การใช้ the อย่างละเอียด สรุปครบทุกกฎ ข้อควรระวัง และแนวข้อสอบ | อ.ต้นอมร

คุณเคยสับสนไหมครับว่าเวลาที่เราจะแต่งประโยคภาษาอังกฤษ คำนามคำไหนควรมี the นำหน้า และคำไหนควรปล่อยว่างไว้โดยไม่ต้องใส่อะไรเลย ในบทความนี้ อาจารย์ต้นอมร จะพาไปเจาะลึก การใช้ the อย่างละเอียด เพื่อให้คุณสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสื่อสารและการสอบได้อย่างมั่นใจทุกสถานการณ์ครับ
- the คือ Definite Article ที่ใช้สำหรับชี้เฉพาะเจาะจงคำนามให้ผู้ฟังรู้ว่าเรากำลังพูดถึงสิ่งไหน
- สามารถนำหน้าคำนามได้ทุกประเภท ทั้งนามนับได้ นามนับไม่ได้ นามเอกพจน์ และนามพหูพจน์
- เราจะใช้ the เมื่อสิ่งนั้นมีเพียงหนึ่งเดียวในโลก หรือเมื่อกล่าวถึงคำนามนั้นซ้ำเป็นครั้งที่สอง
- มีกลุ่มคำนามพิเศษบางกลุ่มที่ต้องบังคับใช้ the เสมอ และบางกลุ่มที่ห้ามใช้ the เด็ดขาด (Zero Article)
- ทำความเข้าใจภาพรวมของการใช้ the ในภาษาอังกฤษ
- กฎไวยากรณ์ การใช้ the กับคำนามชี้เฉพาะ (Specific Nouns)
- กฎไวยากรณ์ การใช้ the กับสิ่งที่มีเพียงหนึ่งเดียว (Unique Things)
- กฎไวยากรณ์ การใช้ the กับกลุ่มคำนามพิเศษ (Special Noun Groups)
- ข้อยกเว้นและกรณีที่ห้ามใช้ the เด็ดขาด (Zero Article)
- ข้อสอบ TOEIC ที่มักจะออกเกี่ยวกับการใช้ the
- สรุปประเด็นสำคัญ Key Takeaways
- Mini Quiz ทดสอบความเข้าใจ
- คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ทำความเข้าใจภาพรวมของการใช้ the ในภาษาอังกฤษ
ก่อนที่เราจะก้าวเข้าสู่กฎเกณฑ์ทางไวยากรณ์ที่ซับซ้อน อาจารย์อยากให้ทุกคนลองปรับวิธีคิดหรือ Mindset เกี่ยวกับการใช้ Article (คำนำหน้านาม) ในภาษาอังกฤษกันก่อนครับ ในภาษาไทยของเรานั้น กฎเกณฑ์เรื่องการนำหน้านามแทบจะไม่มีเลย หากเราต้องการเจาะจงสิ่งใด เรามักจะใช้คำว่า “นี้” หรือ “นั้น” ไปวางต่อท้ายคำนามตรงๆ หรือใช้บริบทรอบข้างเป็นตัวอธิบายแทน
แต่ในระบบไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ การระบุความเฉพาะเจาะจงถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญระดับชาติเลยล่ะครับ เจ้าของภาษาจะรู้สึกอึดอัดมากหากต้องพูดคำนามลอยๆ โดยไม่มีตัวระบุว่าคำนามนั้นเป็นสิ่งของทั่วไป (General) หรือเป็นสิ่งของที่ผู้พูดและผู้ฟังรู้กันดีอยู่แล้ว (Specific) ซึ่งเครื่องมือหลักที่ถูกนำมาใช้เพื่อชี้เฉพาะก็คือคำว่า the นั่นเองครับ
การเข้าใจกลไกการทำงานของกลุ่มคำนำหน้านาม ถือเป็นการสร้าง พื้นฐานภาษาอังกฤษ ที่แข็งแกร่งมาก เพราะมันเป็นส่วนประกอบที่แทรกซึมอยู่ในทุกประโยคที่คุณต้องพูดหรือเขียน หากคุณสามารถควบคุมการใช้ the ได้อย่างแม่นยำ ภาษาอังกฤษของคุณจะดูเป็นธรรมชาติและเป็นมืออาชีพขึ้นในพริบตา
ดังนั้น การใช้ the อย่างละเอียด จึงไม่ใช่แค่การท่องจำกฎว่าอะไรใช้ได้หรืออะไรใช้ไม่ได้ แต่เป็นการทำความเข้าใจ “ตรรกะ” เบื้องหลังว่าทำไมฝรั่งถึงต้องใส่ the ในบริบทนั้นๆ เรามาเริ่มต้นชำแหละภาพรวมและปัญหาคลาสสิกของผู้เรียนกันเลยครับ
Definite Article คืออะไรและสำคัญอย่างไร
ในทางไวยากรณ์ คำว่า the มีชื่อตำแหน่งอย่างเป็นทางการว่า Definite Article (คำนำหน้านามแบบชี้เฉพาะ) ครับ คำว่า Definite แปลว่า ชัดเจน แน่นอน หรือเฉพาะเจาะจง หน้าที่หลักของมันก็เปรียบเสมือนนิ้วมือที่คอย “ชี้” ไปที่คำนามตัวใดตัวหนึ่ง เพื่อเป็นการส่งสัญญาณบอกคู่สนทนาว่า “คุณรู้ใช่ไหมว่าฉันหมายถึงอันไหน”
ความพิเศษที่ทำให้ the แตกต่างจาก a และ an อย่างสิ้นเชิงก็คือ มันเป็นคำนำหน้านามที่มีความยืดหยุ่นสูงที่สุดในภาษาอังกฤษครับ ในขณะที่ a/an ถูกจำกัดให้ใช้ได้เฉพาะกับคำนามนับได้เอกพจน์ (Singular Countable Nouns) เท่านั้น แต่ the สามารถใช้ครอบจักรวาลได้หมด ไม่ว่าจะเป็นนามเอกพจน์ นามพหูพจน์ หรือนามนับไม่ได้ก็ตาม
แต่อย่างไรก็ตาม ความยืดหยุ่นนี้ก็มาพร้อมกับกฎระเบียบที่เคร่งครัดครับ เพราะไม่ใช่ว่าเราจะสามารถเอา the ไปแปะหน้าคำนามทุกคำบนโลกใบนี้ได้ตามใจชอบ การใช้ the พร่ำเพรื่อในที่ที่ไม่ควรใช้ ถือเป็นข้อผิดพลาด (Grammar Error) ที่ทำให้ความหมายของประโยคผิดเพี้ยนไปได้อย่างร้ายแรงเลยทีเดียวครับ
ปัญหาคลาสสิกของคนไทยเมื่อต้องแต่งประโยค
จากประสบการณ์ที่อาจารย์สอนมา คำถามที่มักจะพบในห้องเรียนบ่อยที่สุดคือ “ทำไมฝรั่งถึงเรื่องมากจัง ทำไมไม่พูดคำนามไปเลยตรงๆ” นี่คือภาพสะท้อนของการนำไวยากรณ์ภาษาไทยไปสวมทับโครงสร้างภาษาอังกฤษครับ
คนไทยมักจะติดการแต่งประโยคแบบแปลตรงตัว ตัวอย่างเช่น เมื่อเราต้องการพูดว่า “หมาชอบกินกระดูก” หลายคนจะแต่งประโยคว่า The dog likes the bone. ซึ่งในทางภาษาอังกฤษ ประโยคนี้ไม่ได้แปลว่าหมาทั่วไปชอบกินกระดูกนะครับ แต่มันแปลว่า “หมาตัวนั้น (ตัวที่เรารู้กัน) ชอบกินกระดูกชิ้นนั้น (ชิ้นที่เรารู้กัน)”
หากเราต้องการพูดถึงความเป็นจริงทั่วไป (General Truth) เราจะต้องละ Article ทิ้ง หรือเปลี่ยนเป็นพหูพจน์แทน (Dogs like bones.) การละเลยกฎเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้มักจะทำให้เกิดความสับสนในการสื่อสาร และเป็นจุดบอดที่ทำให้คนวัยทำงานหลายคนสูญเสียความมั่นใจเวลาต้องเขียนอีเมลไปหาลูกค้าชาวต่างชาติครับ
โครงสร้าง 3 มิติของการใช้ the
เพื่อให้ทุกคนสามารถแยกแยะกฎเกณฑ์ต่างๆ ได้อย่างเด็ดขาดและเป็นระบบ อาจารย์ได้ออกแบบการวิเคราะห์รูปแบบ 3 มิติขึ้นมาครับ เทคนิคนี้จะช่วยให้คุณมองเห็นภาพรวมของไวยากรณ์เรื่องนี้ได้ครบทุกมุมมอง โดยไม่ต้องพึ่งพาการท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทอง
การเข้าใจภาษาผ่านมิติทั้งสามนี้ จะช่วยปลดล็อกความกังวลและทำให้คุณสามารถเดาทางไวยากรณ์ของคำศัพท์ใหม่ๆ ที่คุณเพิ่งเคยเจอได้ด้วยตัวเองครับ
เรามาพิจารณารายละเอียดในแต่ละมิติไปพร้อมๆ กันเลยครับ เพื่อเป็นเข็มทิศนำทางก่อนที่เราจะเข้าสู่กฎเชิงลึก
- 📐 มิติด้านโครงสร้าง (Form): คำว่า the นำหน้าคำนามได้ทุกพจน์ (เอกพจน์และพหูพจน์) และทุกประเภท (นับได้และนับไม่ได้) แต่เมื่อใช้กับกลุ่มคำนามพิเศษบางกลุ่ม จะทำให้โครงสร้างนั้นกลายเป็นพหูพจน์ทันที
- 🔍 มิติด้านความหมาย (Meaning): สื่อความหมายถึงความมีขอบเขตจำกัด ความเป็นหนึ่งเดียว หรือสิ่งที่ผู้พูดและผู้ฟังต่างก็มีภาพจำของสิ่งนั้นตรงกันอยู่ในหัว
- 🗣️ มิติด้านการนำไปใช้ (Use): ใช้เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสนในการสื่อสาร ใช้ในการอ้างอิงถึงข้อมูลที่เคยพูดไปแล้ว และใช้เป็นตัวบอกลำดับหรือตำแหน่งที่ชัดเจน
หลักการออกเสียง เดอะ และ ดิ ที่ถูกต้อง
นอกเหนือจากเรื่องไวยากรณ์แล้ว เรื่องการออกเสียง (Pronunciation) ของคำว่า the ก็เป็นอีกหนึ่งจุดบอดที่คนไทยมักจะทำพลาดครับ หลายคนท่องจำมาว่า ให้ออกเสียง “เดอะ” นำหน้าพยัญชนะ และออกเสียง “ดิ” นำหน้าสระ (a, e, i, o, u) ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ถูกต้องเพียงแค่ครึ่งเดียวครับ
กฎที่แท้จริงคือ เราต้องอิงจาก “เสียงอ่าน” ไม่ใช่ “รูปตัวอักษร” ครับ หากคำนามนั้นขึ้นต้นด้วย “เสียงพยัญชนะ” เราจะอ่านว่า เดอะ (the car, the book) แต่ถ้าคำนามนั้นขึ้นต้นด้วย “เสียงสระ” (เสียง ออ อ่าง) เราจะต้องอ่านว่า ดิ (the apple, the egg)
ทีนี้มาดูข้อยกเว้นที่ข้อสอบชอบออกกันครับ คำอย่าง university (มหาวิทยาลัย) แม้จะขึ้นต้นด้วยตัว u แต่เสียงอ่านคือ “ยู” (พยัญชนะ ย ยักษ์) ดังนั้นเราต้องอ่านว่า “เดอะ ยูนิเวอร์ซิตี” ครับ ในทางกลับกัน คำว่า hour (ชั่วโมง) ขึ้นต้นด้วยตัว h แต่ไม่ออกเสียง h (อ่านว่า อาวเออร์ ซึ่งเป็นเสียงสระ) เราจึงต้องอ่านว่า “ดิ อาวเออร์” ครับ การออกเสียงให้ถูกต้องจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับคุณได้มากเลยครับ
อาจารย์มีทริคลับอีกข้อหนึ่งที่ฝรั่งมักจะใช้กันในการสนทนาครับ บางครั้งต่อให้คำนามจะขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ (เช่น the man) แต่ถ้าผู้พูดต้องการ “เน้นย้ำ” ว่านี่คือคนสำคัญที่สุด เป็นตัวเต็ง หรือเป็นที่สุดของที่สุด เขาจะจงใจออกเสียงว่า “ดิ แมน” ไปเลยครับ เป็นการเน้นระดับอารมณ์ที่คนไทยมักจะไม่ค่อยรู้กันครับ
กฎไวยากรณ์ การใช้ the กับคำนามชี้เฉพาะ (Specific Nouns)
เรามาเข้าสู่เนื้อหาหลักที่จะเป็นหัวใจสำคัญของบทความนี้กันครับ นั่นคือกฎการใช้ the กับกลุ่มคำนามที่เราต้องการ “ชี้เฉพาะ” (Specific Nouns) ซึ่งเป็นกฎที่มีโอกาสได้ใช้งานบ่อยที่สุดในชีวิตประจำวัน
คำว่า ชี้เฉพาะ ในบริบทของ ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ หมายถึง การที่คำนามนั้นมีเอกลักษณ์บางอย่าง หรือมีบริบทบางอย่างมาตีกรอบให้มันแคบลง จนเหลือเพียงแค่สิ่งเดียวที่ตรงกับความเข้าใจของคู่สนทนา
การชี้เฉพาะนี้สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุครับ อาจจะเกิดจากสิ่งที่เห็นตรงหน้า เกิดจากการพูดซ้ำ หรือเกิดจากการนำอนุประโยคมาขยายความด้านหลัง เราจะไปแยกย่อยกฎเหล่านี้เพื่อให้คุณเห็นภาพที่ชัดเจนที่สุดครับ
การชี้เฉพาะจากการกล่าวซ้ำครั้งที่สอง (Second Mention)
นี่คือกฎคลาสสิกที่ทุกคนน่าจะเคยผ่านตากันมาบ้างในสมัยเรียนครับ กฎมีอยู่ว่า เมื่อเราเริ่มต้นเล่าเรื่องราวและกล่าวถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็น “ครั้งแรก” เราจะใช้ a หรือ an นำหน้า (เพราะคนฟังยังไม่รู้ว่าเราหมายถึงอันไหน) เพื่อเป็นการแนะนำตัวละครหรือสิ่งของนั้นเข้าสู่บทสนทนา
แต่เมื่อใดก็ตามที่เรานำสิ่งของชิ้นเดิมนั้นมากล่าวซ้ำเป็น “ครั้งที่สอง” หรือครั้งต่อๆ ไป เราจะถูกบังคับให้เปลี่ยน a/an เป็น the ในทันทีครับ เพราะในตอนนี้ทั้งผู้พูดและผู้ฟังต่างก็มีภาพจำของสิ่งนั้นตรงกันแล้ว ว่าเรากำลังพูดถึงของชิ้นไหน
กฎข้อนี้ใช้บ่อยมากในการเล่าเรื่อง (Storytelling) หรือการเขียนเรียงความยาวๆ ลองมาดูตัวอย่างประโยคเพื่อให้เห็นการเปลี่ยนผ่านของ Article กันครับ
I bought a shirt yesterday. The shirt is red. (ไอ บอท อะ เชิ้ต เยสเทอร์เดย์ เดอะ เชิ้ต อีส เรด) ฉันซื้อเสื้อเชิ้ตมาตัวหนึ่งเมื่อวานนี้ เสื้อเชิ้ตตัวนั้นสีแดง
She has a dog and a cat. The dog is very friendly. (ชี แฮส อะ ด็อก แอนด์ อะ แคท เดอะ ด็อก อีส เวรี เฟรนด์ลี) เธอมีสุนัขตัวหนึ่งและแมวตัวหนึ่ง สุนัขตัวนั้นเป็นมิตรมาก
We saw a movie last night. The movie was so boring. (วี ซอว์ อะ มูฟวี ลาสต์ ไนท์ เดอะ มูฟวี วอส โซ บอริง) พวกเราดูภาพยนตร์เรื่องหนึ่งเมื่อคืนนี้ ภาพยนตร์เรื่องนั้นน่าเบื่อมาก
There is a man outside. The man wants to see you. (แดร์ อีส อะ แมน เอาท์ไซด์ เดอะ แมน วอนท์ส ทู ซี ยู) มีผู้ชายคนหนึ่งอยู่ข้างนอก ผู้ชายคนนั้นต้องการพบคุณ
I ordered a pizza. The pizza arrived very late. (ไอ ออร์เดอร์ด อะ พิซซ่า เดอะ พิซซ่า อะไรฟวด์ เวรี เลท) ฉันสั่งพิซซ่ามาถาดหนึ่ง พิซซ่าถาดนั้นมาส่งสายมาก
การชี้เฉพาะจากบริบทที่รู้กันอยู่แล้ว (Known Context)
ในบางครั้ง เราไม่จำเป็นต้องเกริ่นนำด้วย a หรือ an เลยแม้แต่น้อยครับ เราสามารถใส่ the นำหน้าคำนามได้เลยตั้งแต่ประโยคแรก หากว่าคำนามสิ่งนั้นเป็นของที่มีอยู่จำกัดในสถานที่นั้นๆ หรือเป็นสิ่งที่คู่สนทนาต่างรู้กันดีอยู่แล้วจาก “บริบทรอบตัว” (Contextual Knowledge)
ตัวอย่างเช่น เมื่อคุณอยู่ในห้องนั่งเล่นกับเพื่อน แล้วคุณพูดว่า “Please turn on the television.” (กรุณาเปิดทีวีหน่อย) คุณต้องใช้ the ทันที เพราะในห้องนั้นมีทีวีอยู่เครื่องเดียว และเพื่อนก็รู้ว่าคุณหมายถึงเครื่องไหน ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้ยืดเยื้อ
การเข้าใจบริบทแบบนี้ถือเป็นศิลปะของการ แต่งประโยคภาษาอังกฤษ ขั้นสูงครับ เพราะมันแสดงให้เห็นว่าคุณสามารถดึงสภาพแวดล้อมมาผสานเข้ากับไวยากรณ์ได้อย่างแนบเนียน
Please close the door. (พลีส โคลส เดอะ ดอร์) กรุณาปิดประตูด้วย (ประตูของห้องที่กำลังอยู่)
The ceiling is very dirty. (เดอะ ซีลลิง อีส เวรี เดอร์ตี้) เพดานสกปรกมาก (เพดานของห้องนี้)
Did you lock the car? (ดิด ยู ล็อก เดอะ คาร์) คุณล็อกรถหรือยัง (รถของเราหรือรถที่เพิ่งนั่งมา)
The manager is in a meeting. (เดอะ แมเนเจอร์ อีส อิน อะ มีททิง) ผู้จัดการกำลังประชุมอยู่ (ผู้จัดการของบริษัทเรา)
Can you pass the salt, please? (แคน ยู พาส เดอะ ซอลท์ พลีส) คุณช่วยส่งเกลือให้หน่อยได้ไหม (กระปุกเกลือที่อยู่บนโต๊ะอาหารร่วมกัน)
การชี้เฉพาะด้วยส่วนขยายด้านหลัง (Post-modifiers)
อีกหนึ่งกฎที่ทรงพลังมากในการดึงเอา the มาใช้ คือการที่คำนามนั้นมี “ส่วนขยายตามมาด้านหลัง” (Post-modifiers) ครับ ส่วนขยายเหล่านี้มักจะมาในรูปแบบของบุพบทวลี (Prepositional Phrase) หรืออนุประโยค (Relative Clause)
เมื่อเรานำส่วนขยายมาตีกรอบคำนาม มันจะทำให้คำนามที่เคยเป็นเรื่องทั่วไป กลายเป็นสิ่งที่มีลักษณะเฉพาะตัวและไม่ซ้ำกับใครทันที ดังนั้นกฎบังคับเลยว่าต้องใส่ the ไว้ด้านหน้าคำนามนั้นเพื่อความชัดเจนครับ
โครงสร้างแบบนี้พบบ่อยมากในการเขียนเชิงวิชาการ (Academic Writing) หรือในข้อสอบมาตรฐานครับ หากคุณเชี่ยวชาญกฎข้อนี้ ประโยคของคุณจะดูซับซ้อนและสวยงามขึ้นมาก
The book on the table is mine. (เดอะ บุ๊ก ออน เดอะ เทเบิล อีส มายน์) หนังสือเล่มที่อยู่บนโต๊ะนั้นเป็นของฉัน (ส่วนขยาย on the table เจาะจงว่าไม่ใช่เล่มอื่น)
The man who is talking to Jane is my uncle. (เดอะ แมน ฮู อีส ทอล์คคิง ทู เจน อีส มาย อังเคิล) ผู้ชายคนที่กำลังคุยกับเจนอยู่คือลุงของฉัน (ส่วนขยาย who… เจาะจงบุคคล)
I do not like the food in this restaurant. (ไอ ดู นอท ไลค์ เดอะ ฟู้ด อิน ดิส เรสเตอรองท์) ฉันไม่ชอบอาหารในร้านอาหารแห่งนี้ (เจาะจงเฉพาะอาหารร้านนี้)
The water in that river is very polluted. (เดอะ วอเทอร์ อิน แดท ริเวอร์ อีส เวรี โพลลูทเทด) น้ำในแม่น้ำสายนั้นมีมลพิษมาก (เจาะจงแหล่งน้ำ)
She lost the watch that her mother gave her. (ชี ลอสต์ เดอะ วอช แดท เฮอร์ มาเธอร์ เกฟ เฮอร์) เธอทำนาฬิกาข้อมือเรือนที่แม่ให้เธอหายไป (เจาะจงนาฬิกาเรือนสำคัญ)
| ประโยคที่ไม่มีการชี้เฉพาะ (ใช้ a/an) | ประโยคที่มีส่วนขยายชี้เฉพาะ (บังคับใช้ the) |
|---|---|
| I want to buy a car. (ฉันอยากซื้อรถคันไหนก็ได้) | I want to buy the car that is parked outside. (รถคันที่จอดข้างนอก) |
| She is looking for a job. (เธอกำลังหางานอะไรก็ได้) | She got the job in London. (งานที่ลอนดอนที่เจาะจงไว้) |
กฎไวยากรณ์ การใช้ the กับสิ่งที่มีเพียงหนึ่งเดียว (Unique Things)
เรามาต่อกันที่กฎข้อถัดไป ซึ่งเป็นกฎที่เข้าใจง่ายและไม่ต้องพึ่งพาบริบทรอบข้างมากนักครับ นั่นคือการใช้ the นำหน้าคำนามที่เป็น “สิ่งที่มีเพียงหนึ่งเดียว” (Unique Things) ทั้งในระดับของความเป็นจริงตามธรรมชาติ และในระดับของหลักภาษาครับ
เมื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งบนโลกใบนี้ หรือในจักรวาลนี้ มีการดำรงอยู่เพียงแค่ชิ้นเดียว อันเดียว หรือแห่งเดียว มันจะเกิดความเฉพาะเจาะจงขึ้นมาโดยธรรมชาติทันทีครับ ผู้ฟังไม่จำเป็นต้องตั้งคำถามเลยว่าเราหมายถึงอันไหน เพราะมันไม่มีอันที่สองให้เลือก
การจดจำกฎเกณฑ์ในหมวดหมู่นี้ค่อนข้างตรงไปตรงมาครับ แต่ก็มีข้อควรระวังเกี่ยวกับการเปรียบเทียบและการใช้คำแสดงตำแหน่งที่ผู้ออกข้อสอบมักจะนำมาปั่นหัวเรา เราไปดูรายละเอียดและตัวอย่างกันเลยครับ
สิ่งที่มีเพียงหนึ่งเดียวในธรรมชาติ (Nature and Universe)
กฎข้อแรกในหมวดหมู่นี้คือ สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นโดยธรรมชาติและมีเพียงแค่หนึ่งเดียวในระบบสุริยะของเราหรือบนโลกของเราครับ เมื่อเราเอ่ยชื่อคำเหล่านี้ขึ้นมา ทุกคนบนโลกจะนึกภาพออกเป็นภาพเดียวกันทั้งหมด
คำในกลุ่มนี้ได้แก่ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ โลก ท้องฟ้า สภาพอากาศ หรือแม้กระทั่งทิศทางหลัก (เหนือ ใต้ ออก ตก) ก็ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ของความมีเอกลักษณ์เพียงหนึ่งเดียวนี้ด้วยเช่นกันครับ
การเติม the นำหน้ากลุ่มคำเหล่านี้ถือเป็นภาคบังคับที่ละเว้นไม่ได้เลยครับ หากคุณลืมใส่ จะถือว่าผิดหลักไวยากรณ์ทันที
The sun rises in the east. (เดอะ ซัน ไรส์เซส อิน ดิ อีสต์) ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก (the sun = ดวงอาทิตย์มีดวงเดียว, the east = ทิศตะวันออกมีทิศเดียว)
We are looking at the moon tonight. (วี อาร์ ลุคคิง แอท เดอะ มูน ทูไนท์) พวกเรากำลังมองดูดวงจันทร์ในคืนนี้
The sky is very clear today. (เดอะ สกาย อีส เวรี เคลียร์ ทูเดย์) ท้องฟ้าแจ่มใสมากในวันนี้
Pollution is destroying the environment. (โพลลูชัน อีส เดสทรอยยิง ดิ เอนไวรอนเมนต์) มลภาวะกำลังทำลายสิ่งแวดล้อม
The world is getting hotter every year. (เดอะ เวิลด์ อีส เกททิง ฮอทเทอร์ เอฟเวอรี เยียร์) โลกกำลังร้อนขึ้นในทุกๆ ปี
คำคุณศัพท์ขั้นสุด (Superlative Adjectives)
มาถึงหลักภาษาที่สร้างความเป็นหนึ่งเดียวบ้างครับ เมื่อเราทำการเปรียบเทียบสิ่งของตั้งแต่สามสิ่งขึ้นไป แล้วต้องการระบุว่าสิ่งไหนคือ “ที่สุด” (ดีที่สุด แย่ที่สุด สูงที่สุด) เราจะใช้โครงสร้าง Superlative Adjectives ครับ
ในเมื่อมันเป็นที่สุดของกลุ่ม มันก็ย่อมมีเพียงแค่อันเดียวเท่านั้นที่ครองตำแหน่งนั้นได้ (เช่น คนที่สูงที่สุดในห้องก็มีแค่คนเดียว) ดังนั้นกฎไวยากรณ์จึงบังคับอย่างเด็ดขาดว่า ต้องมี the นำหน้าคำคุณศัพท์ขั้นสุดเสมอ ครับ
โครงสร้างนี้มักจะมีคำลงท้ายด้วย -est หรือมีคำว่า most นำหน้าครับ การลืมใส่ the หน้าโครงสร้างนี้เป็นความผิดพลาดยอดฮิตของนักเรียนไทยเลยครับ
He is the tallest boy in the class. (ฮี อีส เดอะ ทอลเลสต์ บอย อิน เดอะ คลาส) เขาเป็นเด็กผู้ชายที่สูงที่สุดในชั้นเรียน
This is the most expensive car in the world. (ดิส อีส เดอะ โมสต์ เอ็กซ์เพนซีฟ คาร์ อิน เดอะ เวิลด์) นี่คือรถยนต์ที่ราคาแพงที่สุดในโลก
Yesterday was the best day of my life. (เยสเทอร์เดย์ วอส เดอะ เบสต์ เดย์ ออฟ มาย ไลฟ์) เมื่อวานนี้เป็นวันที่ดีที่สุดในชีวิตของฉัน
What is the longest river in Asia? (วอท อีส เดอะ ลองเกสต์ ริเวอร์ อิน เอเชีย) แม่น้ำที่ยาวที่สุดในเอเชียคืออะไร
She gave me the most useful advice. (ชี เกฟ มี เดอะ โมสต์ ยูสฟูล แอดไวซ์) เธอมอบคำแนะนำที่มีประโยชน์ที่สุดให้กับฉัน
ลำดับที่และคำบอกตำแหน่ง (Ordinal Numbers and Positions)
เมื่อพูดถึง “ลำดับที่” (Ordinal Numbers เช่น ที่หนึ่ง ที่สอง ที่สาม) หรือ “คำบอกตำแหน่ง” (เช่น ตรงกลาง ด้านบน ด้านล่าง) เราก็ต้องใช้ the นำหน้าเสมอครับ เพราะในแต่ละช่วงตำแหน่งนั้น จะมีผู้ที่เข้าไปครอบครองได้เพียงแค่หนึ่งเดียว
คำในกลุ่มนี้ได้แก่ the first, the second, the last, the only, the top, the bottom, the middle, the same เป็นต้นครับ
อย่างไรก็ตาม ต้องระวังอย่าสับสนกับ “ตัวเลขบอกจำนวน” (Cardinal Numbers เช่น one, two, three) นะครับ ถ้าเป็นตัวเลขจำนวนนับธรรมดา เราจะไม่ใส่ the นำหน้าครับ (เช่น I have two cats.)
Armstrong was the first man on the moon. (อาร์มสตรอง วอส เดอะ เฟิร์สต์ แมน ออน เดอะ มูน) อาร์มสตรองเป็นผู้ชายคนแรกบนดวงจันทร์
Please read the last paragraph. (พลีส รีด เดอะ ลาสต์ พารากราฟ) กรุณาอ่านย่อหน้าสุดท้าย
You are the only person who can help me. (ยู อาร์ ดิ โอนลี เพอร์ซัน ฮู แคน เฮลพ์ มี) คุณคือคนเพียงคนเดียวที่สามารถช่วยฉันได้
The office is on the second floor. (ดิ ออฟฟิศ อีส ออน เดอะ เซคันด์ ฟลอร์) สำนักงานอยู่บนชั้นที่สอง
We are wearing the same shirt today. (วี อาร์ แวริง เดอะ เซม เชิ้ต ทูเดย์) พวกเราสวมเสื้อเชิ้ตแบบเดียวกันในวันนี้
| โครงสร้างปกติ (ไม่ต้องใช้ the) | โครงสร้างความเป็นที่สุด/ลำดับ (บังคับใช้ the) |
|---|---|
| This book is very good. (ดีมาก) | This is the best book. (ดีที่สุด) |
| I have two tickets. (สองใบ) | I won the second prize. (รางวัลที่สอง) |
กฎไวยากรณ์ การใช้ the กับกลุ่มคำนามพิเศษ (Special Noun Groups)
เดินทางมาถึงจุดที่เริ่มมีความท้าทายมากขึ้นแล้วครับ ในภาษาอังกฤษจะมีกลุ่มคำนามอยู่บางประเภท ที่ถูกบัญญัติไว้เป็นกฎตายตัวเลยว่า จะต้องมี the เป็นบอดี้การ์ดคอยคุ้มกันอยู่ด้านหน้าเสมอ กฎเหล่านี้มักจะไม่มีตรรกะเรื่องการชี้เฉพาะมารองรับเท่าไหร่นัก แต่เกิดจากความคุ้นชินและธรรมเนียมปฏิบัติของเจ้าของภาษา
กลุ่มคำพิเศษเหล่านี้มีตั้งแต่การเอาคำคุณศัพท์มาแปลงร่างเป็นคำนาม การกล่าวถึงเครื่องดนตรี ไปจนถึงการระบุชื่อสถานที่ทางภูมิศาสตร์เฉพาะเจาะจงบางแห่งครับ
การรวบรวม รวมคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ในหมวดหมู่พิเศษเหล่านี้เอาไว้ จะช่วยเป็นอาวุธลับให้คุณสามารถกวาดคะแนนพาร์ทไวยากรณ์ในการสอบต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย เรามาดูกันทีละกลุ่มเลยครับ
การใช้ the นำหน้าคำคุณศัพท์เพื่อแทนกลุ่มคน
นี่คือกฎไวยากรณ์ระดับสูงที่ผู้เรียนหลายคนมักจะพลาดครับ ปกติแล้วคำคุณศัพท์ (Adjectives เช่น rich, poor, old, young) จะต้องวางหน้าคำนามเพื่อทำหน้าที่ขยายความใช่ไหมครับ แต่ในภาษาอังกฤษ เราสามารถสร้างโครงสร้างพิเศษด้วยการนำ the ไปเติมหน้าคำคุณศัพท์เดี่ยวๆ ได้เลย (the + Adjective)
เมื่อเราทำแบบนี้ คำคุณศัพท์นั้นจะ เปลี่ยนสถานะกลายเป็นกลุ่มคำนามพหูพจน์ (Plural Noun) ทันที โดยจะมีความหมายแปลว่า “กลุ่มคนที่มีลักษณะแบบนั้น” (เช่น the rich = กลุ่มคนรวย, the old = กลุ่มคนแก่)
จุดหลอกที่สำคัญที่สุดคือ เมื่อมันกลายเป็นประธานพหูพจน์ คำกริยาที่ตามมาก็จะต้องเป็นกริยารูปพหูพจน์ (เช่น are, have, หรือกริยาที่ไม่เติม s) เสมอครับ ข้อสอบมักจะหลอกให้เราใช้กริยาเอกพจน์เพราะเห็นว่าไม่มีตัว s ต่อท้ายนั่นเอง
The rich should help the poor. (เดอะ ริช ชูด เฮลพ์ เดอะ พัวร์) กลุ่มคนรวยควรช่วยเหลือกลุ่มคนจน
The young need more experience. (เดอะ ยัง นีด มอร์ เอ็กซ์พีเรียนซ์) กลุ่มคนหนุ่มสาวต้องการประสบการณ์มากขึ้น (need ไม่เติม s)
The unemployed are protesting in the street. (ดิ อันเอมพลอยด์ อาร์ โพรเทสต์ทิง อิน เดอะ สตรีต) กลุ่มคนว่างงานกำลังประท้วงอยู่บนถนน
Government must provide care for the elderly. (กัฟเวิร์นเมนต์ มัสท์ โพรไวด์ แคร์ ฟอร์ ดิ เอลเดอร์ลี) รัฐบาลต้องจัดหาการดูแลให้กับกลุ่มผู้สูงอายุ
The injured were taken to the hospital. (ดิ อินเจอร์ด เวอร์ เทเคน ทู เดอะ ฮอสพิทอล) กลุ่มผู้บาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล
เครื่องดนตรีและการประดิษฐ์ (Musical Instruments & Inventions)
กฎข้อนี้เป็นเรื่องของธรรมเนียมปฏิบัติล้วนๆ ครับ เมื่อเราพูดถึงการเล่น “เครื่องดนตรี” (Musical instruments) ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดนตรีชนิดใดก็ตาม เราจะถูกบังคับให้ใส่ the นำหน้าชื่อเครื่องดนตรีนั้นเสมอครับ เช่น play the piano, play the guitar
นอกจากนี้ เมื่อเรากล่าวถึง “สิ่งประดิษฐ์” (Inventions) ชิ้นสำคัญที่เปลี่ยนโลก หรือระบบการสื่อสารต่างๆ ในภาพรวม (ไม่ได้หมายถึงเครื่องใดเครื่องหนึ่ง) เราก็นิยมใช้ the นำหน้าเช่นกันครับ เช่น the telephone, the internet, the radio
She plays the piano beautifully. (ชี เพลย์ส เดอะ เปียโน บิวตี้ฟูลลี) เธอเล่นเปียโนได้อย่างไพเราะ
I am learning to play the guitar. (ไอ แอม เลิร์นนิง ทู เพลย์ เดอะ กีตาร์) ฉันกำลังเรียนเล่นกีตาร์
Who invented the telephone? (ฮู อินเวนท์เทด เดอะ เทเลโฟน) ใครเป็นผู้ประดิษฐ์โทรศัพท์
You can find all information on the internet. (ยู แคน ไฟนด์ ออล อินฟอร์เมชัน ออน ดิ อินเทอร์เน็ต) คุณสามารถค้นหาข้อมูลทั้งหมดได้บนอินเทอร์เน็ต
He listens to the radio every morning. (ฮี ลิสเซินส์ ทู เดอะ เรดิโอ เอฟเวอรี มอร์นิง) เขาฟังวิทยุทุกเช้า
สถานที่ทางภูมิศาสตร์ที่ต้องมี the เสมอ (Geographical Names)
เรื่องชื่อสถานที่ทางภูมิศาสตร์ถือเป็นจุดปราบเซียนเลยครับ เพราะบางชื่อก็ใช้ the บางชื่อก็ไม่ใช้ แต่ในหมวดหมู่นี้เราจะมาดูรายชื่อสถานที่ที่ “บังคับว่าต้องมี the” นำหน้าเสมอครับ
กฎการจำคือ สถานที่ที่ประกอบไปด้วย “น้ำปริมาณมหาศาล” และ “กลุ่มก้อนของพื้นที่” ครับ ได้แก่ ชื่อมหาสมุทร (the Pacific), ชื่อแม่น้ำ (the Thames), ชื่อทะเลทราย (the Sahara), ชื่อหมู่เกาะที่เป็นพหูพจน์ (the Philippines), และเทือกเขาที่เป็นพหูพจน์ (the Alps)
รวมไปถึงชื่อประเทศที่มีคำว่า Republic, Kingdom, States หรือชื่อประเทศที่เติม s เป็นพหูพจน์ ก็จะต้องมี the นำหน้าเสมอครับ เช่น the United Kingdom, the United States, the Netherlands
They sailed across the Atlantic Ocean. (เดย์ เซลด์ อะครอส ดิ แอตแลนติก โอเชียน) พวกเขาล่องเรือข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก
London is located on the River Thames. (ลอนดอน อีส โลเคทเทด ออน เดอะ ริเวอร์ เทมส์) ลอนดอนตั้งอยู่บนแม่น้ำเทมส์
We spent our holiday in the Maldives. (วี สเปนท์ เอาเออร์ ฮอลิเดย์ อิน เดอะ มัลดีฟส์) พวกเราใช้เวลาวันหยุดของพวกเราในหมู่เกาะมัลดีฟส์
He lives in the United States of America. (ฮี ลีฟส์ อิน เดอะ ยูไนเต็ด สเตตส์ ออฟ อเมริกา) เขาอาศัยอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา
It is very hot in the Sahara Desert. (อิท อีส เวรี ฮอท อิน เดอะ ซาฮารา ดีเซิร์ท) อากาศร้อนมากในทะเลทรายซาฮารา
| สถานที่ทางภูมิศาสตร์ที่ต้องมี the | ตัวอย่างคำศัพท์ |
|---|---|
| มหาสมุทร ทะเล แม่น้ำ คลอง | the Pacific, the Red Sea, the Nile, the Suez Canal |
| เทือกเขา (พหูพจน์) และหมู่เกาะ (พหูพจน์) | the Alps, the Himalayas, the Philippines, the Bahamas |
| ประเทศที่มี States, Kingdom, Republic, เติม s | the UK, the US, the Czech Republic, the Netherlands |
ข้อยกเว้นและกรณีที่ห้ามใช้ the เด็ดขาด (Zero Article)
ในที่สุดเราก็เดินทางมาถึงด้านมืดของพระจันทร์กันแล้วครับ เมื่อมีกฎให้ใช้ ก็ย่อมมีกฎ “ห้ามใช้” เช่นเดียวกัน ในระบบไวยากรณ์ เราเรียกกฎการปล่อยว่างไม่ใส่ Article ใดๆ เลยว่า Zero Article ครับ
นี่คือจุดที่ผู้เรียนชาวไทยมักจะตกหลุมพรางมากที่สุด เพราะบางครั้งเรานึกอยากจะเจาะจงสถานที่ หรือเจาะจงกีฬาบางประเภท เราก็เผลอเอา the ไปแปะไว้ข้างหน้าโดยลืมไปว่า เจ้าของภาษาเขากำหนดให้คำเหล่านี้เป็นเขตปลอด Article
การท่องจำหมวดหมู่ของ Zero Article มีความสำคัญไม่แพ้การจำกฎการใช้เลยครับ เพราะมันจะช่วยให้ประโยคของคุณสะอาดตาและถูกต้องตามมาตรฐานสากล เรามาดูข้อห้ามเหล่านี้กันเลยครับ
ชื่อประเทศ เมือง และทวีปทั่วไป (Names of Places)
ถึงแม้ว่าในหัวข้อที่แล้วเราจะบอกว่าประเทศที่มี Kingdom หรือ States ต้องใส่ the แต่สำหรับชื่อประเทศทั่วไปบนโลกใบนี้กว่า 90% (เช่น Thailand, Japan, France) ห้ามใส่ the นำหน้าเด็ดขาดครับ
กฎข้อห้ามนี้ครอบคลุมไปถึง ชื่อทวีป (Asia, Europe), ชื่อรัฐหรือเมือง (Bangkok, London, Texas), ชื่อภูเขาเดี่ยวๆ (Mount Everest, Mount Fuji), และชื่อทะเลสาบเดี่ยวๆ (Lake Victoria) ด้วยครับ ทุกคำที่กล่าวมานี้ ปล่อยให้มันยืนเดี่ยวๆ แบบสวยๆ ได้เลย
I want to visit Japan next year. (ไอ วอนท์ ทู วิสิท เจแปน เนกซ์ เยียร์) ฉันต้องการไปเยือนประเทศญี่ปุ่นในปีหน้า (ห้ามใช้ the Japan)
Bangkok is the capital of Thailand. (แบงค็อก อีส เดอะ แคปิตอล ออฟ ไทยแลนด์) กรุงเทพมหานครคือเมืองหลวงของประเทศไทย
They are traveling around Europe. (เดย์ อาร์ ทราเวลลิง อะราวนด์ ยุโรป) พวกเขากำลังเดินทางรอบทวีปยุโรป
Mount Everest is the highest mountain. (เมานท์ เอเวอเรสต์ อีส เดอะ ไฮเอสท์ เมาน์เทน) ยอดเขาเอเวอเรสต์เป็นภูเขาที่สูงที่สุด (ห้ามใช้ the Mount Everest)
She lives in Lake Geneva. (ชี ลีฟส์ อิน เลค เจนีวา) เธออาศัยอยู่ที่ทะเลสาบเจนีวา
มื้ออาหาร วิชาเรียน และกีฬา (Meals, Subjects & Sports)
เมื่อเราพูดถึง “มื้ออาหาร” ในชีวิตประจำวัน (breakfast, lunch, dinner) เราจะไม่ใช้ the นำหน้าครับ (เช่น have breakfast ไม่ใช่ have the breakfast) ยกเว้นในกรณีที่มีการจัดงานเลี้ยงมื้ออาหารที่เฉพาะเจาะจงจริงๆ ค่อยใช้ the ได้ครับ
สำหรับชื่อ “กีฬา” ทุกประเภท (football, tennis, basketball) และชื่อ “วิชาเรียนหรือภาษา” (math, science, English, history) ก็ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม Zero Article เช่นเดียวกันครับ ห้ามเอา the ไปนำหน้าเด็ดขาด
We usually have lunch at noon. (วี ยูสชวลลี แฮฟ ลันช์ แอท นูน) โดยปกติพวกเราทานมื้อเที่ยงตอนเที่ยงวัน
He likes playing tennis on weekends. (ฮี ไลค์ส เพลย์ยิง เทนนิส ออน วีคเอนด์ส) เขาชอบเล่นเทนนิสในวันหยุดสุดสัปดาห์ (ห้ามใช้ playing the tennis)
She studies mathematics at university. (ชี สตัดดีส แมธเธมาติกส์ แอท ยูนิเวอร์ซิตี) เธอเรียนวิชาคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัย
Can you speak English? (แคน ยู สปีค อิงลิช) คุณพูดภาษาอังกฤษได้ไหม (ห้ามใช้ speak the English)
What did you have for dinner? (วอท ดิด ยู แฮฟ ฟอร์ ดินเนอร์) คุณทานอะไรเป็นมื้อค่ำ
สถานที่เมื่อไปตามวัตถุประสงค์หลัก (school, hospital, bed)
นี่คือกฎที่ซับซ้อนและน่าสนใจที่สุดในเรื่อง Zero Article ครับ มีคำนามเกี่ยวกับสถานที่บางคำ เช่น school (โรงเรียน), hospital (โรงพยาบาล), prison (คุก), bed (เตียงนอน), church (โบสถ์) ที่มีเงื่อนไขการใช้ Article แอบแฝงอยู่
หากเราไปสถานที่เหล่านี้ “เพื่อทำกิจกรรมตามวัตถุประสงค์หลักของสถานที่นั้น” (เช่น ไปโรงเรียนเพื่อเรียนหนังสือ, ไปโรงพยาบาลเพราะป่วยไปรักษา, ไปเตียงเพื่อนอนหลับ) เราจะไม่ใส่ the นำหน้าเด็ดขาดครับ
แต่ถ้าเราไปสถานที่เหล่านั้นเพียงแค่ “ไปเยือนตัวอาคารเพื่อจุดประสงค์อื่น” (เช่น แม่ไปโรงเรียนเพื่อพบครูใหญ่, ไปโรงพยาบาลเพื่อเยี่ยมเพื่อน, ไปนั่งเล่นบนเตียง) เราจะต้องใส่ the นำหน้าเสมอครับ
ลองเปรียบเทียบความแตกต่างของความหมายในตารางด้านล่างนี้ดูครับ จะเห็นว่า Article เพียงตัวเดียวสามารถเปลี่ยนเจตนาของประโยคได้เลยทีเดียว
| ไม่ใช้ the (ตามวัตถุประสงค์หลัก) | ใช้ the (ไปเยือนแค่ตัวอาคาร) |
|---|---|
| He goes to school every day. (เขาไปโรงเรียนในฐานะนักเรียนเพื่อเรียนหนังสือ) |
His mother went to the school to meet the teacher. (แม่ไปที่ตัวอาคารโรงเรียนเพื่อทำธุระ ไม่ได้ไปเรียน) |
| She is in hospital. (เธอนอนป่วยรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล) |
I went to the hospital to visit her. (ฉันเดินทางไปที่ตัวอาคารโรงพยาบาลเพื่อเยี่ยมเธอ) |
| I go to bed at 10 PM. (ฉันเข้านอนเพื่อหลับพักผ่อนตอนสี่ทุ่ม) |
I sat on the bed and read a book. (ฉันแค่นั่งบนเตียงตัวนั้นเพื่ออ่านหนังสือ ไม่ได้จะนอน) |
เทคนิคในการจำกฎข้อสถานที่นี้คือ ให้จำว่าถ้าเราทำกิจกรรมที่เป็น “นามธรรม” (เช่น การศึกษา การรักษา การพักผ่อน) เราจะไม่ใส่ the ครับ แต่ถ้าเราพูดถึง “รูปธรรม” ซึ่งก็คือตัวตึก ตัวอาคาร หรือตัวเตียงเป็นชิ้นๆ ที่จับต้องได้ เราจะต้องใส่ the เพื่อชี้เฉพาะสิ่งก่อสร้างนั้นครับ เทคนิคนี้ครอบคลุมการใช้งานได้ดีเยี่ยมเลยครับ
ข้อสอบ TOEIC ที่มักจะออกเกี่ยวกับการใช้ the
สำหรับใครที่กำลังเตรียมตัวสอบเพื่อความก้าวหน้าทางอาชีพ เรื่องของการใช้ Articles ถือเป็นหนึ่งในหัวข้อบังคับที่คุณจะต้องเจอใน แนวข้อสอบ TOEIC อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ ผู้ออกข้อสอบชื่นชอบที่จะนำกฎเกณฑ์เหล่านี้มาซ่อนไว้ในพาร์ท Incomplete Sentences (Part 5) และ Text Completion (Part 6) เป็นอย่างมาก
การทำข้อสอบในพาร์ทนี้ ไม่ได้วัดแค่ว่าคุณแปลความหมายออกหรือไม่ แต่มันวัดไหวพริบในการสังเกตโครงสร้างไวยากรณ์และการจับคู่กฎข้อยกเว้นต่างๆ ให้ถูกต้องภายในเวลาที่จำกัดครับ
เรามาวิเคราะห์ลักษณะของโจทย์และแกะรอยวิธีคิด เพื่อช่วยให้คุณสามารถกวาดคะแนนในส่วนของข้อสอบแกรมมาร์ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำกันครับ
วิเคราะห์ลักษณะโจทย์ที่เจอบ่อยในห้องสอบ
ลักษณะโจทย์แรกที่พบบ่อยมากคือ การเว้นช่องว่างระหว่าง The กับคำนามหลักครับ เช่น “The _______ of the new product was a huge success.” แล้วให้ตัวเลือกเป็น A) introduce, B) introducing, C) introduction, D) introduced
เมื่อคุณเห็นคำว่า The นำหน้า กฎเหล็กบอกไว้ชัดเจนว่า The ต้องนำหน้า “คำนาม” เท่านั้นครับ (ยกเว้นโครงสร้าง The + Adj เพื่อบอกกลุ่มคน) ดังนั้นคำตอบที่ถูกต้องคือข้อ C) introduction ที่เป็นคำนามครับ ข้อสอบลักษณะนี้เป็นการแจกคะแนนเลยครับ
อีกลักษณะหนึ่งคือการเล่นกับกฎ Zero Article ครับ ข้อสอบอาจจะให้ประโยคมาว่า “Our CEO will travel to _______ Japan next week.” แล้วให้เลือกเติม A) a, B) an, C) the, D) no article ข้อนี้ถ้าจำได้ว่าชื่อประเทศทั่วไปห้ามใส่ Article เด็ดขาด ก็จะตอบข้อ D ทันทีครับ
จุดหลอกและวิธีทำคะแนน (TOEIC Tips)
ทริคในการสแกนหาคำตอบคือ “จงมองหาส่วนขยายด้านหลังคำนามเสมอ” ครับ ถ้าโจทย์ให้คำนามมาแล้วมีบุพบทวลี หรือประโยคย่อยขยายตามหลัง เช่น “_______ information you requested is attached to this email.” (ข้อมูลที่คุณร้องขอแนบมากับอีเมลนี้)
คำว่า information เป็นนามนับไม่ได้ ปกติไม่เติม article แต่ในประโยคนี้มีส่วนขยาย “you requested” มาตีกรอบความเฉพาะเจาะจงให้ ดังนั้นคุณจะถูกบังคับให้เติม The ทันทีครับ นี่คือจุดหลอกที่คนพลาดเยอะมาก
อีกจุดหลอกคือโครงสร้าง The + Adjective ครับ เช่น “The government should provide financial support for _______ unemployed.” ถ้าคุณเห็นกลุ่มคนในบริบทแบบนี้ ห้ามเติม an เด็ดขาด ให้เติม the เพื่อสร้างรูปพหูพจน์ “the unemployed” ครับ ขอให้ตั้งสติและสแกนประโยคอย่างรอบคอบ รับรองว่าคะแนนพุ่งแน่นอนครับ
สรุปประเด็นสำคัญ Key Takeaways
- 📌 Definite Article (the) = ใช้เพื่อชี้เฉพาะคำนามให้ผู้ฟังรู้ว่ากำลังพูดถึงสิ่งไหน (มีอันเดียวในบริบทนั้น หรือมีส่วนขยายชัดเจน)
- 📌 Unique Things = บังคับใช้ the กับสิ่งที่มีเพียงหนึ่งเดียวในธรรมชาติ (the sun) และคำคุณศัพท์ขั้นสุด (the best)
- 📌 Special Groups = บังคับใช้ the กับเครื่องดนตรี, ประเทศที่มี States/Kingdom, และการนำหน้า Adjective เพื่อแทนกลุ่มคน (the rich)
- ❌ Zero Article = ห้ามใช้ the กับชื่อทวีป ประเทศ เมือง กีฬา มื้ออาหาร วิชาเรียน และภาษา
- ✅ ข้อยกเว้นเรื่องสถานที่ = go to school (ไปเรียน) แบบนี้ไม่ต้องใส่ the แต่ถ้า go to the school (ไปเยือนตัวตึก) ต้องใส่ the เสมอ
Mini Quiz ทดสอบความเข้าใจ
จงเลือกคำนำหน้านาม (a, an, the, หรือ ไม่ต้องเติม) ที่ถูกต้องที่สุดเพื่อเติมลงในช่องว่างของประโยคต่อไปนี้:
1. My sister lives in _______ United Kingdom.
A) a
B) an
C) the
D) ไม่ต้องเติม
2. What is _______ longest river in the world?
A) a
B) an
C) the
D) ไม่ต้องเติม
3. We usually play _______ football after school.
A) a
B) an
C) the
D) ไม่ต้องเติม
4. I bought a new car yesterday. _______ car is very fast.
A) A
B) An
C) The
D) ไม่ต้องเติม
5. He was taken to _______ hospital because he had a heart attack.
A) a
B) an
C) the
D) ไม่ต้องเติม
👉 ดูเฉลยพร้อมคำอธิบายได้ที่ท้ายบทความหลังส่วนคำถามที่พบบ่อย
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1. ทำไมบางครั้งถึงเห็นฝรั่งใช้ the นำหน้าชื่อคนได้
โดยปกติชื่อคนเฉพาะจะไม่ใช้ the ครับ แต่ถ้าเห็นฝรั่งใช้ มักจะเป็นกรณีที่ครอบครัวนั้นมีหลายคนและต้องการสื่อถึง “ตระกูลนั้นทั้งหมด” โดยจะเติม s ท้ายชื่อด้วยครับ เช่น The Smiths (ครอบครัวสมิธทุกคน) หรือใช้เน้นย้ำว่าเป็นคนที่โด่งดังคนนั้นจริงๆ เช่น “Are you THE Michael Jackson?”
2. เราต้องใช้ the หน้าชื่อโรคต่างๆ หรือไม่
ส่วนใหญ่ชื่อโรคจะไม่ใช้ the ครับ (เช่น cancer, malaria, diabetes) แต่จะมีข้อยกเว้นสำหรับโรคบางชนิดที่เป็นหวัดหรืออาการเจ็บปวดทั่วไป ที่สามารถใช้ a/an หรือ the ได้ เช่น I have a cold / the flu / the measles ครับ
3. การใช้ the หน้าคำว่า next และ last ต่างกันอย่างไร
ถ้าเป็นคำบอกเวลา (next week, last month) เราจะไม่ใส่ the นำหน้าครับ แต่ถ้าเป็น “ลำดับที่” ของสิ่งของหรือเหตุการณ์ (the next page, the last person) เราจะบังคับใส่ the เสมอเพื่อบอกความเฉพาะเจาะจงครับ
4. ถ้าคำนามนั้นเป็นพหูพจน์อยู่แล้ว จำเป็นต้องใส่ the อีกไหม
ต้องดูที่ความหมายครับ ถ้าพูดถึงภาพรวมทั่วไป ไม่ต้องใส่ (เช่น Apples are good for you = แอปเปิ้ลทั่วไป) แต่ถ้าชี้เฉพาะเจาะจง ต้องใส่ the เสมอครับ (เช่น The apples on the table are bad = เฉพาะแอปเปิ้ลบนโต๊ะนี้ที่เน่า)
5. คำว่า space (อวกาศ) ต้องใช้ the นำหน้าไหม
คำว่า space มีความพิเศษครับ ถ้าเราหมายถึง “อวกาศ นอกโลก” เราจะไม่ใช้ the ครับ (เช่น travel in space) แต่ถ้าเราหมายถึง “พื้นที่ว่าง ช่องว่าง” ในห้องหรือในกระดาษ เราจะต้องใส่ the ครับ (เช่น the space between the cars)
มาตรวจสอบคำตอบ Mini Quiz กันเลยครับ ใครทำถูกทุกข้อถือว่าพื้นฐานเรื่อง Article แน่นปึกแล้วครับ
ข้อ 1 ตอบ C) the
เหตุผล: ประเทศอังกฤษ (United Kingdom) มีคำว่า Kingdom อยู่ในชื่อประเทศ กฎข้อบังคับระบุว่าต้องมี the นำหน้าเสมอครับ (เช่นเดียวกับ the US)
ข้อ 2 ตอบ C) the
เหตุผล: คำว่า longest เป็นคำคุณศัพท์ขั้นสุด (Superlative Adjective) แสดงความเป็นที่สุดซึ่งมีเพียงหนึ่งเดียว จึงถูกบังคับให้ต้องใช้ the นำหน้าเสมอครับ
ข้อ 3 ตอบ D) ไม่ต้องเติม (Zero Article)
เหตุผล: football เป็นชื่อของกีฬา กฎไวยากรณ์ระบุไว้ชัดเจนว่าชื่อกีฬาทุกประเภทห้ามมี Article นำหน้าเด็ดขาดครับ
ข้อ 4 ตอบ C) The
เหตุผล: กฎการกล่าวถึงซ้ำครั้งที่สอง (Second mention) ประโยคแรกใช้ a new car เป็นการเกริ่นนำ พอประโยคที่สองกล่าวถึงรถคันเดิม ต้องเปลี่ยนเป็น The car เพื่อชี้เฉพาะทันทีครับ
ข้อ 5 ตอบ D) ไม่ต้องเติม (Zero Article)
เหตุผล: ประโยคบอกว่าเขาถูกส่งตัวไปโรงพยาบาล “เพราะมีอาการหัวใจวาย” แสดงว่าไปเพื่อรักษาตัวตาม “วัตถุประสงค์หลัก” ของสถานที่ ดังนั้นจึงไม่ต้องเติม Article ใดๆ หน้าคำว่า hospital ครับ

