สรุป Verb (คำกริยา) ครบทุกประเภท กฎการผัน V.1-V.3 และเทคนิคสอบ TOEIC | อ.ต้นอมร

เคยปวดหัวไหมครับเวลาจะแต่งประโยคภาษาอังกฤษแล้วไม่รู้ว่าต้องใช้คำกริยาช่องไหน ต้องเติม s เติม ed หรือต้องเปลี่ยนรูปร่างไปเลยจนจำไม่หวาดไม่ไหว ในบทความนี้ อาจารย์ต้นอมร จะพาไปเจาะลึก สรุป Verb (คำกริยาภาษาอังกฤษ) ครบทุกประเภทอย่างละเอียด เพื่อให้คุณปลดล็อกความสับสนและสามารถใช้งานได้อย่างมืออาชีพครับ
- Verb หรือคำกริยา คือหัวใจของประโยค ทำหน้าที่แสดงการกระทำ สภาวะ หรือความรู้สึกของประธาน
- แบ่งประเภทการใช้งานหลักๆ ได้เป็น Action Verbs (แสดงอาการ), Linking Verbs (เชื่อมประธานกับส่วนขยาย) และ Helping Verbs (กริยาช่วย)
- คำกริยาภาษาอังกฤษมีการผันรูป (Conjugation) เป็น 3 ช่อง (V.1, V.2, V.3) เพื่อบอกช่วงเวลาหรือ Tense ที่เกิดเหตุการณ์นั้นๆ
- ข้อสอบมักหลอกเรื่องการจับคู่ประธานกับกริยา (Subject-Verb Agreement) และการใช้กริยาช่วยกับกริยาแท้แบบไม่ผันรูป (Base Form)
- ทำความรู้จัก Verb (คำกริยาภาษาอังกฤษ) คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ
- ประเภทของคำกริยาภาษาอังกฤษ (Types of Verbs) ที่ต้องรู้
- การแบ่งประเภทตามความต้องการกรรม (Transitive & Intransitive)
- การผันคำกริยาภาษาอังกฤษ (Verb Conjugation V.1, V.2, V.3)
- เทคนิคการทำข้อสอบ TOEIC เรื่อง Verb และข้อควรระวัง
- สรุปประเด็นสำคัญ Key Takeaways
- Mini Quiz ทดสอบความเข้าใจ
- คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ทำความรู้จัก Verb (คำกริยาภาษาอังกฤษ) คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ
ในการเรียนรู้ พื้นฐานภาษาอังกฤษ สิ่งที่เป็นเสมือนเครื่องยนต์หลักคอยขับเคลื่อนให้ประโยคสามารถสื่อสารความหมายได้อย่างสมบูรณ์ก็คือคำกริยาครับ หากเรามีประธานที่เป็นตัวบุคคลหรือสิ่งของ แต่เราไม่มีคำกริยาเพื่อบอกว่าพวกเขาเหล่านั้นกำลังทำอะไร หรือมีสภาวะเป็นอย่างไร ประโยคนั้นก็จะหยุดนิ่งและไม่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวได้เลย
คำกริยา หรือ Verb ถือเป็นส่วนของคำ (Part of Speech) ที่มีความยืดหยุ่นและมีกฎเกณฑ์ซับซ้อนที่สุดในระบบไวยากรณ์ครับ เพราะหน้าตาของมันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนตามพจน์ของประธาน (เอกพจน์หรือพหูพจน์) เปลี่ยนตามกาลเวลา (Tense) หรือเปลี่ยนตามลักษณะทางไวยากรณ์อื่นๆ (Voice และ Mood)
จากประสบการณ์ที่อาจารย์สอนมา นักเรียนส่วนใหญ่มักจะท่องจำคำศัพท์ที่เป็นคำนามได้มากมาย แต่กลับตกม้าตายเวลาต้องนำคำเหล่านั้นมาเชื่อมกันด้วยคำกริยา การทำความเข้าใจธรรมชาติของคำกริยาภาษาอังกฤษอย่างถ่องแท้ จึงเป็นกุญแจดอกสำคัญที่จะช่วยให้คุณก้าวข้ามกำแพงทางภาษาได้อย่างแท้จริงครับ
หน้าที่หลักของคำกริยาในประโยค
หน้าที่อันดับแรกและเป็นที่รู้จักกันดีที่สุดคือ การแสดงอาการหรือการกระทำ (Action) ครับ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำทางร่างกายที่มองเห็นได้ชัดเจน หรือการกระทำทางสมองและความคิดที่มองไม่เห็น คำกริยาจะเป็นตัวระบุว่าประธานของประโยคกำลังใช้พลังงานไปกับสิ่งใดครับ
หน้าที่ที่สองคือ การบอกสภาวะ (State of Being) ครับ หน้าที่นี้ไม่ได้บอกการเคลื่อนไหว แต่เป็นการอธิบายความมีอยู่ เป็นอยู่ หรือสถานะของประธานในขณะนั้น กริยาในกลุ่มนี้มักจะทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างประธานและคำคุณศัพท์เพื่อบอกลักษณะครับ
และหน้าที่ที่สามคือ การเข้ามาทำหน้าที่เป็น “กริยาช่วย” เพื่อเติมเต็มความหมายของประโยคให้สมบูรณ์ขึ้น เช่น การบอกความเป็นไปได้ การบอกความจำเป็น หรือการช่วยสร้างโครงสร้างประโยคคำถามและประโยคปฏิเสธครับ
He runs every morning. (ฮี รันส เอฟวรี มอร์นิง.) เขาวิ่งทุกเช้า
She thinks about her future. (ชี ธิงคส อะเบาท์ เฮอร์ ฟิวเจอร์.) เธอคิดเกี่ยวกับอนาคตของเธอ
The coffee smells wonderful. (เดอะ คอฟฟี สเมลส วันเดอร์ฟูล.) กาแฟมีกลิ่นหอมยอดเยี่ยม
They are studying now. (เดย์ อาร์ สตัดดีอิง นาว.) พวกเขากำลังเรียนอยู่ตอนนี้
ความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
สาเหตุหลักที่ผู้เรียนชาวไทยมักจะสับสนเรื่องคำกริยา เป็นเพราะภาษาแม่ของเราไม่มีระบบการผันคำกริยา (Verb Conjugation) ครับ ในภาษาไทย คำว่า “กิน” จะเขียนและออกเสียงเหมือนเดิมเสมอ ไม่ว่าคนที่กินจะเป็นฉัน เขา หรือพวกเรา และไม่ว่าเหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นเมื่อวาน วันนี้ หรือพรุ่งนี้ เราเพียงแค่เติมคำบอกเวลาเข้าไปในประโยคเท่านั้น
แต่ในระบบภาษาอังกฤษ คำกริยาเปรียบเสมือนกิ้งก่าที่ต้องเปลี่ยนสีให้เข้ากับสภาพแวดล้อมตลอดเวลาครับ หากประธานเปลี่ยนจากคนหลายคนมาเป็นคนเดียวในปัจจุบันกาล คำกริยาจะต้องเติม s หรือ es ทันที และหากเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเมื่อวาน คำกริยาอาจจะต้องเติม ed หรือเปลี่ยนสระและพยัญชนะไปเป็นคำใหม่เลยครับ
ความแตกต่างตรงนี้แหละครับที่เป็นเสน่ห์และความท้าทาย หากเราสามารถปรับจูนสมองให้คุ้นชินกับการเช็คจำนวนประธานและเช็คเวลาของประโยคก่อนที่จะเขียนคำกริยาลงไป การแต่งประโยคของคุณก็จะมีความเป็นเจ้าของภาษามากขึ้นครับ
3D Grammar Structure
เพื่อให้การทำความเข้าใจธรรมชาติของคำกริยาเป็นไปอย่างเป็นระบบและครอบคลุมทุกมิติ อาจารย์ขอใช้การอธิบายแบบโครงสร้าง 3 มิติ ซึ่งจะช่วยให้ทุกคนเห็นกลไกการทำงานของมันได้อย่างลึกซึ้งครับ
- 📐 มิติด้านโครงสร้าง (Form): คำกริยาสามารถปรากฏได้หลายรูปแบบ เช่น Base form (ไม่ผันรูป), รูปเติม s/es, รูปอดีต (V.2), รูป Past Participle (V.3), และรูปเติม -ing (Present Participle) โดยตำแหน่งหลักจะอยู่หลังประธานเสมอ
- 🔍 มิติด้านความหมาย (Meaning): เป็นศูนย์กลางการสื่อสารของประโยค เพื่อถ่ายทอดการกระทำ สภาวะ เหตุการณ์ หรืออารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาต่างๆ ให้ผู้ฟังรับทราบอย่างชัดเจน
- 🗣️ มิติด้านการนำไปใช้ (Use): ใช้เพื่ออธิบายเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน การเล่าเรื่องราวในอดีต การคาดเดาอนาคต การออกคำสั่ง หรือแม้กระทั่งการตั้งคำถามในทุกบริบทของการสื่อสาร
ประเภทของคำกริยาภาษาอังกฤษ (Types of Verbs) ที่ต้องรู้
เมื่อเราเข้าใจภาพรวมแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการทำความรู้จักกับประเภทต่างๆ ของคำกริยาครับ ในคลัง ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ นักภาษาศาสตร์ได้จัดแบ่งคำกริยาออกเป็นหลายหมวดหมู่ตามลักษณะการทำงานของมันในประโยคครับ
การแบ่งประเภทนี้ไม่ใช่เพื่อท่องจำไปสอบอย่างเดียว แต่มันมีผลต่อโครงสร้างไวยากรณ์ที่ตามมาครับ กริยาบางตัวอนุญาตให้มีคำนามมาต่อท้ายได้ บางตัวต้องมีคำคุณศัพท์มาต่อท้าย และบางตัวก็ต้องการกริยาอีกตัวมาประกบ การแยกแยะประเภทเหล่านี้ได้คือทักษะขั้นสูงครับ
อาจารย์จะขอแบ่งประเภทหลักๆ ที่มีความสำคัญที่สุดในการสื่อสารออกเป็น 3 หมวดหมู่ใหญ่ ซึ่งจะช่วยให้คุณหยิบไปใช้งานได้อย่างถูกต้องและมั่นใจครับ
Action Verbs (กริยาแสดงอาการ)
กลุ่มแรกคือ Action Verbs หรือกริยาแท้ที่แสดงการกระทำครับ กลุ่มนี้เป็นประชากรส่วนใหญ่ของคำกริยาในภาษาอังกฤษทั้งหมด ทำหน้าที่บอกว่าประธานกำลัง “ทำ” อะไรอยู่ ซึ่งเราสามารถแบ่งย่อยลงไปได้อีก 2 กลุ่มคือ การกระทำทางกายภาพ (Physical Actions) และการกระทำทางความคิดหรือความรู้สึก (Mental Actions)
Physical Actions คือกริยาที่เราสามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวหรือได้ยินเสียงได้ชัดเจน เช่น เดิน วิ่ง กิน กระโดด หัวเราะ กริยากลุ่มนี้เรามักจะนำไปใช้ในโครงสร้าง Continuous Tense (เติม -ing) ได้อย่างสบายๆ ครับ เพราะมันเป็นกิจกรรมที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
ส่วน Mental Actions คือกริยาที่เกิดขึ้นภายในสมอง จิตใจ หรืออารมณ์ เช่น คิด เชื่อ หวัง เข้าใจ จำได้ กริยากลุ่มนี้มีความพิเศษคือ มักจะไม่นิยมนำไปเติม -ing ครับ เพราะสภาวะทางความคิดมักจะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคงอยู่ ไม่ใช่แอคชันที่ทำต่อเนื่องแบบการวิ่ง
| ประเภท Action Verbs | ตัวอย่างคำศัพท์ (คำอธิบายภาษาไทย) |
|---|---|
| Physical Actions (มองเห็นได้) | walk (เดิน), eat (กิน), write (เขียน), jump (กระโดด) |
| Mental Actions (กระบวนการทางความคิด) | think (คิด), understand (เข้าใจ), believe (เชื่อ), remember (จำได้) |
The boy writes a letter. (เดอะ บอย ไรท์ส อะ เลทเทอร์.) เด็กผู้ชายเขียนจดหมาย (Physical Action)
She drinks water every morning. (ชี ดริงคส วอเทอร์ เอฟวรี มอร์นิง.) เธอดื่มน้ำทุกเช้า (Physical Action)
I understand the lesson clearly. (ไอ อันเดอร์สแตนด์ เดอะ เลสเซิน เคลียร์ลี.) ฉันเข้าใจบทเรียนอย่างชัดเจน (Mental Action)
They believe in his story. (เดย์ บีลีฟ อิน ฮิส สตอรี.) พวกเขาเชื่อในเรื่องราวของเขา (Mental Action)
Linking Verbs (กริยาเชื่อมประธาน)
กลุ่มที่สองคือ Linking Verbs กริยากลุ่มนี้ถือเป็นกริยาที่พิเศษมากครับ เพราะมัน “ไม่ได้แสดงการกระทำ” ใดๆ ทั้งสิ้น แต่มันทำหน้าที่เป็นเพียงเครื่องหมายเท่ากับ (=) หรือเป็นสะพานเชื่อมระหว่างประธาน (Subject) และส่วนเติมเต็ม (Complement) ซึ่งมักจะเป็นคำนามหรือคำคุณศัพท์ครับ
พระเอกของกลุ่มนี้ที่ทุกคนรู้จักดีคือ Verb to be (is, am, are, was, were) ครับ นอกจากนี้ยังมีกริยาที่แสดงประสาทสัมผัสทั้งห้า (Sense Verbs) และการเปลี่ยนแปลงสภาวะ เช่น look (ดูเหมือน), feel (รู้สึก), taste (มีรสชาติ), smell (มีกลิ่น), sound (ฟังดู), become (กลายเป็น), seem (ดูเหมือนว่า)
กฎเหล็กที่สำคัญที่สุดของกริยากลุ่มนี้คือ ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์ (Adjective) เท่านั้น ห้ามตามด้วยกริยาวิเศษณ์ (Adverb ที่ลงท้ายด้วย -ly) เด็ดขาด นี่คือจุดที่คนไทยมักจะแต่งประโยคผิดพลาดบ่อยที่สุดครับ
The flower is beautiful. (เดอะ ฟลาวเออร์ อิส บิวทิฟูล.) ดอกไม้มีความสวยงาม
She looks tired today. (ชี ลุคส ไทร์ด ทูเดย์.) วันนี้เธอดูเหนื่อยล้า (ใช้ tired ที่เป็น Adjective ไม่ใช่ tiredly)
This soup tastes delicious. (ดิส ซุป เทสต์ส ดีลิเชียส.) ซุปถ้วยนี้มีรสชาติอร่อย (ใช้ delicious ที่เป็น Adjective ไม่ใช่ deliciously)
The weather became cold. (เดอะ เวทเธอร์ บีเคม โคลด์.) สภาพอากาศกลายเป็นหนาวเย็น
✨ มุมมองจากอาจารย์ต้นอมร:
ข้อควรระวังคือ กริยาพวก look, taste, smell สามารถเป็นได้ทั้ง Action Verb และ Linking Verb ครับ ถ้าเราแปลว่า “มองดู” หรือ “ดมกลิ่น” มันจะเป็นการกระทำ ต้องใช้ Adverb ขยาย (เช่น He looked at me angrily – เขามองฉันอย่างโกรธแค้น) แต่ถ้าแปลว่า “ดูเหมือน” หรือ “มีกลิ่น” มันจะเป็นสะพานเชื่อม ต้องใช้ Adjective ขยายครับ (เช่น He looks angry – เขาดูกำลังโกรธ)
Helping Verbs / Auxiliary Verbs (กริยาช่วย)
กลุ่มที่สามคือ Helping Verbs หรือ Auxiliary Verbs ครับ กริยากลุ่มนี้เปรียบเสมือนผู้ช่วยพระเอก มันไม่สามารถยืนโดดเดี่ยวในประโยคเพื่อสร้างความหมายที่สมบูรณ์ได้ แต่ต้องทำงานคู่กับกริยาแท้ (Main Verb) เสมอ เพื่อช่วยบอกเวลา โครงสร้างปฏิเสธ คำถาม หรือบอกระดับความน่าจะเป็น
กริยาช่วยหลัก (Primary Auxiliary) ได้แก่ Verb to do (do/does/did), Verb to be (is/am/are/was/were), และ Verb to have (have/has/had) ซึ่งใช้สร้างโครงสร้าง Tense ต่างๆ เช่น Continuous หรือ Perfect Tense ครับ
อีกกลุ่มหนึ่งคือกริยาช่วยพิเศษที่เรียกว่า Modal Verbs ได้แก่ can, could, will, would, shall, should, may, might, must กลุ่มนี้มีความพิเศษคือ กริยาแท้ที่ตามหลังพวกมันจะต้องเป็นรูป Base Form (กริยาไม่ผัน ไม่เติม s/ed/ing) เสมอ ไม่ว่าประธานจะเป็นใครก็ตามครับ
He is reading a newspaper. (ฮี อิส รีดดิง อะ นิวส์เปเปอร์.) เขากำลังอ่านหนังสือพิมพ์ (is เป็นกริยาช่วย บอก Continuous)
They do not like coffee. (เดย์ ดู นอท ไลค์ คอฟฟี.) พวกเขาไม่ชอบกาแฟ (do เป็นกริยาช่วย สร้างประโยคปฏิเสธ)
She has finished the report. (ชี แฮส ฟินิชด เดอะ รีพอร์ต.) เธอทำรายงานเสร็จแล้ว (has เป็นกริยาช่วย สร้าง Perfect Tense)
I can swim very well. (ไอ แคน สวิม เวรี เวล.) ฉันสามารถว่ายน้ำได้เป็นอย่างดี (can เป็น Modal verb ตามด้วย swim ที่ไม่ผัน)
You should see a doctor. (ยู ชูด ซี อะ ด็อกเตอร์.) คุณควรไปพบแพทย์ (should เป็น Modal verb ตามด้วย see ที่ไม่ผัน)
การแบ่งประเภทตามความต้องการกรรม (Transitive & Intransitive)
นอกจากการแบ่งตามหน้าที่แล้ว อีกหนึ่งวิธีในการจำแนกคำกริยาที่สำคัญมากในการ แต่งประโยคภาษาอังกฤษ คือการพิจารณาว่าคำกริยานั้นๆ ต้องการ “กรรม” (Object) มารองรับการกระทำหรือไม่ครับ
การเข้าใจแนวคิดเรื่องนี้จะช่วยไขข้อข้องใจว่า ทำไมบางประโยคเราแต่งจบแค่คำกริยาได้เลย แต่บางประโยคฝรั่งฟังแล้วรู้สึกว่ามันไม่จบและรอฟังสิ่งที่เราจะพูดต่อ การเลือกใช้กริยาให้ถูกต้องตามโครงสร้างกรรมคือพื้นฐานของการสร้างประโยคที่สมบูรณ์ครับ
เราจะแบ่งคำกริยาในมิตินี้ออกเป็น 2 กลุ่มหลัก และอีก 1 กลุ่มพิเศษที่มีพฤติกรรมคาบเกี่ยวกันครับ
Transitive Verbs (สกรรมกริยา – ต้องการกรรม)
Transitive Verbs คือคำกริยาที่กระทำแล้วความหมายยังไม่สมบูรณ์ในตัวมันเองครับ มันต้องการกรรม (Object) ซึ่งมักจะเป็นคำนามหรือสรรพนาม มารองรับผลของการกระทำนั้นๆ หากเราพูดกริยาเหล่านี้ขึ้นมาลอยๆ ผู้ฟังจะเกิดคำถามในใจทันทีว่า “ทำ…อะไร?”
ตัวอย่างคำกริยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ buy (ซื้อ), hit (ตี), love (รัก), bring (นำมา), want (ต้องการ) ลองนึกภาพตามนะครับ ถ้าอาจารย์พูดว่า “I want.” (ฉันต้องการ) ประโยคนี้ฟังดูไม่รู้เรื่องเลยใช่ไหมครับ เพราะมันขาดกรรมมารองรับว่าต้องการ “อะไร”
ดังนั้น โครงสร้างบังคับของกริยากลุ่มนี้คือ Subject + Transitive Verb + Object เสมอครับ
He bought a new car. (ฮี บอท อะ นิว คาร์.) เขาซื้อรถยนต์คันใหม่ (a new car เป็นกรรมรองรับ bought)
She loves her family. (ชี เลิฟส เฮอร์ แฟมิลี.) เธอรักครอบครัวของเธอ (her family เป็นกรรมรองรับ loves)
They built a big house. (เดย์ บิลท์ อะ บิ๊ก เฮาส์.) พวกเขาสร้างบ้านหลังใหญ่ (a big house เป็นกรรมรองรับ built)
I hit the ball. (ไอ ฮิท เดอะ บอล.) ฉันตีลูกบอล (the ball เป็นกรรมรองรับ hit)
Intransitive Verbs (อกรรมกริยา – ไม่ต้องการกรรม)
ในทางตรงกันข้าม Intransitive Verbs คือคำกริยาที่มีความหมายสมบูรณ์จบในตัวมันเองแล้วครับ เมื่อประธานแสดงอาการนั้นๆ ออกมา ผู้ฟังสามารถเข้าใจได้ทันทีโดยไม่ต้องมีใครหรือสิ่งใดมารองรับผลของการกระทำครับ
ตัวอย่างคำกริยาในกลุ่มนี้ ได้แก่ sleep (นอนหลับ), cry (ร้องไห้), arrive (มาถึง), smile (ยิ้ม), die (ตาย) เมื่อเราพูดว่า “The baby sleeps.” (ทารกนอนหลับ) ประโยคนี้สมบูรณ์แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีกรรมมาต่อท้ายครับ
แม้ว่ากริยากลุ่มนี้จะไม่ต้องการกรรม แต่อาจจะมี “ส่วนขยาย” เช่น กริยาวิเศษณ์ (Adverb) หรือบุพบทวลี (Prepositional Phrase) มาต่อท้ายเพื่อบอกเวลาหรือสถานที่ได้ครับ (ส่วนขยาย ไม่ใช่กรรมนะครับ อย่าสับสน)
The baby is sleeping. (เดอะ เบบี อิส สลีปปิง.) ทารกกำลังนอนหลับ
He smiled brightly. (ฮี สไมลด ไบรท์ลี.) เขายิ้มอย่างสดใส (brightly เป็นส่วนขยาย ไม่ใช่กรรม)
The train arrived on time. (เดอะ เทรน อะไรฟด ออน ไทม์.) รถไฟมาถึงตรงเวลา (on time เป็นส่วนขยายเวลา)
My grandfather died last year. (มาย แกรนด์ฟาเธอร์ ดายด์ ลาสท์ เยียร์.) ปู่ของฉันเสียชีวิตเมื่อปีที่แล้ว
คำกริยาที่เป็นได้ทั้งสองแบบ (Ambitransitive Verbs)
นี่คือกลุ่มคำที่ชอบสร้างความสับสนในห้องสอบครับ ภาษาอังกฤษมีคำกริยาจำนวนมากที่มีพฤติกรรมตีสองหน้า คือสามารถเป็นได้ทั้ง Transitive (ต้องการกรรม) และ Intransitive (ไม่ต้องการกรรม) ขึ้นอยู่กับบริบทของประโยคที่เรากำลังแต่งครับ
คำกริยาฮิตๆ ในกลุ่มนี้ได้แก่ open (เปิด), close (ปิด), play (เล่น), read (อ่าน), run (วิ่ง/บริหารงาน) ความหมายของมันมักจะเปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อมีหรือไม่มีกรรมมารองรับครับ
ตารางด้านล่างนี้จะเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนว่าคำกริยาคำเดียวกัน เมื่อนำไปแต่งประโยคต่างกัน โครงสร้างก็จะต่างกันครับ
| คำกริยา | เป็น Transitive (มีกรรมมารับ) | เป็น Intransitive (ไม่มีกรรมมารับ) |
|---|---|---|
| Open (เปิด) | He opened the door. (เขาเปิดประตู – ประตูเป็นกรรม) | The store opens at 9 AM. (ร้านเปิดตอน 9 โมง – เปิดเอง ไม่มีกรรม) |
| Run (วิ่ง / บริหาร) | She runs a business. (เธอบริหารธุรกิจ – ธุรกิจเป็นกรรม) | He runs very fast. (เขาวิ่งเร็วมาก – วิ่งเอง ไม่มีกรรม) |
| Read (อ่าน) | I am reading a book. (ฉันกำลังอ่านหนังสือ – หนังสือเป็นกรรม) | She loves to read. (เธอชอบอ่าน – อ่านเฉยๆ ไม่ระบุว่าอ่านอะไร) |
การผันคำกริยาภาษาอังกฤษ (Verb Conjugation V.1, V.2, V.3)
เรื่องที่ท้าทายที่สุดและต้องอาศัยวินัยในการท่องจำมากที่สุดในหมวดไวยากรณ์คือ การผันคำกริยา หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า กริยา 3 ช่องครับ การผันรูปของคำกริยาคือระบบนาฬิกาของประโยคภาษาอังกฤษ มันเป็นตัวบอกผู้ฟังว่าเหตุการณ์นี้กำลังเกิดขึ้น เกิดขึ้นไปแล้ว หรือเกิดขึ้นต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
การหมั่นทบทวน รวมคำศัพท์ภาษาอังกฤษ ในกลุ่มกริยา 3 ช่อง จะช่วยให้คุณสามารถสื่อสารเรื่องราวในอดีตและปัจจุบันได้อย่างถูกต้องและไม่ทำให้ผู้ฟังเกิดความสับสนเรื่องช่วงเวลาครับ
อาจารย์จะพาไปทบทวนกฎการผันและการใช้งานของแต่ละช่องอย่างละเอียด เพื่อเป็นรากฐานในการเรียนรู้เรื่อง Tenses ในระดับสูงต่อไปครับ
กริยาช่องที่ 1 (Base Form / Present)
กริยาช่องที่ 1 คือร่างต้นกำเนิดของคำกริยาครับ (Base Form) เราใช้กริยาช่องนี้เพื่อกล่าวถึงเหตุการณ์ที่เป็นความจริงในปัจจุบัน เป็นกิจวัตรประจำวัน หรือเป็นข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ (Present Simple Tense)
กฎเหล็กที่สำคัญและมักออกข้อสอบบ่อยที่สุดคือ หากประธานของประโยคเป็น “เอกพจน์บุรุษที่ 3” (เช่น He, She, It, A cat, John) กริยาช่องที่ 1 จะต้องเติม s หรือ es ที่ท้ายคำเสมอครับ แต่ถ้าประธานเป็นพหูพจน์ หรือ I, You คำกริยาจะคงรูปเดิมไม่ต้องเติมอะไรเลย
และอีกจุดหนึ่งที่ต้องจำคือ หากกริยาตัวนั้นไปตามหลัง Modal Verbs (เช่น can, will, must) หรือตามหลังคำว่า “to” (Infinitive) กริยาตัวนั้นจะต้องอยู่ในรูป Base Form แท้ๆ ห้ามเติม s/es เด็ดขาด ไม่ว่าประธานจะเป็นใครก็ตามครับ
He goes to the office. (ฮี โกส ทู ดิ ออฟฟิศ.) เขาไปที่ทำงาน (เติม es เพราะลงท้ายด้วย o และประธานเอกพจน์)
They play football. (เดย์ เพลย์ ฟุตบอล.) พวกเขาเล่นฟุตบอล (ไม่เติม s เพราะประธานพหูพจน์)
She wants to eat an apple. (ชี วอนท์ส ทู อีท แอน แอปเปิล.) เธอต้องการที่จะกินแอปเปิล (eat ไม่เติม s เพราะตามหลัง to)
He must finish the work. (ฮี มัสท์ ฟินิช เดอะ เวิร์ค.) เขาต้องทำงานให้เสร็จ (finish ไม่เติม s เพราะตามหลัง must)
กริยาช่องที่ 2 และ 3 แบบปกติ (Regular Verbs เติม -ed)
กริยาช่องที่ 2 (Past) ใช้สำหรับเล่าเรื่องราวในอดีตที่จบสิ้นไปแล้ว (Past Simple Tense) ส่วนกริยาช่องที่ 3 (Past Participle) ใช้ในโครงสร้าง Perfect Tense และ Passive Voice (ประโยคถูกกระทำ)
ข่าวดีคือ คำกริยาภาษาอังกฤษกว่า 80% เป็นกลุ่ม Regular Verbs คือกริยาที่เปลี่ยนรูปเป็นอดีตและช่อง 3 ได้ง่ายๆ เพียงแค่การ เติม -ed ต่อท้ายคำกริยาช่องที่ 1 ครับ ทั้งช่อง 2 และช่อง 3 จะมีหน้าตาเหมือนกันเป๊ะเลยครับ
แต่การเติม -ed ก็มีกฎการสะกดคำเล็กๆ น้อยๆ ที่เราต้องระวังครับ อาจารย์สรุปไว้ในตารางด้านล่างนี้แล้วครับ
| กฎการเติม -ed | ตัวอย่างคำกริยาช่อง 1 | ตัวอย่างคำกริยาช่อง 2 และ 3 |
|---|---|---|
| คำกริยาทั่วไป เติม -ed ได้เลย | walk (เดิน), work (ทำงาน) | walked, worked |
| ลงท้ายด้วย e ให้เติมแค่ -d | love (รัก), smile (ยิ้ม) | loved, smiled |
| ลงท้ายด้วย y หน้า y เป็นพยัญชนะ ให้เปลี่ยน y เป็น i แล้วเติม -ed | study (เรียน), cry (ร้องไห้) | studied, cried |
| มีสระเสียงสั้นตัวเดียว ตัวสะกดตัวเดียว ให้เบิ้ลตัวสะกดก่อนเติม -ed | stop (หยุด), plan (วางแผน) | stopped, planned |
กริยาช่องที่ 2 และ 3 แบบเปลี่ยนรูป (Irregular Verbs)
และนี่คือกลุ่มปราบเซียนที่ทำให้ผู้เรียนหลายคนท้อแท้ครับ Irregular Verbs หรือกริยาอปกติ คือคำกริยาที่ขบถต่อกฎการเติม -ed อย่างสิ้นเชิง เมื่อพวกมันต้องกลายเป็นอดีตหรือช่อง 3 พวกมันจะเปลี่ยนสระ เปลี่ยนพยัญชนะ หรือคงรูปเดิมแบบไม่แคร์สื่อใดๆ ทั้งสิ้นครับ
กลุ่มนี้ไม่มีสูตรลัดในการเปลี่ยนรูปครับ วิธีเดียวที่จะเอาชนะมันได้คือการ “ท่องจำ” ให้ขึ้นใจและนำไปใช้บ่อยๆ ครับ เราสามารถแบ่งลักษณะการเปลี่ยนรูปของมันได้เป็น 3 กลุ่มย่อย คือ 1. เปลี่ยนหน้าตาทั้ง 3 ช่อง (เช่น go – went – gone) 2. หน้าตาเหมือนกัน 2 ช่อง (เช่น buy – bought – bought) และ 3. หน้าตาเหมือนกันทั้ง 3 ช่อง (เช่น put – put – put)
I went to the cinema yesterday. (ไอ เวนท์ ทู เดอะ ซิเนมา เยสเตอร์เดย์.) ฉันไปโรงภาพยนตร์เมื่อวานนี้ (went เป็นช่อง 2 ของ go)
She has written a beautiful poem. (ชี แฮส ริทเทน อะ บิวทิฟูล โพเอม.) เธอได้เขียนบทกวีที่สวยงาม (written เป็นช่อง 3 ของ write)
He bought a new laptop. (ฮี บอท อะ นิว แล็ปท็อป.) เขาซื้อแล็ปท็อปเครื่องใหม่ (bought เป็นช่อง 2 ของ buy)
I put the keys on the table. (ไอ พุท เดอะ คีย์ส ออน เดอะ เทเบิล.) ฉันวางกุญแจไว้บนโต๊ะ (put คงรูปเดิมตลอด 3 ช่อง)
เทคนิคการทำข้อสอบ TOEIC เรื่อง Verb และข้อควรระวัง
สำหรับนักศึกษาและวัยทำงานที่กำลังทบทวนตำราเพื่อ แนวข้อสอบ TOEIC เรื่อง Verb ถือเป็นหัวใจและโครงกระดูกของข้อสอบพาร์ท Reading เลยครับ หากเราวิเคราะห์คำกริยาในประโยคไม่ออก เราจะไม่มีทางรู้เลยว่าช่องว่างนั้นต้องการคำชนิดใด
กรรมการออกข้อสอบมักจะหลอกด้วยการนำประธานยาวๆ มาคั่นกริยา หรือใช้โครงสร้าง Passive Voice เพื่อทดสอบว่าเราแม่นยำเรื่องการผันกริยา 3 ช่องมากน้อยแค่ไหนครับ
อาจารย์จะขอเผยเทคนิคและจุดดักจับคะแนน 3 ข้อหลักๆ ที่โผล่มาในข้อสอบทุกปี เพื่อให้ทุกคนนำไปฝึกฝนและทำคะแนนได้ทะลุเป้าครับ
การจับคู่ Subject-Verb Agreement ให้ถูกต้อง
เรื่องความสอดคล้องของประธานและกริยา (Subject-Verb Agreement) คือข้อสอบยอดฮิตที่ออกบ่อยที่สุดครับ กฎพื้นฐานคือ ประธานเอกพจน์ กริยาต้องเติม s ส่วนประธานพหูพจน์ กริยาไม่ต้องเติมอะไร
แต่ข้อสอบจะไม่ให้ประธานมาโดดๆ ครับ ข้อสอบมักจะให้ส่วนขยายประธาน (Prepositional Phrase) มาคั่นกลาง เช่น “The list of the new employees ______ on the desk.” หลายคนเห็นคำว่า employees (พหูพจน์) ก็จะรีบตอบ are ทันที ซึ่งผิดครับ!
ประธานตัวจริงคือคำว่า The list (รายชื่อ – เอกพจน์) ดังนั้นช่องว่างนี้ต้องตอบ is ครับ เทคนิคคือ ให้เอามือปิดส่วนที่อยู่หลังคำบุพบท (เช่น of, in, at) ทิ้งไป ประธานตัวจริงจะปรากฏออกมาให้เห็นชัดเจนครับ
The quality of these products is excellent. (เดอะ ควอลิตี ออฟ ดีส โปรดักท์ส อิส เอกซ์เซลเลนท์.) คุณภาพของสินค้าเหล่านี้ยอดเยี่ยมมาก (is ตาม the quality)
A box of chocolates was left on the table. (อะ บอกซ์ ออฟ ช็อกโกแลตส วอส เลฟท์ ออน เดอะ เทเบิล.) กล่องช็อกโกแลตถูกวางทิ้งไว้บนโต๊ะ (was ตาม a box)
การใช้ Gerunds และ Infinitives
อีกจุดหนึ่งที่ออกข้อสอบบ่อยคือการใช้กริยาซ้อนกริยาครับ เมื่อมีกริยาแท้ในประโยคแล้ว กริยาตัวที่สองที่ตามมาจะต้องถูกแปลงร่าง ไม่เป็น Gerund (V.ing) ก็ต้องเป็น Infinitive (to + V.1) ครับ
ข้อสอบมักจะทดสอบความจำของเราว่า กริยาตัวหน้าคำไหนบังคับตามด้วยอะไร เช่น คำว่า enjoy, avoid, suggest, mind ต้องตามด้วย V.ing เสมอ ในขณะที่คำว่า want, decide, hope, plan ต้องตามด้วย to + V.1 เสมอครับ
การท่องจำกลุ่มคำกริยาเหล่านี้จะช่วยให้คุณกาคำตอบในพาร์ท 5 ได้ในเสี้ยววินาทีโดยแทบไม่ต้องแปลประโยคเลยครับ
He avoids driving in the heavy rain. (ฮี อะวอยด์ส ไดรฟ์วิง อิน เดอะ เฮฟวี เรน.) เขาหลีกเลี่ยงการขับรถขณะฝนตกหนัก (avoid + V.ing)
They plan to expand their business. (เดย์ แพลน ทู เอกซ์แพนด์ แดร์ บิสเนส.) พวกเขาวางแผนที่จะขยายธุรกิจ (plan + to V.1)
จุดหลอกเรื่องกริยาช่วยและโครงสร้าง Passive Voice
ข้อสอบ TOEIC พาร์ทเติมคำมักจะมีตัวเลือกที่เป็น V.1, V.ing, V.ed มาให้เลือกพร้อมกัน เทคนิคคือให้ดูกริยาช่วยที่อยู่หน้าช่องว่างครับ หากหน้าช่องว่างเป็น Verb to be (is, am, are, was, were) ช่องว่างนั้นเป็นไปได้แค่ 2 ทางคือ V.ing (แปลว่าประธานกำลังทำ) หรือ V.3 (แปลว่าประธานถูกกระทำ – Passive Voice)
วิธีตัดช้อยส์คือ ให้ดูคำนามที่เป็นประธานครับ ถ้าประธานเป็นสิ่งของ (เช่น The report, The meeting) ร้อยทั้งร้อยประธานทำกริยานั้นเองไม่ได้ ต้องเป็นรูปถูกกระทำ ดังนั้นให้เลือกข้อที่เป็น V.3 เสมอครับ
และถ้าหน้าช่องว่างเป็น Modal verb (will, can, should) ช่องว่างด้านหลังบังคับต้องเป็น Base Form (V.1 ไม่ผัน) เท่านั้นครับ กฎตายตัวเหล่านี้จะช่วยชีวิตคุณในห้องสอบได้อย่างแน่นอน
The document was sent yesterday. (เดอะ ด็อกคิวเมนท์ วอส เซนท์ เยสเตอร์เดย์.) เอกสารได้ถูกส่งไปเมื่อวานนี้ (was + V.3 ประโยคถูกกระทำ)
The new software will be installed tomorrow. (เดอะ นิว ซอฟต์แวร์ วิล บี อินสตอลด ทูมอร์โรว.) ซอฟต์แวร์ใหม่จะถูกติดตั้งพรุ่งนี้ (will + be + V.3)
สรุปประเด็นสำคัญ Key Takeaways
- ✅ หน้าที่หลัก = แสดงการกระทำ (Action Verb), บอกสภาวะเชื่อมประธาน (Linking Verb) และ กริยาช่วย (Helping Verb)
- ✅ Transitive / Intransitive = Transitive ต้องการกรรมมารองรับเสมอ ส่วน Intransitive ไม่ต้องการกรรม ความหมายสมบูรณ์ในตัว
- ✅ การผัน 3 ช่อง = V.1 (ปัจจุบัน), V.2 (อดีต) และ V.3 (สมบูรณ์/ถูกกระทำ) มีทั้งแบบเติม -ed และแบบเปลี่ยนรูป
- 📌 Subject-Verb Agreement = ประธานเอกพจน์ (He, She, It) ในปัจจุบันกาล กริยาต้องเติม s หรือ es เสมอ
- ⚠️ TOEIC Traps = ระวังประธานปลอมที่เกิดจากส่วนขยาย และแยกให้ออกว่าประธานทำเอง (Active) หรือถูกกระทำ (Passive)
Mini Quiz ทดสอบความเข้าใจ
1. The manager, along with his assistants, ________ attending the conference in London.
A) is
B) are
C) have
2. We strongly recommend that all employees ________ the safety manual carefully.
A) reads
B) reading
C) read
👉 ดูเฉลยพร้อมคำอธิบายได้ที่ท้ายบทความหลังส่วนคำถามที่พบบ่อย
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1. กริยา 3 ช่อง จำเป็นต้องท่องจำทั้งหมดเลยหรือไม่ มีหลักการเดาไหม?
สำหรับกลุ่ม Regular Verbs (กริยาปกติ) เราสามารถเดาได้เลยว่าต้องเติม -ed ครับ ซึ่งครอบคลุมคำศัพท์ส่วนใหญ่ แต่สำหรับกลุ่ม Irregular Verbs (กริยาอปกติ) ที่เปลี่ยนรูปไปเลย จำเป็นต้องอาศัยการท่องจำครับ เพราะไม่มีหลักการเดาที่ตายตัว แนะนำให้จัดกลุ่มคำที่เปลี่ยนรูปแบบคล้ายกัน (เช่น sing-sang-sung, ring-rang-rung) จะช่วยให้จำง่ายขึ้นครับ
2. คำว่า “have” เป็น Action verb หรือ Linking verb?
คำว่า have ถือเป็น Action Verb (ในหมวด State Verbs ที่แสดงการครอบครอง) ครับ แปลว่า “มี” (เช่น I have a car.) นอกจากนี้ have ยังสามารถทำหน้าที่เป็น Helping Verb (กริยาช่วย) ในโครงสร้าง Perfect Tense ได้อีกด้วยครับ (เช่น I have finished the work.)
3. เราจะรู้ได้อย่างไรว่ากริยาตัวไหนเป็น Transitive หรือ Intransitive?
วิธีทดสอบที่ง่ายที่สุดคือ ลองแต่งประโยคสั้นๆ (ประธาน + กริยา) แล้วพูดออกมาครับ หากฟังดูรู้สึกว่าประโยคไม่จบและมีคำถามต่อว่า “อะไร/ใคร?” แสดงว่ามันเป็น Transitive (ต้องการกรรม) เช่น “He likes…” (ชอบ…อะไร?) แต่ถ้าประโยคฟังดูจบสมบูรณ์ในตัวมันเอง แสดงว่าเป็น Intransitive เช่น “He laughs.” (เขาหัวเราะ)
4. V.ing หรือ Present Participle นับเป็นกริยาช่องที่ 4 ใช่หรือไม่?
ในตำราไวยากรณ์สากล จะไม่มีการเรียก V.ing ว่ากริยาช่องที่ 4 อย่างเป็นทางการครับ แต่จะเรียกว่า Present Participle ซึ่งใช้สำหรับสร้างโครงสร้าง Continuous Tense (แสดงความต่อเนื่อง) หรือนำมาประยุกต์ทำหน้าที่เป็นคำคุณศัพท์ (Adjective) หรือคำนาม (Gerund) ก็ได้ครับ
5. Modal Verbs มีการผันรูปตามประธานเอกพจน์หรือไม่?
ไม่ผันอย่างเด็ดขาดครับ นี่คือความพิเศษของ Modal Verbs (เช่น can, will, must, should) ไม่ว่าประธานจะเป็น I, He, She, หรือ They คำกริยาช่วยกลุ่มนี้จะไม่เติม s และกริยาแท้ที่ตามหลังพวกมันก็จะต้องเป็น Base Form (ไม่เติม s/es/ed/ing) เสมอครับ
✅ เฉลยและบทวิเคราะห์จากอาจารย์ต้นอมร:
ข้อ 1 ตอบ A) is
วิเคราะห์: ข้อนี้ทดสอบเรื่อง Subject-Verb Agreement ครับ ประธานที่แท้จริงของประโยคคือ The manager (ผู้จัดการคนเดียว – เอกพจน์) ส่วนวลี “along with his assistants” เป็นเพียงส่วนขยายที่นำมาคั่นหลอกให้เราเห็นคำว่า assistants ที่เป็นพหูพจน์ครับ เมื่อประธานคือ The manager กริยาจึงต้องใช้ is ครับ
ข้อ 2 ตอบ C) read
วิเคราะห์: ข้อนี้เป็นการทดสอบโครงสร้าง Subjunctive (ประโยคสมมติ/คำสั่งเชิงแนะนำ) ครับ เมื่อประโยคขึ้นต้นด้วยคำว่า recommend (แนะนำ) กริยาในประโยคย่อยที่ตามหลัง that จะต้องถูกบังคับให้อยู่ในรูป Base Form (กริยาช่อง 1 แบบไม่ผันรูป ไม่เติม s) เสมอครับ แม้ว่า employees จะเป็นพหูพจน์หรือเอกพจน์ก็ตาม จึงตอบข้อ C (read) ครับ

