Active Voice กับ Passive Voice คืออะไร สรุปโครงสร้างและตัวอย่างประโยคแบบเข้าใจง่าย

Active Voice คือ ประโยคที่ประธานเป็นผู้ลงมือทำกริยาโดยตรง ส่วน Passive Voice คือ ประโยคที่ประธานเป็นผู้ถูกกระทำ โดยมีโครงสร้างหลักคือ Verb to be ตามด้วยกริยาช่องที่ 3 เสมอครับ สำหรับใครที่กำลังสับสนเรื่องการใช้ active voice กับ passive voice รวมถึงหลักการเปลี่ยน active voice เป็น passive voice บทความนี้อาจารย์ต้นอมรได้สรุปโครงสร้างไวยากรณ์พร้อมประโยคตัวอย่างครบทุก Tense (กาลเวลา) เพื่อให้ทุกคนนำไปใช้สอบและสื่อสารในชีวิตประจำวันได้อย่างมั่นใจครับ
- 1. สรุปความหมายของ Active Voice และ Passive Voice
- 2. หลักการเปลี่ยนประโยค Active ให้เป็น Passive Voice
- 3. ตารางโครงสร้าง Passive Voice ทุก Tense พร้อมตัวอย่างประโยค
- 4. การเปลี่ยนประโยคคำถามเป็น Passive Voice
- 5. กริยาแสดงความรู้สึกที่มักใช้สับสน (การเติม ing และ ed)
- 6. เทคนิคการจำ Active และ Passive Voice จากการใช้งานจริง
- 7. รวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Active และ Passive Voice (FAQ)
1. สรุปความหมายของ Active Voice และ Passive Voice
ผู้เรียนภาษาอังกฤษส่วนใหญ่คงสงสัยว่ารูปกริยาที่แสดงว่าประธานทำหรือถูกกระทำนั้นแตกต่างกันอย่างไร ซึ่งหลักๆ แล้วภาษาอังกฤษจะแบ่งรูปแบบประโยคออกเป็น 2 ชนิดดังนี้ครับ
- Active Voice คือประโยคที่ประธานเป็นผู้กระทำกริยาโดยตรง โดยจะมีกรรมมารับหรือไม่มีกรรมมารับประโยคก็ได้
- Passive Voice คือประโยคที่ประธานเป็นผู้ถูกกระทำ โดยมีรูปแบบโครงสร้างหลักคือ Verb to be บวกด้วยกริยาช่องที่ 3 เสมอ
2. หลักการเปลี่ยนประโยค Active ให้เป็น Passive Voice
การเปลี่ยนประโยคบอกเล่าจากผู้กระทำให้กลายเป็นผู้ถูกกระทำ มีหลักการจำง่ายๆ 4 ขั้นตอนดังนี้ครับ
- ให้เอากรรมของประโยคเดิมมาเป็นประธานในประโยคใหม่ ถ้าเป็นคำนามทั่วไปไม่ต้องเปลี่ยนรูป แต่ถ้าเป็นคำสรรพนามให้เปลี่ยนจากรูปกรรมมาเป็นรูปประธาน
- ให้เปลี่ยน Verb to be ให้อยู่ในกาลเวลาเดียวกับกริยาหลักของประโยคเดิม และต้องผันให้สอดคล้องกับประธานตัวใหม่
- กริยาหลักในประโยคเดิมจะต้องถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นกริยาช่องที่ 3 เสมอ
- ปิดท้ายด้วยการเติมคำว่า by แล้วตามด้วยประธานจากประโยคเดิมที่เปลี่ยนเป็นรูปกรรม ถ้าเป็นคำนามให้คงรูปเดิม แต่คำสรรพนามให้เปลี่ยนเป็นรูปกรรมก่อน
3. ตารางโครงสร้าง Passive Voice ทุก Tense พร้อมตัวอย่างประโยค
เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพชัดเจนและอ่านง่ายบนหน้าจอมือถือ ผมได้จัดทำตารางเปรียบเทียบการเปลี่ยนประโยคตามโครงสร้างกาลเวลาต่างๆ มาให้ดูกันครับ
| รูปแบบกาลเวลา | ประโยค Active Voice (ผู้กระทำ) | ประโยค Passive Voice (ผู้ถูกกระทำ) |
| Present Simple | She drinks milk. (เธอดื่มนม) | Milk is drunk by her. (นมถูกดื่มโดยเธอ) |
| Present Continuous | She is eating oranges. (เธอกำลังกินส้ม) | Oranges are being eaten by her. (ส้มกำลังถูกกินโดยเธอ) |
| Present Perfect | He has written these letters. (เขาได้เขียนจดหมายเหล่านี้) | These letters have been written by him. (จดหมายเหล่านี้ได้ถูกเขียนโดยเขา) |
| Past Simple | She drank milk. (เธอดื่มนมแล้ว) | Milk was drunk by her. (นมถูกดื่มแล้วโดยเธอ) |
| Past Continuous | She was eating oranges. (เธอเคยกำลังกินส้ม) | Oranges were being eaten by her. (ส้มเคยกำลังถูกกินโดยเธอ) |
| Past Perfect | He had written these letters. (เขาได้เขียนจดหมายเหล่านี้แล้ว) | These letters had been written by him. (จดหมายเหล่านี้ได้ถูกเขียนแล้วโดยเขา) |
| Future Simple | She will do her homework. (เธอจะทำการบ้านของเธอ) | Her homework will be done by her. (การบ้านของเธอจะถูกทำโดยเธอ) |
| Future Continuous | She will be sending a letter. (เธอจะกำลังส่งจดหมาย) | A letter will be being sent by her. (จดหมายจะกำลังถูกส่งโดยเธอ) |
| Future Perfect | They will have cleaned this room. (พวกเขาจะทำความสะอาดห้องนี้เสร็จแล้ว) | This room will have been cleaned by them. (ห้องนี้จะถูกทำความสะอาดเสร็จแล้วโดยพวกเขา) |
4. การเปลี่ยนประโยคคำถามเป็น Passive Voice
กรณีที่ประโยคขึ้นต้นด้วยกริยาช่วย ให้เปลี่ยนประโยคคำถามให้เป็นประโยคบอกเล่าก่อน จากนั้นเปลี่ยนประโยคบอกเล่านั้นให้กลายเป็นประโยคถูกกระทำ แล้วสลับกริยาช่วยขึ้นมาไว้หน้าประโยคเพื่อทำให้กลับเป็นประโยคคำถามอีกครั้ง ตัวอย่างเช่น Does she buy this book เปลี่ยนเป็น She buys this book. แล้วทำเป็น This book is bought by her. สุดท้ายจะได้เป็น Is this book bought by her
กรณีที่ประโยคขึ้นต้นด้วยคำแสดงคำถาม ให้ทำตามขั้นตอนเหมือนด้านบน แต่ใช้คำแสดงคำถามขึ้นต้นประโยคตามเดิม ข้อยกเว้นเดียวคือถ้าประโยคเดิมใช้คำว่า Who จะต้องเปลี่ยนเป็นคำว่า By whom ในประโยคใหม่ครับ ตัวอย่างเช่น Who sees her เปลี่ยนเป็น She is seen by whom. สุดท้ายจะได้เป็น By whom is she seen และ Which car do you buy จะได้เป็น Which car is bought by you
5. กริยาแสดงความรู้สึกที่มักใช้สับสน (การเติม ing และ ed)
คำกริยาที่แสดงความรู้สึกเช่น interest amuse bore please frighten excite tire astonish surprise หรือ disappoint มีลักษณะการใช้งานที่หลายคนมักสับสนดังนี้ครับ
- ใช้ในรูปประโยคผู้กระทำทั่วไป จะแปลว่า “ทำให้” เช่น This car interests me. แปลว่ารถคันนี้ทำให้ฉันสนใจ
- ใช้เติม ing จะแปลว่า “น่า” ใช้เมื่อสิ่งนั้นให้ความรู้สึกบางอย่างต่อบุคคล เช่น John is boring. แปลว่าจอห์นเป็นคนน่าเบื่อ หรือ This book is interesting. แปลว่าหนังสือเล่มนี้น่าสนใจ
- ใช้เติม ed หรือใช้ในรูปประโยคถูกกระทำ จะแปลว่า “รู้สึก” ใช้เมื่อบุคคลมีความรู้สึกต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มักตามด้วยคำบุพบท เช่น John is bored with her. แปลว่าจอห์นรู้สึกเบื่อเธอ หรือ She is interested in this book. แปลว่าเธอรู้สึกสนใจในหนังสือเล่มนี้
6. เทคนิคการจำ Active และ Passive Voice จากการใช้งานจริง
ผมอยากชวนทุกคนลองนึกภาพบรรยากาศการเรียนในห้องดูครับ บ่อยครั้งที่พวกลูกศิษย์ของผมพยายามท่องตารางกาลเวลาทั้ง 12 แบบจนปวดหัว แต่ผมอยากบอกว่าความลับของการเก่งภาษาอังกฤษไม่ได้อยู่ที่การท่องจำกฎไวยากรณ์แบบนกแก้วนกขุนทอง แต่อยู่ที่การทำความเข้าใจความรู้สึกและบริบทของประโยคครับ
จากประสบการณ์ที่ผมเป็นอาจารย์พิเศษสอนในมหาวิทยาลัยและเป็นวิทยากรอบรมภาษาอังกฤษให้กับหลายองค์กร ผมพบว่าคนเราจะเรียนรู้ภาษาได้ดีที่สุดเมื่อได้รับข้อมูลที่เข้าใจได้และสามารถเชื่อมโยงกับสถานการณ์จริงครับ เหมือนเวลาผมสอนในห้องแล้วเห็นปากกาวางอยู่บนโต๊ะหายไป หากผมอยากจะบอกทุกคนว่ามีใครบางคนขโมยปากกาผมไป ผมจะเลือกใช้ประโยคผู้กระทำว่า Someone stole my pen เพราะผมต้องการเน้นไปที่ตัวบุคคลที่ทำผิด แต่ในทางกลับกันถ้าผมไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำและอยากจะบ่นแค่ว่าปากกาของผมถูกขโมยไปแล้ว ผมก็จะเปลี่ยนมาใช้ประโยคถูกกระทำว่า My pen was stolen แทนครับ จะเห็นว่าในชีวิตจริงเราเลือกใช้โครงสร้างตามสิ่งที่เราต้องการให้ความสำคัญหรือสิ่งที่เรามองเห็นตรงหน้าครับ
นอกจากนี้การถูกบังคับให้ท่องจำโครงสร้างยากๆ จะสร้างความเครียดและเป็นกำแพงกั้นในใจไม่ให้เราซึมซับภาษาใหม่ได้สำเร็จ ผมมักจะแนะนำผู้เข้าอบรมเสมอว่า การเรียนรู้โครงสร้างไวยากรณ์ควรใช้เวลาเพียงแค่ส่วนน้อยของการเรียนภาษาทั้งหมดเท่านั้นครับ สาเหตุที่หลายคนท่องกฎได้แต่ยังนำไปใช้พูดหรือเขียนจริงไม่ได้ เป็นเพราะชั้นเรียนส่วนใหญ่มักจะใช้เวลาไปกับการท่องจำกฎไวยากรณ์มากจนเกินไป
ดังนั้นเทคนิคที่อาจารย์ต้นอมรอยากฝากไว้คือให้ลดความกังวลเรื่องการท่องจำรูปแบบไวยากรณ์ลง เพื่อลดความเครียด แล้วหันมาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการรับข้อมูลที่เน้นความหมาย เช่น การอ่านหรือฟังเรื่องราวภาษาอังกฤษง่ายๆ ที่เราสนใจ ยิ่งเราให้เวลากับการสังเกตและฝึกใช้งานจริงตามบริบทบ่อยเท่าไร เราก็จะยิ่งเชี่ยวชาญมากขึ้นเท่านั้นครับ
7. รวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Active และ Passive Voice (FAQ)
1. Passive Voice คืออะไร
ประโยคถูกกระทำคือประโยคที่ประธานเป็นผู้ถูกกระทำ โดยมีโครงสร้างหลักคือ Verb to be ตามด้วยกริยาช่องที่ 3 ครับ
2. Active Voice คืออะไร
ประโยคผู้กระทำคือประโยคทั่วไปที่ประธานเป็นผู้ลงมือกระทำกริยานั้นๆ ด้วยตัวเองโดยตรงครับ
3. การใช้ Active Voice กับ Passive Voice ต่างกันอย่างไร
ต่างกันที่จุดโฟกัสครับ ประโยคผู้กระทำจะโฟกัสว่าใครเป็นคนทำ แต่ประโยคถูกกระทำจะโฟกัสว่าใครหรือสิ่งใดถูกกระทำครับ
4. Passive Voice ตัวอย่างประโยคมีอะไรบ้าง
ตัวอย่างเช่น The window was broken by him. ที่แปลว่าหน้าต่างถูกทำให้แตกโดยเขา หรือ This letter is written by Mary. ที่แปลว่าจดหมายฉบับนี้ถูกเขียนโดยแมรี่ครับ
5. โครงสร้าง Passive Voice 12 Tense ตัวอย่างมีอะไรบ้าง
โครงสร้างหลักในทุกกาลเวลาจะยืนพื้นด้วยกริยาช่วยบอกสถานะบวกกริยาช่อง 3 เสมอ ซึ่งอาจารย์ได้สรุปตัวอย่างและวิธีผันกริยาครบทุกรูปแบบไว้ในตารางหัวข้อที่ 3 ด้านบนเรียบร้อยแล้วครับ
รู้จักกับผู้เขียน (About the Author)
อาจารย์อมร เชิงรุ่งโรจน์ (อ.ต้นอมร)
PhD Student (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน) อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษและ Digital Marketing มุ่งเน้นการถ่ายทอดความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้เรียน โดยบูรณาการความรู้ด้าน ภาษาอังกฤษ, AI และความเป็นผู้ประกอบการ เข้าด้วยกันอย่างลงตัว



