รวม “สำนวนภาษาอังกฤษ” (Idioms) ใช้ในชีวิตประจำวัน & ทำงาน ฉบับสมบูรณ์ พร้อมคำแปล

สำนวนภาษาอังกฤษ” (Idioms) คือกลุ่มคำที่มีความหมายเฉพาะตัว ซึ่งไม่อาจแปลความหมายแบบตรงตัวอักษรจากภาษาไทยได้ การเข้าใจและเลือกใช้สำนวนได้อย่างถูกต้องตามบริบท คือกุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนคุณจากคนที่พูดภาษาอังกฤษแบบท่องจำ ให้กลายเป็นคนที่สื่อสารได้เป็นธรรมชาติและเป็นมืออาชีพราวกับเจ้าของภาษาครับ

1. ทำไมคนไทยถึงมักใช้สำนวนภาษาอังกฤษผิดพลาด

สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน ผมอาจารย์ต้นอมรครับ จากประสบการณ์ที่ผมเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยและไปบรรยายเป็นวิทยากรองค์กร (Corporate Trainer) ให้กับหลายบริษัท ผมพบปัญหาคลาสสิกที่เรียกว่า “L1 Interference” หรือการนำไวยากรณ์ภาษาแม่ (ภาษาไทย) ไปสวมทับภาษาอังกฤษ (ภาษาเป้าหมาย) ครับ

เวลาเราเจอคำว่า “Beat about the bush” ถ้าเราแปลแบบคำต่อคำ (Word-for-word translation) เราจะได้ความหมายว่า “ตีรอบๆ พุ่มไม้” ซึ่งฟังดูไม่รู้เรื่องเลยใช่ไหมครับ? แท้จริงแล้วนี่คือ Idioms หรือ สำนวนภาษาอังกฤษ ซึ่งเราต้องทำความเข้าใจแบบเป็นภาพรวมครับ นอกจากนี้ หลายคนยังมีปัญหา “Register Mismatch” หรือการใช้ระดับภาษาผิดบริบท เช่น นำสำนวนที่เป็นสแลงวัยรุ่นไปเขียนในอีเมลธุรกิจ ซึ่งอาจทำให้ภาพลักษณ์ความเป็นมืออาชีพของเราลดลงได้ครับ ดังนั้น การเรียนสำนวนที่ดี ไม่ใช่แค่ท่องจำความหมาย แต่ต้องรู้ว่า “จะหยิบไปใช้กับใคร และเมื่อไหร่” ด้วยครับ

2. เคล็ดลับการเรียน Idioms แบบ The Linguistic Trinity

ผมขอแนะนำให้ทุกท่านเรียนสำนวนด้วยหลักการ “The Linguistic Trinity” ซึ่งประกอบด้วย 3 มิติ ได้แก่ Form (โครงสร้าง), Meaning (ความหมาย), และ Use (การนำไปใช้ตามกาลเทศะ) พร้อมกับการจำแบบ “Lexical Chunking” หรือการจำเป็นกลุ่มคำก้อนใหญ่แทนการท่องทีละคำครับ วิธีนี้จะช่วยลดความประหม่า (Low Affective Filter) และทำให้ท่านกล้าใช้ภาษาอังกฤษอย่างมั่นใจมากขึ้น

หากท่านผู้อ่านต้องการปูพื้นฐานเรื่องโครงสร้างประโยคเพิ่มเติม ผมแนะนำให้แวะไปทบทวนที่หน้า สรุป Tense ภาษาอังกฤษ ก่อนได้นะครับ จะทำให้เข้าใจโครงสร้างของสำนวนได้ง่ายขึ้นมากเลยครับ

3. รวมสำนวนภาษาอังกฤษ (Idioms) หมวด A

Above all “Above all” หมายถึง สิ่งที่สำคัญที่สุด หรือเหนือสิ่งอื่นใด มักใช้เมื่อผู้พูดต้องการเน้นย้ำจุดประสงค์หลักที่สำคัญที่สุดในบริบทนั้น

  • ตัวอย่าง 1: Above all, don’t mention this to Sorayuth. (สำคัญที่สุด อย่าเอ่ยเรื่องนี้กับคุณสรยุทธ)
  • ตัวอย่าง 2: He does well in all his subjects but, above all, in English. (เขาทำได้ดีในทุกวิชา แต่ที่โดดเด่นที่สุดคือภาษาอังกฤษ)

All at once “All at once” มีความหมายว่า ทันทีทันใด หรือเกิดขึ้นอย่างฉับพลันโดยไม่ทันตั้งตัว

  • ตัวอย่าง 1: All at once the sky became dark, it started to rain. (ทันทีที่ท้องฟ้ามืดลง ฝนก็เริ่มตก)
  • ตัวอย่าง 2: We were walking along Petchburi Road when all at once we heard a shot. (เรากำลังเดินไปตามถนนเพชรบุรี ทันทีทันใดนั้นเราก็ได้ยินเสียงปืน)

All day long “All day long” หมายถึง ตลอดทั้งวัน หรือการกระทำที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อนตลอดช่วงกลางวัน

  • ตัวอย่าง: She shopped all day long looking for a new dress. (หล่อนเดินช้อปปิ้งตลอดทั้งวันเพื่อหาซื้อชุดใหม่)

All of a sudden “All of a sudden” แปลว่า ทันทีทันใด มีความหมายและการใช้งานใกล้เคียงกับคำว่า suddenly

  • ตัวอย่าง: All of a sudden Weera appeared at the door. (ทันทีทันใดนั้น วีระก็ปรากฏตัวขึ้นที่ประตู)

All right “All right” หมายถึง เป็นที่น่าพอใจ เหมาะสม ถูกต้อง หรือใช้เพื่อแสดงการตอบรับตกลงอย่างเป็นธรรมชาติ

  • ตัวอย่าง: He said that it would be all right for us to call again. (เขากล่าวว่ามันจะเหมาะสมกว่าหากเราเป็นฝ่ายโทรศัพท์ไปอีกครั้ง)

All the same “All the same” แปลว่า ถึงกระนั้นก็ตาม หรือไม่มีความแตกต่างกัน ไม่ว่าจะเลือกทางไหนผลลัพธ์ก็เหมือนกัน

  • ตัวอย่าง: It’s all the same to me whether you go or stay. (ไม่ว่าคุณจะอยู่หรือไป สำหรับผมแล้วมันก็มีค่าเท่ากัน)

As a matter of fact “As a matter of fact” หมายถึง อันที่จริงแล้ว หรือแท้ที่จริงแล้ว ใช้เพื่อบอกข้อมูลความจริงที่อาจขัดแย้งกับสิ่งที่คนอื่นเชื่อ

  • ตัวอย่าง: Wilai thinks she knows English well but, as a matter of fact, she speaks very poorly. (วิไลคิดว่าเธอรู้ภาษาอังกฤษดี แต่แท้จริงแล้วเธอพูดได้แย่มาก)

As to “As to” มีความหมายว่า เกี่ยวกับ หรือตามที่อ้างอิงถึง ใช้สำหรับยกประเด็นเรื่องราวขึ้นมาพูดถึง

  • ตัวอย่าง: As to money, we will simply have to borrow some from the bank. (ในเรื่องที่เกี่ยวกับเงิน เราคงจะต้องขอยืมจากธนาคารสักหน่อย)

As usual “As usual” แปลว่า ตามเคย หรือเป็นไปตามปกติที่มักจะเกิดขึ้นเป็นประจำ

  • ตัวอย่าง: Nadech is late for class again as usual. (ณเดชน์มาเข้าเรียนสายอีกตามเคย)

As yet “As yet” หมายถึง จนกระทั่งบัดนี้ มักใช้ในประโยคปฏิเสธเพื่อบอกว่าจนถึงตอนนี้สิ่งนั้นยังไม่เกิดขึ้น

  • ตัวอย่าง: As yet we have not had an answer from him. (จนบัดนี้พวกเราก็ยังไม่ได้รับคำตอบจากเขาเลย)

At all “At all” แปลว่า แม้แต่น้อย หรือเลย มักใช้เน้นย้ำในประโยคปฏิเสธว่าไม่มีสิ่งนั้นอยู่เลยแม้แต่นิดเดียว

  • ตัวอย่าง: She said that she did not have any money at all. (เธอบอกว่าเธอไม่มีเงินติดตัวอยู่เลยแม้แต่น้อย)

At first “At first” หมายถึง ในตอนแรก หรือแต่แรก ใช้เมื่อต้องการเล่าว่าความคิดหรือสถานการณ์ตอนเริ่มต้นเป็นอย่างไร

  • ตัวอย่าง: At first I thought it was Khun Tan who was telephoning to me. (ในตอนแรกผมคิดว่าเป็นคุณตันเสียอีกที่โทรศัพท์มาหาผม)

At last “At last” แปลว่า ในที่สุด ใช้เน้นความรู้สึกโล่งใจหรือดีใจเมื่อการรอคอยอันยาวนานได้สิ้นสุดลง

  • ตัวอย่าง: We waited and waited and at last Jim arrived. (พวกเรารอแล้วรอเล่า และในที่สุดจิมก็เดินทางมาถึง)

At least “At least” หมายถึง อย่างน้อยที่สุด ใช้เพื่อระบุจำนวนขั้นต่ำ หรือเพื่อมองหาข้อดีในสถานการณ์ที่แย่

  • ตัวอย่าง: Every student should spend at least two hours on his homework every night. (นักเรียนทุกคนควรใช้เวลาอย่างน้อยที่สุด 2 ชั่วโมงในการทำการบ้านทุกคืน)

At once “At once” แปลว่า โดยทันที หรือเดี๋ยวนี้ ใช้เมื่อต้องการสั่งหรือบอกให้ทำบางสิ่งอย่างเร่งด่วน

  • ตัวอย่าง: I want you to send this telegram at once. (ผมต้องการให้คุณส่งโทรเลขฉบับนี้โดยทันที)

At times “At times” หมายถึง บางครั้งบางคราว หรือในบางโอกาส

  • ตัวอย่าง: At times she feels a little better but then she becomes very weak again. (บางครั้งเธอก็รู้สึกอาการดีขึ้นเล็กน้อย แต่แล้วก็กลับมาอ่อนแอลงอีก)

4. รวมสำนวนภาษาอังกฤษ (Idioms) หมวด B

Back out “Back out” หมายถึง การถอนตัว ปฏิเสธ หรือไม่ทำตามสัญญาที่ได้ตกลงกันไว้ล่วงหน้า

  • ตัวอย่าง: At the last minute John backed out and refused to go with us. (ในนาทีสุดท้าย จอห์นได้ถอนตัวและปฏิเสธที่จะเดินทางไปกับพวกเรา)

Back up “Back up” สำนวนนี้มีความหมาย 2 นัย คือ การถอยรถกลับหลัง และ การสนับสนุนให้ความช่วยเหลือ

  • บริบทถอยรถ: Main Street was blocked with traffic, so I backed up and drove down one of the side streets. (ถนนสายหลักรถติดหนัก ผมจึงถอยรถแล้วขับไปตามซอยด้านข้างแทน)
  • บริบทให้การสนับสนุน: The headmaster never backed up his staff. (อาจารย์ใหญ่ไม่เคยให้การสนับสนุนทีมงานของเขาเลย)

Be about to “Be about to” แปลว่า กำลังจะ หรือเกือบจะกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งในเสี้ยววินาทีนั้น

  • ตัวอย่าง: I was just about to leave when you telephoned. (ผมกำลังจะออกจากบ้านพอดีตอนที่คุณโทรศัพท์เข้ามา)

Bear in mind (Keep in mind) “Bear in mind” หมายถึง การจดจำใส่ใจไว้ หรือระลึกไว้เสมอ เป็นสำนวนที่พบได้บ่อยมากในบริบทการทำงาน

  • ตัวอย่าง: You should bear in mind that he is not as strong as he used to be. (คุณควรระลึกไว้เสมอว่าเขาไม่ได้แข็งแรงเหมือนแต่ก่อนแล้ว)

Be a steal “Be a steal” แปลว่า สินค้าที่ราคาถูกมากจนเหมือนกับได้เปล่า (เหมือนไปขโมยเขามา)

  • ตัวอย่าง: On Washington’s birthday we bought a $420 color television set for $90. That’s a steal! (ในวันเกิดของวอชิงตัน เราซื้อทีวีสีราคา 420 เหรียญได้ในราคา 90 เหรียญ ของถูกจริงๆ!)

Beat about the bush “Beat about the bush” หมายถึง การพูดจาอ้อมค้อม วกไปวนมา ไม่ยอมเข้าประเด็นหลักเสียที

  • ตัวอย่าง: Instead of beating about the bush, John came straight to the point. (แทนที่จะพูดจาอ้อมค้อม จอห์นก็พูดเข้าประเด็นโดยตรง)

Be becoming “Be becoming” แปลว่า เหมาะสม หรือดูดี มักใช้พูดชมเชยเวลาใครใส่เสื้อผ้าแล้วดูเข้ากับบุคลิก

  • ตัวอย่าง: That pearl necklace is very becoming to you. (สร้อยคอไข่มุกเส้นนั้นดูเหมาะสมกับคุณมากจริงๆ)

Be better off “Be better off” หมายถึง การตกอยู่ในสถานการณ์ที่ดีขึ้น หรือฐานะที่ได้เปรียบขึ้นกว่าเดิม

  • ตัวอย่าง: If he is so sick, he would be better off in a hospital. (ถ้าเขาป่วยหนักขนาดนั้น เขาควรจะอยู่ในโรงพยาบาลซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ดีกว่า)

Be bound for “Be bound for” แปลว่า มุ่งหน้าเดินทางไปยังทิศทางหรือสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง (มักใช้กับพาหนะ)

  • ตัวอย่าง: The ship is bound for Buenos Aires. (เรือลำนี้กำลังมุ่งหน้าสู่กรุงบัวโนสไอเรส)

Be bound to “Be bound to” หมายถึง เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

  • ตัวอย่าง: We are bound to be late if you don’t hurry. (พวกเราคงต้องไปสายอย่างแน่นอนถ้าคุณยังไม่รีบ)

Become of “Become of” แปลว่า เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นกับสิ่งนั้นหรือคนนั้น

  • ตัวอย่าง: I wonder what has become of John. I haven’t seen him in weeks. (ผมล่ะสงสัยจริงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับจอห์น ผมไม่เห็นหน้าเขามาหลายสัปดาห์แล้ว)

Be in charge of “Be in charge of” หมายถึง การเป็นผู้รับผิดชอบ จัดการ หรือควบคุมดูแลงานหรือแผนกนั้นๆ

  • ตัวอย่าง: Henry is in charge of the office while Mr. Smith is away. (เฮนรี่เป็นผู้รับผิดชอบดูแลสำนักงานในขณะที่นายสมิธไม่อยู่)

Believe in “Believe in” แปลว่า เชื่อมั่น ศรัทธา หรือเชื่อในการมีอยู่จริงของบางสิ่งบางอย่าง

  • ตัวอย่าง: I really think that she believes in ghosts. (ผมคิดว่าหล่อนเชื่อเรื่องผีสางจริงๆ นะ)

Be looking up “Be looking up” หมายถึง สถานการณ์กำลังค่อยๆ ปรับปรุงหรือมีแนวโน้มที่ดีขึ้น

  • ตัวอย่าง: Prospects for building that new library are looking up. (แนวโน้มในการสร้างห้องสมุดแห่งใหม่กำลังค่อยๆ ดีขึ้น)

Be mixed up “Be mixed up” แปลว่า สับสน งุนงง หรือทำให้ยุ่งเหยิง

  • ตัวอย่าง: Instead of helping me, his explanation only mixed me up. (แทนที่คำอธิบายของเขาจะช่วยผม มันกลับทำให้ผมสับสนหนักเข้าไปอีก)

Be named after “Be named after” หมายถึง การถูกตั้งชื่อตามบุคคลอื่น หรือมีชื่อเรียกที่เหมือนกัน

  • ตัวอย่าง: My grandson was named Calvin, after a former President of the United States. (หลานชายของผมถูกตั้งชื่อว่าเคลวิน ตามชื่อของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา)

Be out of the question “Be out of the question” แปลว่า เป็นไปไม่ได้เลย หรือไม่มีทางที่จะเป็นแบบนั้นได้อย่างเด็ดขาด

  • ตัวอย่าง: Germany’s demands were out of the question, and England answered by declaring war. (ความต้องการของเยอรมนีนั้นเป็นไปไม่ได้เลย และอังกฤษก็ตอบโต้ด้วยการประกาศสงคราม)

Be over “Be over” หมายถึง ยุติ จบสิ้น หรือเลิกรา

  • ตัวอย่าง: After the dance was over, we all went to a restaurant. (หลังจากงานเต้นรำจบลง พวกเราทั้งหมดก็เดินทางไปที่ภัตตาคาร)

Be rained out “Be rained out” แปลว่า ถูกเลื่อนหรือยกเลิกกิจกรรมกลางแจ้งอันมีสาเหตุมาจากฝนตกหนัก

  • ตัวอย่าง: That baseball game that we had planned to watch on TV was rained out. (การแข่งขันเบสบอลที่เราวางแผนไว้ว่าจะดูทางทีวีนั้น ถูกเลื่อนออกไปด้วยเหตุจากฝนตก)

Be stuck “Be stuck” หมายถึง การถูกหลอก ถูกโกง หรือติดแหงกอยู่ในสถานการณ์ที่หาทางออกไม่ได้

  • ตัวอย่าง: If you paid more than seventy thousand baht for that old car, you got stuck. (ถ้าคุณจ่ายเงินเกินเจ็ดหมื่นบาทเพื่อซื้อรถเก่าคันนั้น คุณถูกโกงเข้าให้แล้วล่ะ)

Be up “Be up” แปลว่า หมดเวลา (ใช้กล่าวถึงระยะเวลาที่กำหนดไว้ได้สิ้นสุดลง)

  • ตัวอย่าง: We will have to stop practicing the piano. The time is up. (เราคงจะต้องหยุดซ้อมเปียโนแล้วล่ะ เวลาหมดลงแล้ว)

Be used to “Be used to” หมายถึง มีความเคยชินกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มักตามด้วยคำนามหรือ V.ing

  • ตัวอย่าง: He is used to this climate and the changes in temperature do not affect him. (เขามีความเคยชินกับสภาพอากาศแบบนี้ และการเปลี่ยนอุณหภูมิก็ไม่ส่งผลกระทบต่อเขาเลย)

Be well-off “Be well-off” แปลว่า มีฐานะดี มั่งมี หรือร่ำรวย

  • ตัวอย่าง: They own their own home, have two automobiles, and seem to be very well-off. (พวกเขาเป็นเจ้าของบ้าน มีรถสองคัน และดูเหมือนว่าจะมีฐานะร่ำรวยมาก)

Be with someone “Be with someone” หมายถึง การเข้าใจเรื่องราวหรือตามความคิดของคู่สนทนาได้ทัน

  • ตัวอย่าง: Will you please repeat that last statement? I’m not with you. (คุณช่วยกรุณาพูดประโยคสุดท้ายซ้ำอีกครั้งได้ไหม? ผมฟังและทำความเข้าใจตามคุณไม่ทัน)

Blow one’s top “Blow one’s top” แปลว่า โกรธจัด บันดาลโทสะ หรือระเบิดอารมณ์ออกมาจนสุดขีด

  • ตัวอย่าง: Don’t blow your top, boss, until after I have explained why I missed that important conference. (อย่าเพิ่งระเบิดอารมณ์ใส่ผมเลยเจ้านาย จนกว่าผมจะได้อธิบายว่าทำไมผมถึงพลาดการประชุมที่สำคัญนั้น)

Blow out “Blow out” หมายถึง การที่ยางรถยนต์ระเบิดหรือแตกแบนกะทันหัน หรือเป่าลมให้ดับ

  • ตัวอย่าง: On our trip to Chonburi, one of our tires blew out. (ในระหว่างการเดินทางไปเที่ยวชลบุรี ยางรถยนต์ของเราเส้นหนึ่งได้เกิดระเบิดแตกขึ้นมา)

Blow up “Blow up” แปลว่า ระเบิดทำลายล้าง หรือโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ

  • ตัวอย่าง: When the torpedo struck it, the ship immediately blew up. (เมื่อตอร์ปิโดพุ่งเข้าชน เรือลำนั้นก็เกิดการระเบิดขึ้นในทันที)

Break down “Break down” หมายถึง การเสีย ชำรุด ขัดข้อง (มักใช้กับเครื่องยนต์) หรือสภาวะจิตใจที่พังทลาย

  • ตัวอย่าง: Our car broke down, and we had to tow it to a garage. (รถยนต์ของเราเกิดขัดข้องเสียกลางทาง เราจึงต้องลากมันไปที่อู่ซ่อมรถ)

Break in “Break in” แปลว่า การรันอินเครื่องยนต์ให้เข้าที่ หรือการฝึกสอนพนักงานใหม่ให้คุ้นเคยกับงาน

  • ตัวอย่าง: It is better to break in a new car slowly by driving at moderate speeds for the first 500 miles. (มันเป็นการดีกว่าที่จะรันอินรถใหม่ช้าๆ ด้วยการขับด้วยความเร็วปานกลางในระยะ 500 ไมล์แรก)

Break into “Break into” หมายถึง การงัดแงะหรือบุกรุกเข้าไปในสถานที่อย่างผิดกฎหมาย

  • ตัวอย่าง: Thieves broke into our apartment last night. (หัวขโมยได้งัดแงะบุกรุกเข้ามาในอพาร์ตเมนต์ของเราเมื่อคืนนี้)

Break loose “Break loose” แปลว่า หลุดเป็นอิสระ ปลดแอก หรือหนีรอดไปได้

  • ตัวอย่าง: During the storm, the boat broke loose from the landing. (ในระหว่างที่เกิดพายุ เรือได้หลุดลอยออกจากการผูกมัดที่ท่าจอด)

Break off “Break off” หมายถึง การสิ้นสุด เลิกรา หรือยุติความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ

  • ตัวอย่าง: Elsa and Bob were engaged, but they have broken it off. (เอลซ่าและบ๊อบหมั้นหมายกันแล้ว แต่ต่อมาพวกเขาก็เลิกรากันไป)

Break out “Break out” แปลว่า เกิดขึ้นอย่างฉับพลันทันที (มักใช้กับสงคราม, โรคระบาด, หรือไฟไหม้)

  • ตัวอย่าง: She was living in France when the war broke out. (เธอกำลังอาศัยอยู่ในประเทศฝรั่งเศสในขณะที่สงครามปะทุเกิดขึ้น)

Bring about “Bring about” หมายถึง เป็นตัวการหรือสาเหตุที่ทำให้บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น

  • ตัวอย่าง: The accident was brought about by John’s carelessness. (อุบัติเหตุครั้งนั้นมีสาเหตุเกิดขึ้นมาจากความประมาทเลินเล่อของจอห์น)

Bring back “Bring back” แปลว่า ส่งคืน หรือทำให้นำกลับมา

  • ตัวอย่าง: You can borrow my car if you promise to bring it back tomorrow. (คุณสามารถยืมรถของผมไปได้นะ ถ้าคุณให้สัญญาว่าจะนำมันมาส่งคืนในวันพรุ่งนี้)

Bring out “Bring out” หมายถึง การผลิต นำเสนอ หรือนำบางสิ่งออกมาโชว์ให้เห็น

  • ตัวอย่าง: Most of the automobile companies bring out new models of their cars each year. (บริษัทผลิตรถยนต์ส่วนใหญ่มักจะนำเสนอรถยนต์รุ่นใหม่ของพวกเขาสู่ตลาดในแต่ละปี)

Bring someone to “Bring someone to” แปลว่า การปฐมพยาบาลทำให้บุคคลที่สลบไปฟื้นคืนสติขึ้นมา

  • ตัวอย่าง: This medicine will surely bring him to. (ยาตัวนี้จะสามารถช่วยให้เขาฟื้นคืนสติกลับมาได้อย่างแน่นอน)

Bring up “Bring up” สำนวนนี้มีความหมาย 2 นัย คือ การอบรมเลี้ยงดูเด็กจนโต และ การหยิบยกประเด็นขึ้นมาพูด

  • ตัวอย่างการเลี้ยงดู: His mother died when he was young, and his grandmother brought him up. (แม่ของเขาเสียชีวิตตั้งแต่เขายังเด็ก และคุณย่าก็เป็นคนอบรมเลี้ยงดูเขามาจนโต)
  • ตัวอย่างการยกประเด็น: She decided against bringing the matter up at the club meeting. (เธอตัดสินใจที่จะไม่เห็นด้วยกับการหยิบยกประเด็นเรื่องนี้ขึ้นมาพูดในการประชุมของชมรม)

Bug someone “Bug someone” หมายถึง การสร้างความรำคาญ รบกวน หรือกวนใจบุคคลอื่นอย่างต่อเนื่อง

  • ตัวอย่าง: Our neighbors complained that our late parties were bugging them. (เพื่อนบ้านของเราต่างก็บ่นว่างานปาร์ตี้ยามดึกของพวกเรากำลังสร้างความรำคาญให้แก่พวกเขา)

Build up “Build up” แปลว่า การสร้างให้เพิ่มมากขึ้น ทำให้แข็งแกร่งขึ้น หรือทำให้ได้รับความนิยม

  • ตัวอย่าง: He needs a good tonic to build up his strength. (เขากำลังต้องการยาบำรุงขนานดีเพื่อเสริมสร้างเรี่ยวแรงของเขาให้กลับมาแข็งแกร่ง)

Burn down “Burn down” หมายถึง การถูกไฟไหม้จนราบคาบ ไหม้จนเหลือแต่ซาก

  • ตัวอย่าง: The fire spread quickly and, before the firemen arrived, the whole block of old buildings had burned down. (เปลวไฟลุกลามไปอย่างรวดเร็ว และก่อนที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะมาถึง อาคารเก่าทั้งบล็อกก็ถูกเผาไหม้จนราบคาบเหลือแต่ซากไปแล้ว)

Burn out “Burn out” แปลว่า การใช้งานไม่ได้ เสีย (ใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น ฟิวส์ หรือหลอดไฟ) หรือภาวะหมดไฟในการทำงาน

  • ตัวอย่าง: If you overload that fuse, you will burn it out. (ถ้าคุณใช้กระแสไฟฟ้ามากจนเกินขีดจำกัดของฟิวส์นั้น คุณจะทำให้มันขาดและใช้งานไม่ได้)

Burn up “Burn up” หมายถึง การเผาผลาญบางสิ่งบางอย่างจนมอดไหม้อย่างสมบูรณ์แบบ

  • ตัวอย่าง: He burned up the letter and threw the ashes into the fireplace. (เขาเผาจดหมายฉบับนั้นจนไหม้เกรียมและเทขี้เถ้าที่เหลือลงไปในเตาผิง)

Buy out “Buy out” แปลว่า การซื้อกิจการหรือซื้อหุ้นส่วนทั้งหมดมาจากผู้อื่นเพื่อครอบครองแต่เพียงผู้เดียว

  • ตัวอย่าง: He has been trying for some time to buy out his partner. (เขาพยายามมาสักระยะหนึ่งแล้วที่จะซื้อกิจการทั้งหมดต่อจากหุ้นส่วนของเขา)

Buy up “Buy up” หมายถึง การกว้านซื้อสินค้าทั้งหมดหรือซื้อตุนไว้จนเกลี้ยงสต็อก

  • ตัวอย่าง: The government plans to buy up all surplus grain in order to stabilize the price. (รัฐบาลมีแผนการที่จะกว้านซื้อธัญพืชส่วนเกินทั้งหมดเอาไว้เพื่อรักษาเสถียรภาพของราคาในตลาด)

By heart “By heart” แปลว่า การเรียนรู้ด้วยการท่องจำจนขึ้นใจ หรือจำได้อย่างแม่นยำ

  • ตัวอย่าง: He knows many passages from Shakespeare by heart. (เขาสามารถจดจำบทความหลายตอนจากงานเขียนของเชคสเปียร์ได้จนขึ้นใจ)

By oneself “By oneself” หมายถึง การกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งตามลำพังด้วยตัวเอง โดยไม่ได้รับความช่วยเหลือจากผู้อื่น

  • ตัวอย่าง: Wichai translated that French novel by himself. No one helped him. (วิชัยแปลหนังสือนวนิยายภาษาฝรั่งเศสเล่มนั้นด้วยตัวของเขาเองตามลำพัง โดยไม่มีใครให้ความช่วยเหลือเขาเลย)

By the way “By the way” แปลว่า อนึ่ง, ในโอกาสนี้, หรือ อย่างไรก็ตาม มักใช้เมื่อต้องการเปลี่ยนหัวข้อสนทนาหรือเพิ่มข้อมูลเสริม

  • ตัวอย่าง: That widower told me, by the way, that he never expected to remarry. (พ่อม่ายคนนั้นบอกกับผมว่า อย่างไรก็ตามตัวเขาเองไม่เคยคาดหวังเลยว่าจะได้แต่งงานใหม่อีกครั้ง)

(หากต้องการเสริมคำศัพท์พื้นฐาน ลองเข้าไปดูที่ คำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ใช้บ่อย ควบคู่ไปด้วยนะครับ)

5. รวมสำนวนภาษาอังกฤษ (Idioms) หมวด C

Call down “Call down” หมายถึง การตำหนิติเตียน หรือดุด่าว่ากล่าวเมื่อผู้อื่นทำความผิด

  • ตัวอย่าง: John was called down by his boss for coming late to work. (จอห์นถูกเจ้านายดุด่าตำหนิเนื่องจากเขาเดินทางมาทำงานสาย)

Call for “Call for” แปลว่า การเรียกหา ไปรับ หรือเรียกร้องให้มีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น

  • ตัวอย่าง: He promised to call for me at home at seven o’clock. (เขาให้สัญญาว่าจะแวะมารับผมที่บ้านในเวลาเจ็ดโมงตรง)

Call off “Call off” หมายถึง การยกเลิก หรือล้มเลิกกิจกรรมที่ได้มีการวางแผนกำหนดการเอาไว้แล้ว

  • ตัวอย่าง: The game was called off on account of darkness. (การแข่งขันกีฬาถูกยกเลิกไปโดยมีสาเหตุมาจากความมืด)

Call on “Call on” แปลว่า การแวะเยี่ยมเยียน หรือไปมาหาสู่เพื่อทักทาย

  • ตัวอย่าง: Last night several friends called on us. (เมื่อคืนนี้มีเพื่อนฝูงหลายคนแวะมาเยี่ยมเยียนพวกเราที่บ้าน)

Call up “Call up” หมายถึง การโทรศัพท์ไปหาบุคคลใดบุคคลหนึ่ง

  • ตัวอย่าง: I forgot to call up Dang yesterday, although I promised to call him up exactly at three o’clock. (ผมลืมโทรศัพท์ไปหาแดงเมื่อวานนี้ ทั้งๆ ที่ผมได้สัญญาเอาไว้แล้วว่าจะโทรหาเขาตอนบ่ายสามโมงตรง)

Carry out “Carry out” แปลว่า การดำเนินการ การปฏิบัติตามแผน หรือทำบางสิ่งให้ประสบความสำเร็จลุล่วง

  • ตัวอย่าง: They carried out their plan without difficulty. (พวกเขาได้ดำเนินการปฏิบัติตามแผนงานที่วางไว้จนประสบความสำเร็จได้โดยไม่ยากเย็นนัก)

Catch a cold “Catch a cold” หมายถึง การล้มป่วยด้วยอาการเป็นไข้หวัด

  • ตัวอย่าง: If you go out in this rain, you will surely catch a cold. (ถ้าคุณขืนออกไปข้างนอกในขณะที่ฝนตกแบบนี้ คุณจะต้องล้มป่วยเป็นไข้หวัดอย่างแน่นอน)

Catch fire “Catch fire” แปลว่า การลุกไหม้ หรือเริ่มติดไฟ

  • ตัวอย่าง: Do not stand too close to that stove. Your clothes may catch fire. (อย่ายืนเข้าไปใกล้เตาไฟใบนั้นจนเกินไป เสื้อผ้าของคุณอาจจะติดไฟลุกไหม้เอาได้นะ)

Catch on “Catch on” หมายถึง การทำความเข้าใจ เข้าถึงความหมาย หรือกลายเป็นที่นิยมแพร่หลาย

  • ตัวอย่าง: Since she doesn’t understand English well, she did not catch on to any of the jokes we told. (ด้วยความที่เธอไม่ค่อยเข้าใจภาษาอังกฤษดีนัก เธอจึงไม่เข้าใจมุกตลกใดๆ ที่พวกเราเล่าออกมาเลย)

Change one’s mind “Change one’s mind” แปลว่า การเปลี่ยนใจ หรือการเปลี่ยนความตั้งใจและการตัดสินใจเดิม

  • ตัวอย่าง: We have changed our minds and are going to Chiangmai instead of to Bangsaen on our vacation. (พวกเราได้เปลี่ยนใจแล้ว โดยพวกเราจะเดินทางไปเที่ยวเชียงใหม่แทนที่จะไปบางแสนในวันหยุดพักผ่อนนี้)

Check on (Check up / Check up on) “Check on” หมายถึง การตรวจสอบ การสืบสวน หรือเข้าไปดูให้แน่ใจว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี

  • ตัวอย่าง: That employer has hired a detective to check up on all of the employee’s past activities. (นายจ้างคนนั้นได้ทำการว่าจ้างนักสืบเอกชนเพื่อเข้าไปตรวจสอบประวัติกิจกรรมในอดีตทั้งหมดของลูกจ้างรายนั้น)

Cheer up “Cheer up” แปลว่า การปลอบใจ การให้กำลังใจ หรือทำให้รู้สึกมีความสุขสดใสมากขึ้น

  • ตัวอย่าง: The nurse tried to cheer up her despondent patient. (พยาบาลพยายามอย่างเต็มที่เพื่อที่จะปลอบใจและให้กำลังใจคนไข้ที่กำลังสิ้นหวังของเธอให้รู้สึกดีขึ้น)

Clear up “Clear up” หมายถึง การสะสางความขัดแย้ง การทำให้ความกระจ่าง หรือสภาพอากาศที่เปิดโปร่งแจ่มใสขึ้น

  • ตัวอย่างเรื่องอากาศ: The newspaper says that the weather is going to clear up tomorrow. (หนังสือพิมพ์รายงานข่าวว่าสภาพอากาศกำลังจะเปิดโล่งและแจ่มใสขึ้นในวันพรุ่งนี้)
  • ตัวอย่างเรื่องการสะสาง: That murder was a mystery for a long time, but a clever detective cleared it up. (คดีฆาตกรรมรายนั้นเคยเป็นปริศนาดำมืดมาอย่างยาวนาน แต่นักสืบที่ชาญฉลาดก็สามารถสะสางและไขคดีนั้นจนกระจ่างได้ในที่สุด)

Come about “Come about” แปลว่า เกิดขึ้น หรือบังเกิดขึ้น มักใช้ถามถึงต้นสายปลายเหตุ

  • ตัวอย่าง: How did the accident come about? (เหตุการณ์อุบัติเหตุในครั้งนั้นมันบังเกิดขึ้นมาได้อย่างไรกัน?)

Come across “Come across” หมายถึง การบังเอิญพบเจอใครบางคน หรือสิ่งของบางสิ่งโดยที่ไม่ได้คาดหมายเอาไว้ล่วงหน้า

  • ตัวอย่าง: While cleaning the attic yesterday, I came across an old photograph of my mother. (ในขณะที่ผมกำลังทำความสะอาดห้องใต้หลังคาเมื่อวานนี้ ผมก็ได้พบภาพถ่ายเก่าๆ ของคุณแม่ภาพหนึ่งโดยบังเอิญ)

Come from “Come from” แปลว่า มีต้นกำเนิดมาจาก หรือมาจากบ้านเกิดที่ใด

  • ตัวอย่าง: What part of South America does she come from? (เธอเดินทางมาจากพื้นที่ส่วนไหนของทวีปอเมริกาใต้กันล่ะ?)

Come to “Come to” หมายถึง การฟื้นคืนสติ หรือรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกครั้ง

  • ตัวอย่าง: At first they thought the man was dead, but soon he came to. (ในตอนแรกนั้นพวกเขาคิดว่าผู้ชายคนนั้นได้เสียชีวิตลงไปแล้ว แต่ในไม่ช้าเขาก็ฟื้นคืนสติกลับมารู้สึกตัวอีกครั้ง)

Come to an end “Come to an end” แปลว่า การยุติลง การจบสิ้น หรือเดินทางมาถึงตอนจบ

  • ตัวอย่าง: The meeting finally came to an end at eleven o’clock. (การประชุมได้ยุติจบสิ้นลงในที่สุดเมื่อเวลาสิบเอ็ดนาฬิกา)

Come true “Come true” หมายถึง การกลายเป็นความจริง หรือได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง

  • ตัวอย่าง: Everything the economists predicted about the cost of living has come true. (ทุกสิ่งทุกอย่างที่บรรดานักเศรษฐศาสตร์ได้เคยทำนายเอาไว้เกี่ยวกับค่าครองชีพนั้นได้กลายมาเป็นความจริงทั้งหมดแล้ว)

Count on (Count upon) “Count on” แปลว่า การฝากความหวัง การไว้เนื้อเชื่อใจ หรือการพึ่งพาอาศัยบุคคลอื่น

  • ตัวอย่าง: We are counting on you to help us with the assignment. (พวกเรากำลังฝากความหวังและพึ่งพาคุณให้เข้ามาช่วยจัดการกับงานที่ได้รับมอบหมายชิ้นนี้)

Cover a lot of ground “Cover a lot of ground” หมายถึง การครอบคลุมเนื้อหาอย่างกว้างขวาง หรือถกเถียงปัญหาไปแล้วหลายประเด็น

  • ตัวอย่าง: In his first lecture on Plato, our philosophy teacher covered a lot of ground. (ในการบรรยายครั้งแรกของเขาที่เกี่ยวกับเพลโตนั้น คุณครูสอนปรัชญาของเราได้ครอบคลุมเนื้อหาและถกเถียงประเด็นต่างๆ ไปอย่างกว้างขวางมาก)

Cover for “Cover for” แปลว่า การทำหน้าที่แทน การรับผิดชอบแทน หรือคอยปกปิดความผิดให้บุคคลอื่น

  • ตัวอย่าง: Thanee has to go to lunch early today. Can you cover for him from twelve to one-thirty? (วันนี้ธานีมีความจำเป็นต้องออกไปรับประทานอาหารกลางวันก่อนเวลา คุณพอจะสามารถรับผิดชอบหน้าที่แทนเขาตั้งแต่ตอนเที่ยงจนถึงบ่ายโมงครึ่งได้ไหม?)

Crack a book “Crack a book” หมายถึง การเปิดหนังสือเพื่ออ่านหรือทบทวนบทเรียน

  • ตัวอย่าง: Although they said that George had never cracked a book, he did manage to graduate from college. (ถึงแม้ว่าผู้คนจะคอยพูดกันว่าจอร์จนั้นไม่เคยคิดที่จะเปิดหนังสืออ่านเลยสักครั้ง แต่เขาก็อุตส่าห์ดิ้นรนจนสามารถเรียนจบจากวิทยาลัยมาได้)

Cross out “Cross out” แปลว่า การขีดฆ่าทิ้ง หรือตัดข้อความทิ้งโดยการทำเครื่องหมายกากบาท

  • ตัวอย่าง: I crossed it out because it was repetitious. (ผมได้จัดการขีดฆ่าข้อความส่วนนั้นทิ้งไปเสีย เพราะว่ามันมีเนื้อหาที่ซ้ำซ้อนกัน)

Cut in “Cut in” หมายถึง การพูดสอดแทรก การขัดจังหวะ หรือการตัดหน้ารถคันอื่นอย่างกระชั้นชิด

  • ตัวอย่าง: We were talking quietly when she cut in. (พวกเรากำลังยืนคุยกันอยู่อย่างเงียบๆ ตอนที่เธอคนนั้นพูดสอดขัดจังหวะขึ้นมา)

Cut off “Cut off” แปลว่า การตัดส่วนที่เกินออก ตัดขาดการสื่อสาร หรือยุติการให้ความช่วยเหลืออย่างกะทันหัน

  • ตัวอย่าง: The rope was two feet longer than we needed, so we cut off the extra length. (เชือกเส้นนี้มันมีความยาวเกินกว่าที่พวกเราต้องการอยู่ถึงสองฟุต ดังนั้นพวกเราจึงได้ทำการตัดส่วนที่มีความยาวเกินออกไปเสีย)

Cut out “Cut out” หมายถึง การตัดออกไป หรือสั่งให้ยุติการกระทำบางอย่างที่น่ารำคาญ

  • ตัวอย่าง: He kept bothering her and finally she told him to cut it out. (เขายังคงคอยตามรังควานกวนใจเธออยู่เรื่อยมา และในที่สุดเธอก็ต้องเอ่ยปากบอกให้เขายุติเลิกการกระทำนั้นเสียที)

Cut short “Cut short” แปลว่า การทำให้สั้นเข้า หยุดชะงัก หรือทำให้สิ้นสุดลงก่อนเวลาอันควร

  • ตัวอย่าง: The meeting was cut short when the speaker became ill. (การประชุมมีความจำเป็นที่จะต้องถูกหยุดชะงักลงกลางคันเมื่อผู้บรรยายเกิดอาการล้มป่วยขึ้นมา)

6. รวมสำนวนภาษาอังกฤษ (Idioms) หมวด D-F

Day after day (Day in, day out) “Day after day” หมายถึง สิ่งที่เกิดขึ้นทุกวี่ทุกวัน วันแล้ววันเล่า ทำซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง

  • ตัวอย่าง: Day after day he gave the same excuse for his laziness. (วันแล้ววันเล่าที่เขายังคงยกเอาข้ออ้างแบบเดิมๆ ขึ้นมาเพื่อปกปิดความเกียจคร้านของตัวเขาเอง)

Die away “Die away” แปลว่า การค่อยๆ จางหายไป หรือแผ่วเบาลงเรื่อยๆ (มักใช้กับเรื่องของเสียง)

  • ตัวอย่าง: The parade passed and the music of the band gradually died away. (เมื่อขบวนพาเหรดเคลื่อนผ่านพ้นไปแล้ว เสียงดนตรีของวงดุริยางค์ก็ค่อยๆ แผ่วเบาและจางหายไปในที่สุด)

Die down “Die down” หมายถึง การลดความรุนแรงลง บรรเทาลง หรือมอดลง (มักใช้กับกองไฟหรือกระแสลม)

  • ตัวอย่าง: The room seemed warm enough, so we let the fire die down. (ภายในห้องนั้นดูเหมือนว่าจะมีความอบอุ่นเพียงพอแล้ว ดังนั้นพวกเราจึงยอมปล่อยให้กองไฟมันค่อยๆ มอดลงไปเอง)

Die out “Die out” แปลว่า การสูญพันธุ์ หรือค่อยๆ สูญหายสาบสูญไปจนหมดสิ้น

  • ตัวอย่าง: That style of dancing died out years ago. (รูปแบบและสไตล์ของการเต้นรำแบบนั้นได้ค่อยๆ สูญหายสาบสูญไปเมื่อหลายปีมาแล้ว)

Dish something out “Dish something out” หมายถึง การแจกจ่าย การให้ร้ายผู้อื่น หรือการพูดจาตอบโต้วิพากษ์วิจารณ์

  • ตัวอย่าง: That employee can certainly take criticism and can dish it out too. (ลูกจ้างคนนั้นสามารถยอมรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างแน่นอน และในขณะเดียวกันเขาก็สามารถที่จะเป็นฝ่ายให้คำวิจารณ์ตอบโต้ผู้อื่นได้เช่นเดียวกัน)

Do a snow job “Do a snow job” แปลว่า การใช้คำพูดโน้มน้าวใจ คะยั้นคะยอ หรือหลอกลวงให้ผู้อื่นหลงเชื่อ

  • ตัวอย่าง: That salesman who sold me a supposedly reconditioned car did a snow job on me. (พนักงานขายที่นำเอารถยนต์ซึ่งควรจะได้รับการปรับสภาพมาใหม่มาขายให้ผมนั้น แท้จริงแล้วเขาได้ทำการหลอกลวงต้มตุ๋นผมเข้าให้แล้ว)

Do over “Do over” หมายถึง การลงมือทำสิ่งเดิมซ้ำอีกครั้ง หรือทำใหม่ตั้งแต่ต้น

  • ตัวอย่าง: The teacher made all of us do our exercises over because there were so many mistakes in them. (คุณครูได้สั่งให้พวกเราทุกคนลงมือทำแบบฝึกหัดใหม่ทั้งหมดอีกครั้ง เนื่องจากพบว่าในนั้นมีข้อผิดพลาดปรากฏอยู่เป็นจำนวนมาก)

Do without “Do without” แปลว่า การดำเนินชีวิตอยู่ต่อไปโดยปราศจากสิ่งนั้น หรือการต้องยอมตัดใจเลิกใช้สิ่งที่ต้องการ

  • ตัวอย่าง: With prices so high, I will have to do without a new suit this year. (ด้วยสภาวะข้าวของที่มีราคาพุ่งสูงขึ้นมากขนาดนี้ ผมก็คงจะมีความจำเป็นที่จะต้องตัดใจงดการซื้อเสื้อสูทชุดใหม่ไปก่อนในปีนี้)

Draw up “Draw up” หมายถึง การเตรียมการ การร่างเอกสารสำคัญ หรือการจัดทำแบบฟอร์ม (มักใช้ในทางกฎหมายและสัญญา)

  • ตัวอย่าง: Our lawyer will draw up the contract today. (ทนายความส่วนตัวของพวกเราจะเป็นผู้ดำเนินการร่างหนังสือสัญญาฉบับนี้ให้แล้วเสร็จภายในวันนี้)

Dream up “Dream up” แปลว่า การกุเรื่องขึ้นมา การแต่งเรื่อง หรือช่างคิดค้นไอเดียแปลกๆ

  • ตัวอย่าง: Who dreamed up the idea of painting living room walls a bright red? (ใครกันนะที่เป็นคนช่างคิดค้นไอเดียประหลาดๆ ในการทาสีผนังห้องรับแขกให้กลายเป็นสีแดงสดแบบนี้?)

Drive up to “Drive up to” หมายถึง การขับรถมุ่งตรงเข้าไปใกล้ หรือเข้าไปเทียบยังเป้าหมาย

  • ตัวอย่าง: We finally drove up to a gas station and inquired about the correct route. (ในท้ายที่สุดแล้วพวกเราก็ได้ขับรถมุ่งหน้าเข้าไปใกล้กับสถานีบริการน้ำมัน และได้จัดการสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางที่ถูกต้อง)

Drop in (Drop in on) “Drop in” แปลว่า การแวะเข้าไปเยี่ยมเยียน หรือไปหาโดยไม่ได้มีการนัดหมายบอกกล่าวเอาไว้ล่วงหน้า

  • ตัวอย่าง: Drop in tonight after work if you can. (คุณช่วยแวะมาหาผมหน่อยนะคืนนี้หลังจากที่คุณเลิกงานแล้ว ถ้าหากว่าคุณสามารถทำได้)

Drop out “Drop out” หมายถึง การลาออก การหยุดเรียนกลางคัน หรือการถอนตัวออกจากกลุ่ม

  • ตัวอย่าง: Many students have dropped out of our school on account of the economic depression. (มีนักเรียนเป็นจำนวนมากที่ต้องยินยอมลาออกและหยุดเรียนกลางคันจากโรงเรียนของเรา โดยมีสาเหตุสืบเนื่องมาจากสภาวะความตกต่ำทางเศรษฐกิจ)

Drop someone a line “Drop someone a line” แปลว่า การเขียนข้อความ หรือส่งจดหมายสั้นๆ ไปทักทายใครบางคน

  • ตัวอย่าง: If you have time, drop me a line now and then while you are abroad. (ถ้าหากว่าคุณพอจะมีเวลาว่าง ก็ช่วยเขียนข้อความสั้นๆ ส่งมาทักทายผมบ้างเป็นครั้งเป็นคราวในระหว่างที่คุณกำลังอาศัยอยู่ในต่างประเทศนะครับ)

Dry out “Dry out” หมายถึง การสูญเสียความชุ่มชื้น ค่อยๆ แห้งไป หรือแห้งกรอบ

  • ตัวอย่าง: If you don’t cover the bread, it will soon dry out. (ถ้าหากว่าคุณไม่ยอมหาอะไรมาปิดคลุมขนมปังเอาไว้ให้ดี อีกไม่นานมันก็จะกลายเป็นขนมปังที่แห้งกรอบไปในที่สุด)

Dry run “Dry run” แปลว่า การซ้อมใหญ่ หรือการทดลองปฏิบัติจริงก่อนที่จะลงสนามจริง

  • ตัวอย่าง: Before we submit our plan for sales reorganization to our board of directors, let’s have a dry run of the presentation first. (ก่อนที่เราจะทำการส่งมอบแผนงานปรับปรุงองค์กรฝ่ายขายให้แก่คณะกรรมการบริหาร พวกเราควรที่จะมาจัดการซ้อมใหญ่สำหรับการนำเสนองานกันดูก่อนเป็นอันดับแรก)

Dry up “Dry up” หมายถึง การแห้งเหือดไปจนหมดสนิท หรือไม่มีน้ำหลงเหลืออยู่อีกต่อไป

  • ตัวอย่าง: Every summer this stream dries up. (ในทุกๆ ฤดูร้อน น้ำในลำธารสายนี้ก็จะเกิดอาการแห้งเหือดผากไปจนหมดสนิท)

Ease someone out “Ease someone out” แปลว่า การปลดพนักงานออกอย่างนุ่มนวล มักจะมีการแจ้งล่วงหน้าและจ่ายเงินชดเชยให้อย่างสมเหตุสมผล

  • ตัวอย่าง: When the new American President took office, some members of the White House staff were eased out. (เมื่อตอนที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกาได้ก้าวเข้ามารับตำแหน่ง สมาชิกบางส่วนในคณะทำงานของทำเนียบขาวก็ได้รับการปลดออกและเชิญให้ออกไปอย่างนุ่มนวล)

Eat in “Eat in” หมายถึง การรับประทานอาหารอยู่ภายในบ้านของตนเอง ไม่ได้ออกไปรับประทานที่ร้านอาหาร

  • ตัวอย่าง: We ate in last night, but tonight we are going to eat out. (พวกเราได้รับประทานอาหารกันที่บ้านเมื่อคืนก่อน แต่ว่าสำหรับในคืนนี้นั้นพวกเราตั้งใจว่าจะพากันออกไปรับประทานอาหารที่ร้านนอกบ้านแทน)

Eat out “Eat out” แปลว่า การออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน หรือไปรับประทานที่ภัตตาคาร

  • ตัวอย่าง: When you eat out, what restaurant do you generally go to? (เวลาที่คุณมีความคิดที่จะออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน โดยปกติทั่วไปแล้วคุณมักจะเลือกเดินทางไปรับประทานที่ภัตตาคารแห่งไหน?)

Every so often “Every so often” หมายถึง ในบางครั้งบางคราว หรือเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ไม่บ่อยนัก

  • ตัวอย่าง: Every so often he and I go to a football game together. (ในบางครั้งบางคราวนั้น ตัวเขาและผมก็จะพากันเดินทางไปรับชมการแข่งขันฟุตบอลด้วยกันอยู่เสมอ)

Fall behind “Fall behind” แปลว่า การทำผลงานได้ล้าหลัง ไม่ทันเพื่อน หรือตามคนอื่นไม่ทัน

  • ตัวอย่าง: John fell behind in his studies and finally had to leave school. (จอห์นมีผลการเรียนที่ย่ำแย่และล้าหลังตามเพื่อนไม่ทัน และในท้ายที่สุดแล้วเขาก็มีความจำเป็นที่จะต้องออกจากโรงเรียนไป)

Fall in love with “Fall in love with” หมายถึง การตกหลุมรัก หรือเริ่มมีความรู้สึกรักใครสักคน

  • ตัวอย่าง: John falls in love with every new girl he meets. (จอห์นมีนิสัยที่มักจะตกหลุมรักผู้หญิงหน้าใหม่ทุกคนที่เขาได้บังเอิญเดินเข้าไปพบเจอ)

Fall off “Fall off” แปลว่า การร่วงหล่นลงมาจากที่สูง หรือการที่ปริมาณ/ยอดขายลดต่ำลง

  • ตัวอย่างเรื่องธุรกิจ: Business conditions are bad at present and his commissions have fallen off. (สภาพแวดล้อมทางด้านธุรกิจในปัจจุบันนี้กำลังย่ำแย่หนัก และส่งผลทำให้ค่านายหน้าของเขามีอัตราที่ลดต่ำลงตามไปด้วย)

Fall through “Fall through” หมายถึง การล้มเหลว ไม่ประสบความสำเร็จ หรือแผนการที่ถูกล้มเลิกไป

  • ตัวอย่าง: Our plans for a big picnic fell through. (แผนการของพวกเราสำหรับการจัดงานปิกนิกครั้งยิ่งใหญ่นั้นได้ถูกยกเลิกและต้องล้มเลิกไปในที่สุด)

Feel like “Feel like” แปลว่า มีความรู้สึกอยากจะ หรือมีความต้องการที่จะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มักตามด้วย V.ing เสมอ

  • ตัวอย่าง: I feel like taking a long walk. Would you like to go with me? (ผมมีความรู้สึกว่าอยากจะออกไปเดินเล่นในระยะทางไกลๆ ดูสักหน่อย คุณมีความสนใจที่จะเดินออกไปพร้อมกับผมไหมล่ะ?)

Feel sorry for “Feel sorry for” หมายถึง การรู้สึกสงสาร หรือมีความเห็นอกเห็นใจต่อผู้อื่น

  • ตัวอย่าง: I feel sorry for anyone who has to do that kind of work. (ผมมีความรู้สึกสงสารและเห็นใจใครก็ตามแต่ที่มีความจำเป็นจะต้องมารับหน้าที่ลงมือทำงานในประเภทนั้น)

Figure out “Figure out” แปลว่า การคิดคำนวณ การพยายามทำความเข้าใจ หรือค้นหาวิธีแก้ปัญหาจนพบ

  • ตัวอย่าง: This letter is so badly written that I can’t figure out what the writer is trying to say. (จดหมายฉบับนี้ถูกเขียนเอาไว้อย่างเลวร้ายมากเสียจนกระทั่งผมไม่สามารถที่จะทำความเข้าใจได้เลยว่าผู้เขียนกำลังพยายามที่จะบอกเล่าอะไรกันแน่)

Fill one in “Fill one in” หมายถึง การแจ้งให้ทราบ การอัปเดตข้อมูล หรือให้ข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็นแก่ใครบางคน

  • ตัวอย่าง: I’m supposed to meet the president of your company tomorrow. What kind of chap is he? Please fill me in. (ผมมีกำหนดการที่จะต้องเข้าไปพบปะกับท่านประธานบริษัทของคุณในวันพรุ่งนี้ เขาเป็นคนที่มีลักษณะนิสัยแบบไหนกันล่ะ? กรุณาช่วยให้ข้อมูลคร่าวๆ แก่ผมหน่อยสิ)

Fill out “Fill out” แปลว่า การกรอกข้อมูลลงในช่องว่าง หรือการทำแบบฟอร์มให้เสร็จสมบูรณ์

  • ตัวอย่าง: When I applied for my passport, I had to fill out a half dozen different forms. (เมื่อตอนที่ผมเข้าไปยื่นเรื่องเพื่อขอทำหนังสือเดินทางนั้น ผมต้องกรอกข้อมูลลงในแบบฟอร์มที่แตกต่างกันถึงครึ่งโหลเลยทีเดียว)

Find fault with “Find fault with” หมายถึง การคอยจับผิด การตำหนิติเตียน หรือการวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น

  • ตัวอย่าง: It is very easy to find fault with the work of others. (มันเป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายดายมากเหลือเกินในการที่จะคอยไปจ้องจับผิดผลงานของบุคคลอื่น)

Find out “Find out” แปลว่า การค้นพบ การสืบรู้ หรือการได้รับข้อมูลความจริงบางอย่างมา

  • ตัวอย่าง: I was unable to find out the name of the man who called. (ผมไม่สามารถที่จะสืบรู้และค้นพบได้เลยว่าผู้ชายคนที่ได้ทำการโทรศัพท์เข้ามาหานั้นเขามีชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร)

Fix up “Fix up” สำนวนนี้มีความหมาย 2 นัย คือ การจัดการนัดหมายบอดเดทให้ใครบางคน และ การซ่อมแซมสิ่งของให้กลับมาใช้งานได้ดีดังเดิม

  • ตัวอย่างการซ่อม: We decided to fix up the old house ourselves. (พวกเราได้ตัดสินใจร่วมกันแล้วว่าพวกเราจะทำการซ่อมแซมบ้านหลังเก่าแห่งนี้ด้วยตัวของพวกเราเอง)

Fool around “Fool around” หมายถึง การทำตัวเหลวไหล โต๋เต๋ไปมา หรือใช้เวลาไปกับเรื่องไร้สาระที่ไม่เกิดประโยชน์

  • ตัวอย่าง: He is capable, but he fools around too much. (เขานั้นเป็นคนที่มีความสามารถนะ แต่ว่าตัวเขามักจะใช้เวลาทำตัวเหลวไหลและโต๋เต๋มากจนเกินไปหน่อย)

For good “For good” แปลว่า อย่างถาวร ตลอดไป หรือไม่มีการหวนกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกแล้ว

  • ตัวอย่าง: Ruth has gone back to California for good. (รูธได้เดินทางกลับไปยังรัฐแคลิฟอร์เนียอย่างถาวรตลอดไปแล้ว)

For the time being “For the time being” หมายถึง ในขณะนี้ ในช่วงเวลานี้ หรือเป็นการชั่วคราวไปก่อน

  • ตัวอย่าง: For the time being Helen is working in the export department. (ในขณะนี้เฮเลนกำลังปฏิบัติหน้าที่ทำงานอยู่ในแผนกสินค้าส่งออกไปก่อนเป็นการชั่วคราว)

Fringe benefit “Fringe benefit” แปลว่า สวัสดิการหรือผลประโยชน์เพิ่มเติมที่ลูกจ้างจะได้รับ นอกเหนือไปจากเงินเดือนประจำ

  • ตัวอย่าง: It’s hard to attract employees nowadays without offering them fringe benefits. (มันเป็นเรื่องที่ยากลำบากมากที่จะดึงดูดใจลูกจ้างในปัจจุบันนี้ หากว่าเราไม่มีการยื่นข้อเสนอเรื่องสวัสดิการเพิ่มเติมให้แก่พวกเขาเลย)

Front for “Front for” หมายถึง การออกหน้าแทน การทำหน้าที่เป็นตัวแทน หรือเป็นโฆษกเพื่อรับหน้าแทนบุคคลอื่น

  • ตัวอย่าง: Since the president of that power company didn’t like to meet the public, he arranged for the vice-president to front for him. (เนื่องจากว่าประธานของบริษัทพลังงานแห่งนั้นเขาไม่ค่อยจะชอบเผชิญหน้ากับสาธารณชนสักเท่าไหร่ เขาจึงได้ทำการจัดการให้ท่านรองประธานเป็นผู้ออกหน้าทำการแทนตัวเขา)

7. คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

7.1 ทำไมแปลตรงตัวจากสำนวนภาษาอังกฤษแล้วฝรั่งถึงไม่เข้าใจ

เพราะคุณกำลังเจอกับปัญหา L1 Interference ครับ การใช้โครงสร้างคิดแบบไทยแล้วแปลตรงตัว จะทำให้ฝรั่งสับสน เนื่องจากสำนวน (Idioms) มีประวัติศาสตร์และบริบททางวัฒนธรรมซ่อนอยู่ ซึ่งความหมายรวมจะไม่เหมือนความหมายของคำเดี่ยวๆ มารวมกันเลยครับ

7.2 ท่องสำนวนยังไงให้จำได้และเอาไปใช้ได้จริง

เทคนิคของอาจารย์คือการทำ “Lexical Chunking” หรือการจำเป็นวลียาวๆ ไปเลยครับ เช่น อย่าจำแค่คำว่า “bush” แต่ให้จำทั้งก้อนว่า “Beat about the bush” แล้วเอาไปผูกกับเรื่องราวในที่ทำงาน คุณจะจำได้โดยไม่ต้องเหนื่อยท่องครับ

7.3 Idiom กับ Slang ต่างกันอย่างไร

สแลง (Slang) คือภาษาวัยรุ่น หรือคำเกิดใหม่ที่ฮิตเฉพาะกลุ่มและอาจเสื่อมความนิยมไปตามกาลเวลา แต่สำนวน (Idioms) เป็นกลุ่มคำที่ได้รับการยอมรับและใช้กันอย่างแพร่หลาย ทั้งในชีวิตประจำวัน งานเขียน และระดับเป็นทางการบางระดับครับ

7.4 เอา Idiom ไปใช้สอบข้อสอบอย่าง TOEIC หรือ IELTS ได้ไหม

ได้แน่นอนครับ โดยเฉพาะใน IELTS ที่มีการให้คะแนนหัวข้อ Lexical Resource การใช้ Idioms ได้อย่างเป็นธรรมชาติจะช่วยดันแบนด์คะแนนของคุณได้สูงมาก ส่วนใน TOEIC คุณจะเจอ Idioms บ่อยมากในพาร์ท Listening และ Reading Part 7 ครับ

7.5 หากใช้ Idiom ผิดบริบท (Register Mismatch) จะเกิดอะไรขึ้น

มันจะทำให้คุณดูไม่เป็นมืออาชีพครับ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณใช้สำนวน “Blow one’s top” (โกรธจัดระเบิดลง) ลงไปในอีเมลร้องเรียนเชิงธุรกิจที่เป็นทางการ ผู้รับอาจมองว่าคุณใช้ภาษาไม่ถูกกาลเทศะ ดังนั้นจึงควรเรียนรู้มิติด้านการนำไปใช้ (Use) ควบคู่กับความหมายเสมอครับ

อาจารย์ต้นอมร

รู้จักกับผู้เขียน (About the Author)

อาจารย์อมร เชิงรุ่งโรจน์ (อ.ต้นอมร)
PhD
Student (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน) อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษและ Digital Marketing มุ่งเน้นการถ่ายทอดความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้เรียน โดยบูรณาการความรู้ด้าน ภาษาอังกฤษ, AI และความเป็นผู้ประกอบการ เข้าด้วยกันอย่างลงตัว

อาจารย์ต้นอมร

รู้จักกับผู้เขียน (About the Author)

อาจารย์อมร เชิงรุ่งโรจน์ (อ.ต้นอมร)
PhD
Student (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน) อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษและ Digital Marketing มุ่งเน้นการถ่ายทอดความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้เรียน โดยบูรณาการความรู้ด้าน ภาษาอังกฤษ, AI และความเป็นผู้ประกอบการ เข้าด้วยกันอย่างลงตัว

ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ
tense
คำคมภาษาอังกฤษ

แชร์ไว้อ่าน