subject + will not (won’t) + V.1
คำถาม: Will + Subject + V.1? - 🔍 มิติด้านความหมาย (Meaning): สื่อถึงความตั้งใจที่จะกระทำบางสิ่งในอนาคตอันใกล้หรือไกล โดยที่สิ่งนั้นอาจจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ได้ ไม่มีความแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์
- 🗣️ มิติด้านการนำไปใช้ (Use): มักใช้พูดเพื่อแสดงความคิดเห็น เสนอตัวช่วยเหลือ ให้คำมั่นสัญญา หรือตัดสินใจแบบทันควันในสถานการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น
เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น ลองมาดูตัวอย่างการใช้โครงสร้างเหล่านี้ในสถานการณ์ต่างๆ กันครับ
I will call you tonight. (ไอ วิล คอล ยู ทูไนทฺ) ฉันจะโทรหาคุณคืนนี้
She will not go to the party. (ชี วิล นอท โก ทู เดอะ พาร์ที) เธอจะไม่ไปงานปาร์ตี้
Will they arrive on time? (วิล เดย์ อะไรฟว ออน ไทมฺ) พวกเขาจะมาถึงตรงเวลาไหม
| รูปแบบประโยค | โครงสร้างและการใช้รูปย่อ (Contractions) |
|---|---|
| บอกเล่า (Affirmative) | He will help you. -> He’ll help you. |
| ปฏิเสธ (Negative) | We will not stay here. -> We won’t stay here. |
| คำถาม (Interrogative) | Will you marry me? (รูปคำถามไม่มีการย่อ) |
การใช้ will สำหรับการตัดสินใจฉับพลัน (Instant Decision)
นี่คือหน้าที่หลักที่สำคัญที่สุดของ will ครับ เมื่อใดก็ตามที่คุณตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน แล้วคุณต้องตัดสินใจทำอะไรบางอย่างในวินาทีนั้นเลย เราจะใช้คำนี้เสมอครับ ลองจินตนาการว่าคุณนั่งอยู่ในห้องเรียนเงียบๆ แล้วจู่ๆ เสียงโทรศัพท์ของเพื่อนก็ดังขึ้น คุณตัดสินใจเดี๋ยวนั้นว่าจะอาสารับให้ แบบนี้คือบริบทของการตัดสินใจฉับพลันครับ
ในร้านอาหาร โครงสร้างนี้ถูกใช้บ่อยมากครับ เพราะเวลาเราดูเมนูและตัดสินใจสั่งอาหาร เรามักจะตัดสินใจในตอนที่พนักงานมารอรับออร์เดอร์ เราจึงใช้ประโยคว่า “I’ll have…” หรือ “I’ll take…” เพื่อบอกว่าเราเลือกสั่งเมนูนี้ครับ
เรามักจะพบคำนี้ทำงานร่วมกับบริบทที่แสดงเหตุการณ์ปัจจุบันทันด่วน (Spontaneous actions) เสมอครับ ลองมาดูตัวอย่างประโยคกันครับ
It’s very cold in here. I will close the window. (อิทซ เวรี โคลดฺ อิน เฮียร์. ไอ วิล โคลส เดอะ วินโดว) ในนี้หนาวมากเลย ฉันจะปิดหน้าต่างให้
The phone is ringing. I will answer it. (เดอะ โฟน อิซ ริงกิง. ไอ วิล อานเซอร์ อิท) โทรศัพท์กำลังดัง ฉันจะรับเอง
I will have the steak and a glass of red wine, please. (ไอ วิล แฮฟ เดอะ สเตก แอนดฺ อะ กลาส ออฟ เรด ไวนฺ พลีซ) ฉันขอสั่งสเต๊กและไวน์แดงหนึ่งแก้วครับ
การใช้ will เพื่อให้สัญญาหรือเสนอความช่วยเหลือ (Promises and Offers)
อีกหนึ่งสถานการณ์สุดคลาสสิกที่ will เป็นพระเอก คือเมื่อเราต้องการให้คำมั่นสัญญา (Promises) หรืออาสาเสนอตัวช่วยเหลือผู้อื่น (Offers) ครับ การใช้โครงสร้างนี้จะให้ความรู้สึกถึงความจริงใจ และความเต็มใจที่จะทำให้จากใจจริงครับ
เมื่อเราให้สัญญา ไม่ว่าจะเป็นสัญญากับคนรัก กับหัวหน้า หรือกับเพื่อน เรากำลังแสดงความตั้งใจในอนาคตที่ไม่ได้เตรียมการมาก่อน แต่เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ตรงหน้าครับ ส่วนการเสนอความช่วยเหลือ ก็มักจะเป็นปฏิกิริยาตอบสนองเมื่อเราเห็นคนอื่นกำลังลำบากครับ
นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ในการปฏิเสธแบบเด็ดขาด (Refusals) ได้อีกด้วยครับ โดยใช้ในรูปปฏิเสธ won’t เพื่อยืนยันว่าเราจะไม่ทำสิ่งนั้นอย่างแน่นอนครับ
I promise I will not tell anyone your secret. (ไอ พรอมมิส ไอ วิล นอท เทล เอนนีวัน ยัวร์ ซีเครท) ฉันสัญญาว่าฉันจะไม่บอกความลับของคุณกับใคร
Your bags look heavy. I will help you carry them. (ยัวร์ แบ็กซ ลุค เฮฟวี่. ไอ วิล เฮลพฺ ยู แครี เดม) กระเป๋าคุณดูหนักนะ ฉันจะช่วยคุณถือพวกมันเอง
I will always love you, no matter what happens. (ไอ วิล ออลเวย์ซ เลิฟ ยู, โน แมทเทอร์ วอท แฮพเพนซ) ฉันจะรักคุณเสมอ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
เจาะลึกโครงสร้าง การใช้ be going to แบบหมดเปลือก
ทีนี้เรามาดูฝั่งของ be going to กันบ้างครับ สิ่งแรกที่ต้องระวังให้ดีคือ โครงสร้างนี้มี Verb to be เป็นส่วนประกอบหลัก ดังนั้น คุณต้องแปรผัน Verb to be (is, am, are) ให้สอดคล้องกับประธานของประโยคเสมอครับ (I am, He/She/It is, You/We/They are) ไม่สามารถใช้ตัวเดียวกันกับทุกประธานได้เหมือนกับ will นะครับ
คำว่า going to ในบริบทนี้ ไม่ได้แปลว่ากำลังเดินทางไปที่ไหนนะครับ แต่มันทำหน้าที่รวมกันเป็นโครงสร้างไวยากรณ์ที่แปลว่า “ตั้งใจจะ” หรือ “วางแผนไว้ว่าจะ” ครับ กริยาหลักที่แท้จริงของประโยค คือคำกริยาช่องที่ 1 ที่ตามหลังคำว่า to ต่างหากครับ จุดนี้เป็นหลุมพรางที่ผู้เริ่มต้นมักจะตกบ่อยมากครับ
ในบทสนทนาแบบไม่เป็นทางการของชาวอเมริกัน (Informal American English) คำว่า going to มักจะถูกรวบเสียงและพูดสั้นๆ ว่า gonna (กอน-นะ) ครับ คุณจะได้ยินคำนี้บ่อยมากในภาพยนตร์หรือเพลง แต่คำเตือนจากอาจารย์คือ ห้ามนำคำว่า gonna ไปใช้ในการเขียนงานเชิงวิชาการหรือจดหมายธุรกิจเด็ดขาดนะครับ ให้เก็บไว้ใช้พูดกับเพื่อนเท่านั้นครับ
โครงสร้างประโยคของ be going to ในแต่ละบริบท
โครงสร้างของ be going to จะดูซับซ้อนกว่าเล็กน้อยเพราะต้องคำนึงถึงประธานเพื่อเปลี่ยนรูป Verb to be ครับ แต่ถ้าเราแม่นยำเรื่อง Subject-Verb Agreement โครงสร้างนี้ก็ไม่ใช่ปัญหาเลยครับ
- 📐 มิติด้านโครงสร้าง (Form):
บอกเล่า: Subject + is/am/are + going to + V.1 (Base form)
ปฏิเสธ: Subject + is/am/are + not + going to + V.1
คำถาม: Is/Am/Are + Subject + going to + V.1? - 🔍 มิติด้านความหมาย (Meaning): สื่อถึงเจตนาที่มีการคิด วางแผน หรือไตร่ตรองมาล่วงหน้าแล้วก่อนที่จะพูด หรือแสดงความมั่นใจอย่างมากว่าสิ่งนั้นจะเกิดขึ้นเพราะมีหลักฐานชัดเจน
- 🗣️ มิติด้านการนำไปใช้ (Use): นิยมใช้ในการบอกตารางเวลาส่วนตัว แผนการในอนาคตที่จับต้องได้ หรือพยากรณ์อากาศที่มองเห็นสัญญาณเตือนล่วงหน้า
มาดูตัวอย่างเพื่อให้คุ้นเคยกับการแปรผัน Verb to be ในโครงสร้างประโยคกันครับ
I am going to visit my grandmother this weekend. (ไอ แอม โกอิง ทู วิสิท มาย แกรนดฺมาเธอร์ ดิส วีคเอนดฺ) ฉันวางแผนจะไปเยี่ยมคุณย่าสุดสัปดาห์นี้
He is not going to buy that expensive car. (ฮี อิซ นอท โกอิง ทู บาย แดท เอ็กซเพนซิฟว คาร์) เขาไม่ได้ตั้งใจที่จะซื้อรถยนต์ราคาแพงคันนั้น
Are we going to have dinner at the restaurant? (อา วี โกอิง ทู แฮฟ ดินเนอร์ แอท เดอะ เรสเตอรองทฺ) พวกเราจะไปทานมื้อค่ำที่ร้านอาหารใช่ไหม
การใช้ be going to สำหรับการวางแผนล่วงหน้า (Prior Plans)
เมื่อคุณต้องการบอกให้ใครสักคนรู้ว่า คุณได้วางแผนเตรียมการสำหรับบางสิ่งบางอย่างมาแล้วเป็นอย่างดี คุณคิดเรื่องนี้มาสักพักแล้ว ไม่ได้เพิ่งมาคิดเอาเดี๋ยวนี้ นี่คือเวทีของ be going to ครับ การใช้โครงสร้างนี้ จะทำให้ผู้ฟังรู้สึกว่าคุณมีความมุ่งมั่นและมีเปอร์เซ็นต์ที่จะทำสิ่งนั้นให้เกิดขึ้นจริงสูงมากครับ
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ การเตรียมตัวไปเที่ยว (Vacation plans) เพราะการไปเที่ยวคุณต้องจองตั๋วเครื่องบิน จองโรงแรม ลางานล่วงหน้า คุณไม่ได้ตื่นขึ้นมาแล้วเดินไปสนามบินเลย ดังนั้น ในบทสนทนาเกี่ยวกับการพักผ่อน เราแทบจะใช้โครงสร้างนี้เกือบ 100% เลยครับ
จำไว้เสมอว่า ยิ่งคุณมีรายละเอียดในแผนการมากเท่าไหร่ โครงสร้างนี้ก็ยิ่งเหมาะสมมากขึ้นเท่านั้นครับ ลองดูตัวอย่างประโยคเหล่านี้ครับ
We are going to travel to Japan next month. We already bought the tickets. (วี อา โกอิง ทู ทราเวล ทู เจแปน เนกซทฺ มันธฺ. วี ออลเรดี บอท เดอะ ทิกเคทซ) พวกเราวางแผนจะเดินทางไปญี่ปุ่นเดือนหน้า พวกเราซื้อตั๋วเรียบร้อยแล้ว
I am going to study engineering at the university. (ไอ แอม โกอิง ทู สตัดดี เอนจิเนียริง แอท ดิ ยูนิเวอร์ซิตี) ฉันตั้งใจจะเรียนวิศวกรรมศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย
They are going to get married in December. (เดย์ อา โกอิง ทู เกท แมริด อิน ดีเซมเบอร์) พวกเขาวางแผนที่จะแต่งงานกันในเดือนธันวาคม
การใช้ be going to เพื่อคาดเดาจากหลักฐาน (Predictions with Evidence)
นอกจากการวางแผนแล้ว be going to ยังมีอีกหนึ่งหน้าที่สำคัญคือ การทำนายหรือคาดเดาอนาคตครับ แต่ไม่ใช่การเดาสุ่มมั่วๆ นะครับ ต้องเป็นการ เดาจากสิ่งที่คุณเห็นหรือสัมผัสได้ในปัจจุบัน (Evidence in the present) เท่านั้นครับ
หลักฐานที่ว่านี้อาจจะเป็นท้องฟ้าที่มืดครึ้ม สีหน้าท่าทางของคน หรือสถานการณ์รอบตัวที่กำลังส่งสัญญาณเตือนอย่างรุนแรงว่า “มันกำลังจะเกิดเรื่องบางอย่างขึ้นแน่ๆ” โครงสร้างนี้ให้ความรู้สึกของความน่าจะเป็นที่สูงมาก เกือบจะ 90-100% เลยครับ
การเข้าใจการคาดเดาประเภทนี้ จะช่วยเพิ่ม คำศัพท์ภาษาอังกฤษ และสำนวนการพูดของคุณให้ดูเป็นธรรมชาติเหมือนผู้ประกาศข่าวหรือคนที่ช่างสังเกตครับ
Look at those dark clouds. It is going to rain soon. (ลุค แอท โดส ดาร์ค คลาวดซ. อิท อิซ โ โกอิง ทู เรน ซูน) ดูเมฆดำพวกนั้นสิ ฝนกำลังจะตกในไม่ช้านี้แน่ๆ
Watch out! You are going to drop those glasses! (วอทชฺ เอาทฺ! ยู อา โกอิง ทู ดรอพ โดส กลาสเซส) ระวัง! คุณกำลังจะทำแก้วพวกนั้นตกแล้ว!
He is running very fast. He is going to win the race. (ฮี อิซ รันนิง เวรี ฟาสทฺ. ฮี อิซ โกอิง ทู วิน เดอะ เรซ) เขาวิ่งเร็วมาก เขากำลังจะชนะการแข่งขันครั้งนี้แน่นอน
| เปรียบเทียบจุดประสงค์การคาดเดาอนาคต | ตัวอย่างสถานการณ์ที่เหมาะสม |
|---|---|
| คาดเดาจากหลักฐานตรงหน้า (ใช้ be going to) | เห็นรถขับมาเร็วมากและเบรกไม่อยู่ -> The car is going to crash! |
| คาดเดาจากความคิดเห็นส่วนตัว (ใช้ will) | คิดว่าปีหน้าเศรษฐกิจน่าจะดีขึ้น -> The economy will improve next year. |
เปรียบเทียบจุดต่อจุด เมื่อต้องเลือกระหว่าง will กับ going to
เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพที่ชัดเจนที่สุด อาจารย์ขอนำทั้งสองโครงสร้างนี้มาปะทะกันแบบหมัดต่อหมัดในสถานการณ์เดียวกันครับ การเปรียบเทียบแบบขนาน (Parallel Comparison) จะช่วยให้สมองของคุณสังเกตเห็นถึงรอยต่อเล็กๆ ที่ทำให้ความหมายของประโยคเปลี่ยนไปครับ
บ่อยครั้งที่คุณอาจจะเจอฝรั่งใช้สองคำนี้สลับกันไปมาในประโยคเดียวกัน นั่นเป็นเพราะในระหว่างที่เขากำลังพูด ความคิดของเขาได้เปลี่ยนจากการวางแผนมาเป็นการตัดสินใจฉับพลัน หรือเปลี่ยนจากการคาดเดาแบบมีหลักฐานไปเป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวครับ
ถ้าคุณสามารถจับความรู้สึกเหล่านี้ได้ คุณก็พร้อมสำหรับการสื่อสารในระดับลึก (Deep Conversation) กับชาวต่างชาติแล้วครับ เรามาดูตัวอย่างเปรียบเทียบกันเลยครับ
เมื่อความตั้งใจถูกกำหนดไว้ต่างเวลากัน
ลองนึกภาพสถานการณ์สมมติว่า ก๊อกน้ำที่บ้านของคุณเสีย น้ำกำลังรั่วซึมออกมา เพื่อนร่วมห้องของคุณเดินมาบอกคุณถึงปัญหานี้ คำตอบที่คุณจะพูดตอบกลับไป สามารถเป็นไปได้สองทาง ขึ้นอยู่กับว่าคุณรู้เรื่องนี้มาก่อนหรือไม่ครับ
หากคุณเพิ่งทราบข่าวนี้เป็นครั้งแรกจากปากเพื่อน และคุณตัดสินใจเดี๋ยวนั้นว่าจะจัดการมัน คุณจะต้องใช้ประโยคแรกครับ แต่ถ้าคุณเห็นน้ำรั่วมาตั้งแต่เช้าแล้ว และตั้งใจว่าจะเรียกช่างมาซ่อมอยู่พอดี คุณจะต้องใช้ประโยคที่สองครับ
A: The water pipe is broken! (เดอะ วอเทอร์ ไพพฺ อิซ โบรเคน) ท่อน้ำแตกแล้ว!
B1 (เพิ่งรู้): Oh, really? I will call the plumber right now. (โอ รีลลี? ไอ วิล คอล เดอะ พลัมเบอร์ ไรทฺ นาว) โอ้ จริงหรอ ฉันจะโทรเรียกช่างประปาเดี๋ยวนี้แหละ (ตัดสินใจเดี๋ยวนั้น)
B2 (รู้มาก่อนแล้ว): I know. I am going to call the plumber this afternoon. (ไอ โนว. ไอ แอม โกอิง ทู คอล เดอะ พลัมเบอร์ ดิส อาฟเตอร์นูน) ฉันรู้แล้ว ฉันวางแผนว่าจะโทรเรียกช่างประปาบ่ายนี้แหละ (วางแผนไว้ก่อนแล้ว)
การทำนายอนาคต (Predictions) แบบไหนใช้คำไหน
สำหรับการคาดเดาอนาคต บางครั้งเส้นแบ่งก็ค่อนข้างเบลอครับ แต่เรายังสามารถยึดหลัก “ความคิดเห็นส่วนตัว” ปะทะ “หลักฐานทางกายภาพ” ได้เสมอครับ มักจะพบโครงสร้างนี้บ่อยๆ ร่วมกับคำว่า I think, I hope, I believe ซึ่งมักจะเป็นสัญญาณบอกใบ้ให้เราใช้ will ครับ
แต่ถ้าในประโยคมีคำที่บ่งบอกถึงสิ่งแวดล้อมที่มองเห็นได้ หรือมีตัวเลขสถิติยืนยันชัดเจน ให้เราเทใจไปหาฝั่ง be going to ได้เลยครับ
I think our team will win the match tomorrow. (ไอ ธิงคฺ เอาเวอร์ ทีม วิล วิน เดอะ แมทชฺ ทูมอร์โรว) ฉันคิดว่าทีมของพวกเราจะชนะการแข่งขันพรุ่งนี้ (เป็นการเดาจากความเชื่อส่วนตัว)
Look at the score! It’s 5-0. Our team is going to win the match. (ลุค แอท เดอะ สกอร์! อิทซ ไฟฟว ซีโร. เอาเวอร์ ทีม อิซ โกอิง ทู วิน เดอะ แมทชฺ) ดูคะแนนสิ นำตั้ง 5 ต่อ 0 แล้ว ทีมของเรากำลังจะชนะการแข่งขันแน่ๆ (เดาจากหลักฐานคือคะแนนบนกระดาน)
Don’t worry, you will pass the exam. (ดอนทฺ วอร์รี, ยู วิล พาส ดิ เอ็กแซม) ไม่ต้องกังวลหรอก คุณจะสอบผ่านแน่นอน (เป็นการให้กำลังใจ คาดเดาจากความเชื่อใจ)
You haven’t studied at all! You are going to fail the exam. (ยู แฮฟวึนทฺ สตัดดิด แอท ออล! ยู อา โกอิง ทู เฟล ดิ เอ็กแซม) คุณไม่ได้อ่านหนังสือเลยสักนิด! คุณกำลังจะสอบตกแน่ๆ (มีหลักฐานชัดเจนว่าไม่อ่านหนังสือ)
ในภาษาอังกฤษแบบเป็นทางการ (Formal English) โดยเฉพาะการเขียนรายงานธุรกิจ มักจะนิยมใช้ will มากกว่า going to ครับ เพราะให้โทนเสียงที่ดูเป็นมืออาชีพและกระชับกว่า แต่ถ้าเป็นภาษาพูด การสลับใช้ทั้งสองคำนี้ได้อย่างถูกต้อง จะทำให้คุณดูเป็นคนที่ใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างไหลลื่นมากๆ ครับ
เคล็ดลับทำข้อสอบ TOEIC เรื่อง will และ going to
สำหรับใครที่กำลังเตรียมตัว สอบ TOEIC เรื่อง การใช้ will และ going to เป็นหัวข้อไวยากรณ์ที่ออกสอบเป็นประจำครับ โดยเฉพาะในพาร์ท Incomplete Sentences (Part 5) และ Text Completion (Part 6) ข้อสอบไม่ได้วัดแค่ว่าคุณแปลคำว่า “จะ” ออกหรือไม่ แต่วัดว่าคุณเข้าใจ “บริบทของเวลาและเจตนา” หรือเปล่าครับ
ผู้ออกข้อสอบมักจะจงใจใส่ Keyword เล็กๆ น้อยๆ ไว้ในประโยคเพื่อเป็นเบาะแส (Clues) ให้เรารู้ว่าควรจะเลือกช้อยส์ไหน หากคุณสามารถจับสังเกตเบาะแสเหล่านี้ได้ คุณจะสามารถตัดช้อยส์ผิดทิ้งได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่วินาทีเลยครับ
เรามาดูกันว่าจุดหลอกที่พบบ่อยมีอะไรบ้าง และลองฝึกทำข้อสอบเสมือนจริงเพื่อวิเคราะห์ไปพร้อมๆ กับอาจารย์ครับ รับรองว่าเทคนิคนี้จะช่วยอัปคะแนนพาร์ทแกรมม่าของคุณได้อย่างแน่นอนครับ
จุดหลอกที่พบบ่อยในข้อสอบ (Common Traps)
จุดหลอกแรกที่ฮิตที่สุดคือ การใส่คำบ่งบอกตารางเวลา (Schedules/Itineraries) เข้ามาในประโยคครับ เช่น คำว่า agenda, itinerary, scheduled for หากประโยคกำลังพูดถึงแผนงานที่มีการจัดเตรียมไว้อย่างเป็นทางการ ข้อสอบมักจะต้องการให้คุณตอบ is/are going to หรือบางครั้งอาจจะเป็น Present Continuous ไปเลยครับ เพื่อแสดงความแน่นอนของแผนการ
จุดหลอกที่สองคือ บริบทของการเสนอตัวช่วยเหลือ (Offering Help) ข้อสอบอาจจะสร้างสถานการณ์ว่ามีลูกค้ายกของหนัก หรือมีคนต้องการเอกสารด่วน หากคุณเจอสถานการณ์แบบฉับพลันที่ต้องเข้าไปแก้ไขปัญหาทันที ให้มองหาช้อยส์ที่มีคำว่า will ครับ
สุดท้ายคือเรื่องของ โครงสร้างกริยาที่ตามหลัง ครับ ข้อสอบมักจะหลอกด้วยการเติม s หรือ ed ที่กริยาหลัง will หรือลืมใส่ to หลัง going (เช่น He is going write) นี่เป็นจุดผิดพลาดทางไวยากรณ์พื้นฐานที่คุณต้องกวาดสายตาตรวจสอบให้ดีก่อนฝนกระดาษคำตอบครับ
ตัวอย่างข้อสอบเสมือนจริง (Simulated Test)
เรามาลองทดสอบทักษะด้วยโจทย์แนว TOEIC แบบเสมือนจริงกันครับ ลองใช้เวลาคิดวิเคราะห์จากบริบทที่ให้มานะครับ
Question 1: “Mr. Smith’s flight has been delayed. He has informed the front desk that he _______ check in at the hotel until 9:00 PM.”
(A) is going to
(B) will not
(C) not going to
(D) won’t to
วิธีคิด: ประโยคนี้พูดถึงสถานการณ์ฉุกเฉิน (เที่ยวบินล่าช้า) ทำให้เขาต้องตัดสินใจแจ้งทางโรงแรมว่าจะไม่มาเช็คอินจนกว่าจะถึงสามทุ่ม นอกจากนี้ หากเราดูเรื่องโครงสร้างแกรมม่า ข้อ (C) ขาด Verb to be (is) ส่วนข้อ (D) won’t ห้ามตามด้วย to ดังนั้นโครงสร้างที่ถูกต้องและเข้ากับบริบทที่สุดคือ (B) will not ครับ
Question 2: “According to the approved budget plan for next year, the company _______ open three new branches in Europe.”
(A) will
(B) is going to
(C) are going
(D) will going to
วิธีคิด: คีย์เวิร์ดสำคัญในประโยคนี้คือคำว่า “approved budget plan” (แผนงบประมาณที่ได้รับการอนุมัติแล้ว) ซึ่งชี้ชัดว่าเป็นการวางแผนและเตรียมการมาเป็นอย่างดีแล้ว ไม่ใช่การตัดสินใจฉับพลัน ดังนั้นเราต้องใช้โครงสร้าง going to ครับ บริษัท (the company) ถือเป็นเอกพจน์ คำตอบที่ถูกต้องครบถ้วนตามโครงสร้างจึงเป็น (B) is going to ครับ
สรุปประเด็นสำคัญ Key Takeaways
- 📌 Will = คิดปุ๊บ ทำปั๊บ! (Instant Decisions), ให้คำสัญญา (Promises), เสนอตัวช่วย (Offers)
- 📌 Will = เดาอนาคตแบบลอยๆ จากความคิดเห็นส่วนตัว (Predictions without evidence)
- 📌 Be going to = มีแผนในใจอยู่แล้ว เตรียมตัวมาแล้ว (Prior Plans and Intentions)
- 📌 Be going to = เดาอนาคตจากหลักฐานตรงหน้า เมฆดำมาฝนต้องตกแน่ๆ (Predictions with evidence)
Mini Quiz ทดสอบความเข้าใจ
ลองเลือกเติม will หรือ be going to (พร้อมแปรผัน Verb to be ให้ถูกต้อง) ลงในช่องว่างต่อไปนี้ครับ
1. A: I don’t have any money left.
B: Don’t worry. I _______ lend you some.
2. Look at the traffic! We _______ be late for the meeting.
3. Next year, we _______ buy a new house. We have saved enough money.
4. I think people _______ live on Mars in the future.
👉 ดูเฉลยพร้อมคำอธิบายได้ที่ท้ายบทความหลังส่วนคำถามที่พบบ่อย
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1. ใช้ will แทน going to ทุกกรณีเลยได้ไหม ฝรั่งจะฟังรู้เรื่องหรือเปล่า?
ฝรั่งฟังรู้เรื่องแน่นอนครับ แต่ความหมายจะผิดเพี้ยนไปจากเจตนาเดิมของคุณ หากคุณใช้ will เพื่อบอกแผนการไปเที่ยวที่เตรียมมาเป็นเดือน ฝรั่งอาจจะงงว่าคุณเพิ่งคิดจะไปเดี๋ยวนั้นเลยเหรอ การเลือกใช้ให้ถูกต้องจึงช่วยสื่อสารอารมณ์ได้ตรงกว่าครับ
2. โครงสร้าง gonna ใช้เขียนในข้อสอบได้ไหม?
ห้ามใช้เด็ดขาดครับ! Gonna เป็นภาษาพูด (Slang/Informal) ที่เกิดจากการรวบเสียงของคำว่า going to การเขียนในเชิงวิชาการหรือการทำข้อสอบทุกประเภท ต้องเขียนรูปเต็มว่า going to เสมอครับ
3. เราสามารถใช้ Present Continuous (is/am/are + V.ing) เพื่อบอกอนาคตแทน going to ได้ไหม?
ได้ครับ! ในกรณีที่เป็นแผนการที่ “ได้รับการยืนยันและจัดการเรียบร้อยแล้ว” (Fixed Arrangements) เรานิยมใช้ Present Continuous แทนได้เลย เช่น I am meeting John tomorrow. ซึ่งมีความหมายแทบจะเหมือนกับ I am going to meet John tomorrow. ครับ
4. ถ้าประโยคมีคำว่า probably ควรใช้คู่กับอะไร?
คำว่า probably (น่าจะ, อาจจะ) เป็นคำที่แสดงความไม่แน่ใจ ซึ่งสอดคล้องกับคุณสมบัติการคาดเดาแบบไม่มีหลักฐานชัดเจน ดังนั้น เราจึงมักใช้คู่กับ will เสมอครับ เช่น I will probably stay home tonight. (ฉันน่าจะอยู่บ้านคืนนี้)
5. คำว่า shall ใช้ต่างจาก will อย่างไร?
Shall มีความหมายเหมือน will แต่ในภาษาอังกฤษปัจจุบัน เราแทบจะไม่ใช้ shall ในประโยคบอกเล่าแล้วครับ เราจะสงวน shall ไว้ใช้กับประธาน I และ We ในประโยคคำถามเพื่อการเชิญชวนหรือเสนอแนะเท่านั้น เช่น Shall we dance? หรือ Shall I open the door? ครับ
มาตรวจสอบคำตอบ Mini Quiz กันเลยครับ ขอให้ทุกคนลองทบทวนเหตุผลประกอบไปด้วยนะครับ
ข้อ 1 ตอบ will: เพราะ B เพิ่งรู้ว่า A ไม่มีเงิน จึงตัดสินใจอาสาช่วยเหลือแบบฉับพลันทันที (Offer / Instant Decision) จึงใช้ will ให้ความช่วยเหลือครับ (I will lend you some.)
ข้อ 2 ตอบ are going to: เพราะมีหลักฐานชัดเจนอยู่ตรงหน้าคือการจราจรที่ติดขัด (Look at the traffic!) ทำให้คาดเดาได้เกือบ 100% ว่าต้องสายแน่ๆ จึงใช้ are going to (We are going to be late.)
ข้อ 3 ตอบ are going to: เพราะมีประโยคหลังมาสนับสนุนว่า “เก็บเงินพอแล้ว” แสดงว่าเป็นการตั้งเป้าหมายและวางแผนล่วงหน้ามาเป็นอย่างดีแล้ว จึงใช้ are going to (we are going to buy…)
ข้อ 4 ตอบ will: เพราะประโยคขึ้นต้นด้วย I think ซึ่งเป็นการบอกเล่าความคิดเห็น หรือการทำนายอนาคตแบบลอยๆ ไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์มายืนยันตรงหน้า จึงใช้ will ครับ (people will live…)

