การใช้ Verb to be สรุปครบทุกโครงสร้าง กริยาแท้และกริยาช่วย โดย อ.ต้นอมร

คุณเคยสับสนไหมครับว่าคำกริยาพื้นฐานที่แปลว่า “เป็น อยู่ คือ” อย่าง is, am, are หรือ was, were มีวิธีการใช้งานที่แตกต่างกันอย่างไร และเมื่อไหร่ที่เราไม่จำเป็นต้องแปลความหมายของมันเลย ในบทความนี้ อาจารย์ต้นอมร จะพาไปเจาะลึกโครงสร้าง กฎเหล็ก และเทคนิค การใช้ Verb to be แบบละเอียดทุกซอกทุกมุมครับ
- Verb to be มีรูปร่างหลายแบบ ได้แก่ is, am, are (ปัจจุบัน), was, were (อดีต), been (ช่อง 3), และ being (กำลังเป็น)
- เมื่อทำหน้าที่เป็น กริยาแท้ (Main Verb) จะมีความหมายหลักแปลว่า “เป็น”, “อยู่” หรือ “คือ” ใช้เชื่อมโยงประธานกับส่วนขยาย
- เมื่อทำหน้าที่เป็น กริยาช่วย (Helping Verb) จะไม่มีคำแปลในตัวมันเอง แต่ใช้เพื่อสร้างประโยค Continuous Tense และ Passive Voice
- กฎเหล็กที่สำคัญคือ การเลือกใช้คำต้องสอดคล้องกับพจน์ของประธาน (เอกพจน์/พหูพจน์) และกาลเวลา (Tense) เสมอครับ
ทำความเข้าใจภาพรวมของการใช้ Verb to be
ก่อนที่เราจะลงลึกถึงโครงสร้างประโยคที่ซับซ้อน อาจารย์อยากให้ทุกคนทำความเข้าใจถึงธรรมชาติและความพิเศษของคำกริยากลุ่มนี้กันก่อนครับ ในภาษาอังกฤษ คำกริยา (Verbs) ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนประโยคให้มีความหมาย และในบรรดากริยาทั้งหมด Verb to be คือกริยาที่มีบทบาทสำคัญและถูกใช้งานบ่อยที่สุดในชีวิตประจำวัน
ความพิเศษที่ทำให้กริยาตระกูลนี้แตกต่างจากคำกริยาทั่วไป (เช่น eat, walk, sleep) ก็คือ มันมีลักษณะเป็น “กริยาสองบุคลิก” ครับ หมายความว่าในบางครั้งมันสามารถยืนหยัดเป็นพระเอกของประโยคได้ด้วยตัวมันเอง (ทำหน้าที่เป็นกริยาแท้) แต่ในบางสถานการณ์ มันก็ยอมถอยลงมาเป็นเพียงผู้ช่วย (ทำหน้าที่เป็นกริยาช่วย) เพื่อสนับสนุนกริยาตัวอื่นให้ทำงานได้อย่างสมบูรณ์
การเข้าใจการสลับบทบาทไปมานี้ ถือเป็นการปู พื้นฐานภาษาอังกฤษ ที่สำคัญมากที่สุดเรื่องหนึ่งเลยล่ะครับ เพราะถ้าคุณสามารถแยกแยะหน้าที่ของมันในแต่ละประโยคได้ คุณจะไม่หลงกลกับโครงสร้างประโยคซับซ้อนที่มักจะสร้างความปวดหัวให้กับผู้เริ่มต้นศึกษาภาษาอังกฤษอีกต่อไป
ในบทความนี้ การใช้ Verb to be จะถูกชำแหละออกมาให้เห็นภาพอย่างชัดเจนที่สุด เพื่อให้ทุกคนสามารถนำไปใช้งานทั้งในการพูดคุยในชีวิตประจำวัน และการเขียนเชิงวิชาการหรือธุรกิจได้อย่างถูกต้องตามหลักมาตรฐานสากลครับ
Verb to be คืออะไรและมีคำว่าอะไรบ้าง
เรามาเริ่มต้นทำความรู้จักกับสมาชิกในครอบครัวของกริยาตระกูลนี้กันก่อนครับ Verb to be เป็นกลุ่มคำกริยาที่ใช้แสดง “สถานะ” “สภาพ” หรือ “การดำรงอยู่” ของประธาน ซึ่งแตกต่างจากกริยาทั่วไปที่มักจะแสดงถึง “การกระทำ” ที่เคลื่อนไหวได้
สมาชิกในครอบครัวนี้ประกอบไปด้วย 8 รูปร่างหลักๆ ครับ ได้แก่ คำว่า be ซึ่งเป็นรากศัพท์ดั้งเดิม ต่อมาคือ is, am, are ซึ่งเป็นกริยาช่องที่ 1 (Present Tense) ใช้สำหรับเล่าเรื่องในปัจจุบัน และ was, were ซึ่งเป็นกริยาช่องที่ 2 (Past Tense) ใช้เล่าเรื่องที่จบไปแล้วในอดีต
นอกจากนี้ยังมี been ซึ่งเป็นกริยาช่องที่ 3 (Past Participle) ที่มักจะปรากฏตัวในโครงสร้าง Perfect Tense และสุดท้ายคือ being ซึ่งเป็นรูปเติม -ing (Present Participle) ที่นำไปใช้บอกความต่อเนื่องของการเป็นหรือสถานะบางอย่างครับ การจำแนกรูปร่างเหล่านี้ให้ได้ ถือเป็นก้าวแรกของความสำเร็จเลยครับ
ปัญหาคลาสสิกของคนไทยในการแปลความหมาย
ปัญหาหลักที่ผู้เรียนชาวไทยมักจะพบเจอคือ การยึดติดกับการแปลแบบคำต่อคำครับ หลายคนท่องจำมาว่า is, am, are แปลว่า “เป็น อยู่ คือ” พอถึงเวลาแต่งประโยคก็นำไปแทรกในทุกที่ที่มีคำเหล่านี้ในภาษาไทย หรือบางครั้งก็แปลความหมายผิดเพี้ยนไปจากบริบท
ตัวอย่างเช่น เมื่อเราต้องการบอกว่า “ฉันอายุ 20 ปี” คนไทยบางคนอาจจะแต่งประโยคว่า I have 20 years. เพราะแปลจากภาษาไทยว่า “ฉันมีอายุ…” แต่ในภาษาอังกฤษ การบอกอายุถือเป็น “สถานะ” ของร่างกาย จึงต้องใช้ Verb to be ครับ ประโยคที่ถูกต้องคือ I am 20 years old. (ฉันอยู่ในสถานะอายุ 20 ปี)
อีกหนึ่งความสับสนคือ การที่คนไทยมักจะเผลอใส่ Verb to be เข้าไปซ้อนกับกริยาแท้ตัวอื่น เช่น I am agree with you. ซึ่งเป็นประโยคที่ผิดไวยากรณ์อย่างรุนแรงครับ เพราะคำว่า agree เป็นกริยาแท้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมี is, am, are มาเป็นกริยาซ้อนอีก การปรับวิธีคิดตรงนี้จะช่วยให้ประโยคของคุณสะอาดตาและถูกต้องมากขึ้นครับ
โครงสร้าง 3 มิติของการใช้ Verb to be
เพื่อให้ทุกคนสามารถจดจำกฎเกณฑ์ต่างๆ ได้อย่างเป็นระบบ อาจารย์ได้นำแนวคิดแบบ 3 มิติมาใช้ในการอธิบาย สรุปแกรมม่าภาษาอังกฤษ เรื่องนี้ครับ เทคนิคนี้จะช่วยให้คุณมองเห็นภาพรวมและเข้าใจตรรกะของภาษาได้อย่างแท้จริง โดยไม่ต้องพึ่งพาการท่องจำเพียงอย่างเดียว
การวิเคราะห์แบบรอบด้านเช่นนี้ จะช่วยลดข้อผิดพลาดเวลาที่คุณต้องดึงคำศัพท์และโครงสร้างประโยคออกมาใช้สื่อสารในสถานการณ์จริงที่ต้องอาศัยความรวดเร็วครับ
เรามาค่อยๆ ศึกษารายละเอียดในแต่ละมิติไปพร้อมๆ กันเลยครับ เพื่อวางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเรียนรู้ในหัวข้อถัดไป
- 📐 มิติด้านโครงสร้าง (Form): การเลือกใช้ is, am, are หรือ was, were ขึ้นอยู่กับประธานของประโยคอย่างเคร่งครัด ว่าเป็นเอกพจน์ พหูพจน์ หรือบุรุษที่ 1, 2, 3 รวมไปถึงต้องสอดคล้องกับกาลเวลาด้วย
- 🔍 มิติด้านความหมาย (Meaning): หากเป็นกริยาแท้จะมีความหมายเพื่อบอกสถานะ (เป็น), บอกสถานที่ (อยู่), หรือให้คำนิยาม (คือ) แต่หากเป็นกริยาช่วยจะไม่มีคำแปลในภาษาไทย
- 🗣️ มิติด้านการนำไปใช้ (Use): ใช้เพื่ออธิบายลักษณะบุคคล สิ่งของ หรือสถานที่ และเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างประโยคเพื่อเน้นย้ำผู้ถูกกระทำใน Passive Voice
จากประสบการณ์ที่อาจารย์สอนมา สิ่งที่ช่วยให้ลูกศิษย์เข้าใจการทำงานของ Verb to be ได้เร็วที่สุดคือ การให้จำว่ามันทำหน้าที่เป็น “เครื่องหมายเท่ากับ (=)” ครับ เช่น He is a doctor. ก็คือ He = a doctor เป็นการเชื่อมโยงข้อมูลข้างหน้าและข้างหลังให้เป็นสิ่งเดียวกันหรือขยายความซึ่งกันและกันครับ ถ้าเข้าใจตรรกะนี้ การแต่งประโยคจะง่ายขึ้นมากครับ
บทบาทที่ 1: Verb to be ในฐานะกริยาแท้ (Main Verb)
เรามาเริ่มต้นเจาะลึกบทบาทแรกที่เป็นบทบาทพื้นฐานที่สุดกันก่อนครับ นั่นคือการทำหน้าที่เป็น “กริยาแท้” หรือ Main Verb ประจำประโยค ในบทบาทนี้ Verb to be (ที่รู้จักกันในนาม Linking Verb) จะมีความหมายที่ชัดเจนในตัวของมันเอง ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “เป็น”, “อยู่” หรือ “คือ”
เมื่อมันทำหน้าที่เป็นกริยาแท้ หน้าที่หลักของมันคือการเป็นสะพานเชื่อมระหว่าง “ประธาน” (Subject) กับ “ส่วนเติมเต็ม” (Complement) ซึ่งส่วนเติมเต็มนี้อาจจะเป็นคำนาม (Noun) เพื่อบอกอาชีพ/สถานะ หรือเป็นคำคุณศัพท์ (Adjective) เพื่อบอกลักษณะ หรือเป็นคำบุพบทบอกสถานที่ (Preposition of Place) ก็ได้ครับ
เพื่อให้การ ฝึกแต่งประโยคภาษาอังกฤษ ของคุณเป็นไปอย่างราบรื่นและถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ เราจะไปแยกย่อยวิธีการใช้งานตามกาลเวลาในปัจจุบันและในอดีตกันครับ
การใช้ is, am, are ในประโยคปัจจุบัน (Present Simple)
ในกาลเวลาปัจจุบัน (Present Simple Tense) ที่เราใช้พูดถึงข้อเท็จจริง สถานะปัจจุบัน หรือความเป็นจริงทั่วไป เราจะต้องเลือกระหว่างการใช้ is, am หรือ are ให้ถูกต้องตามบุรุษและพจน์ของประธานครับ นี่คือกฎพื้นฐานที่คุณต้องจำให้ขึ้นใจ
กฎการจับคู่มีดังนี้ครับ: “I” ต้องใช้คู่กับ “am” เสมอ, “He, She, It” หรือประธานเอกพจน์ (หนึ่งคน หนึ่งสิ่ง) ต้องใช้คู่กับ “is”, และ “You, We, They” หรือประธานพหูพจน์ (สองคน สองสิ่งขึ้นไป) ต้องใช้คู่กับ “are” ครับ
การออกเสียงตัวย่อก็เป็นสิ่งที่ฝรั่งนิยมใช้มากครับ เช่น I’m (ไอม์), He’s (ฮีส), They’re (แดร์) ลองมาดูตัวอย่างประโยคการใช้งานเพื่อเชื่อมโยงกับคำนาม คำคุณศัพท์ และสถานที่กันครับ
I am a university student. (ไอ แอม อะ ยูนิเวอร์ซิตี สติวเดนท์) ฉันเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย.
He is very happy today. (ฮี อีส เวรี แฮปปี้ ทูเดย์) เขาเป็นคนที่มีความสุขมากในวันนี้.
You are my best friend. (ยู อาร์ มาย เบสต์ เฟรนด์) คุณคือเพื่อนที่ดีที่สุดของฉัน.
The cute dog is under the table. (เดอะ คิวท์ ด็อก อีส อันเดอร์ เดอะ เทเบิล) สุนัขผู้น่ารักตัวนั้นอยู่ใต้โต๊ะ.
We are ready to start the meeting. (วี อาร์ เรดดี้ ทู สตาร์ท เดอะ มีททิง) พวกเราพร้อมที่จะเริ่มการประชุมแล้ว.
การใช้ was, were ในประโยคอดีต (Past Simple)
เมื่อเราต้องการเล่าเรื่องราวที่ผ่านพ้นไปแล้ว สิ้นสุดลงไปแล้วในอดีต (Past Simple Tense) เราจะต้องเปลี่ยนรูปจาก is, am, are ให้กลายเป็นร่างอดีต ซึ่งก็คือคำว่า was และ were ครับ
กฎการจับคู่ในอดีตจะถูกรวบให้ง่ายขึ้นเล็กน้อยครับ โดยกลุ่มที่เคยใช้ is และ am (ได้แก่ I, He, She, It, ประธานเอกพจน์) จะถูกมัดรวมกันให้มาใช้คำว่า “was” (อ่านว่า วอส) ทั้งหมดครับ
ส่วนกลุ่มที่เคยใช้ are (ได้แก่ You, We, They, ประธานพหูพจน์) จะถูกเปลี่ยนให้มาใช้คำว่า “were” (อ่านว่า เวอร์) แทนครับ ข้อควรระวังคืออย่าลืมระบุคำบอกเวลาในอดีตไว้ในประโยคด้วย เพื่อความชัดเจนในการสื่อสารครับ
I was very tired yesterday evening. (ไอ วอส เวรี ไทร์ด เยสเทอร์เดย์ อีฟนิง) ฉันรู้สึกเหนื่อยมากๆ เมื่อเย็นวานนี้.
She was an English teacher before retiring. (ชี วอส แอน อิงลิช ทีชเชอร์ บีฟอร์ รีไทร์ริง) เธอเคยเป็นครูสอนภาษาอังกฤษก่อนที่จะเกษียณอายุ.
They were at the public park last Sunday. (เดย์ เวอร์ แอท เดอะ พับบลิก พาร์ค ลาสต์ ซันเดย์) พวกเขาอยู่ที่สวนสาธารณะเมื่อวันอาทิตย์ที่แล้ว.
It was extremely cold last night. (อิท วอส เอ็กซ์ทรีมลี โคลด์ ลาสต์ ไนท์) อากาศหนาวเย็นอย่างยิ่งยวดเมื่อคืนนี้.
We were quite busy with the project last week. (วี เวอร์ ไควท์ บิซี วิธ เดอะ โปรเจกต์ ลาสต์ วีค) พวกเราค่อนข้างยุ่งกับโครงการเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา.
การแปลความหมาย เป็น, อยู่, คือ อย่างไรให้เป็นธรรมชาติ
เทคนิคในการเลือกคำแปลให้เข้ากับบริบทภาษาไทย ถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่งครับ อย่างที่อาจารย์บอกไปว่า Verb to be ทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูล เราสามารถเลือกคำแปลได้ตาม “ส่วนขยาย” ที่ตามหลังมันมาครับ
ถ้าสิ่งที่ตามหลังมาเป็น “คำนามบอกอาชีพหรือสถานภาพ” เรามักจะแปลว่า “เป็น” หรือ “คือ” (เช่น She is a nurse = เธอเป็นพยาบาล) แต่ถ้าสิ่งที่ตามหลังมาเป็น “คำบอกสถานที่” เราจะต้องแปลว่า “อยู่” (เช่น The book is on the desk = หนังสืออยู่บนโต๊ะ) ครับ
ทริคสำคัญที่สุดคือ ถ้าสิ่งที่ตามหลังมาเป็น “คำคุณศัพท์ (Adjective)” ที่บอกอารมณ์หรือลักษณะ เราไม่จำเป็นต้องแปล Verb to be ออกมาเป็นภาษาไทยเลยครับ! เช่น She is beautiful. เราแปลแค่ว่า “เธอสวย” ก็พอครับ ไม่ต้องแปลว่า “เธอเป็นสวย” หรือ “เธอคือสวย” เพราะมันจะผิดธรรมชาติของภาษาไทยทันทีครับ
| ส่วนเติมเต็มที่ตามหลัง (Complement) | แนวทางการแปลความหมายที่เหมาะสม |
|---|---|
| ตามด้วยคำนาม (Noun) เช่น a doctor, a pen | แปลว่า “เป็น” หรือ “คือ” (He is a doctor = เขาเป็นหมอ) |
| ตามด้วยคำบุพบทบอกสถานที่ (Preposition of Place) | แปลว่า “อยู่” (She is in the room = เธออยู่ในห้อง) |
| ตามด้วยคำคุณศัพท์ (Adjective) เช่น happy, tall | ไม่ต้องแปล Verb to be (I am happy = ฉันมีความสุข) |
บทบาทที่ 2: Verb to be ในฐานะกริยาช่วย (Helping Verb)
มาถึงบทบาทที่สองที่มักจะทำให้ผู้เรียนหลายคนสับสนครับ นั่นคือการทำหน้าที่เป็น “กริยาช่วย” (Helping Verb หรือ Auxiliary Verb) ในบทบาทนี้ Verb to be จะสละทิ้งความหมายเดิมที่แปลว่า “เป็น อยู่ คือ” ไปโดยสิ้นเชิงครับ
หน้าที่หลักของมันในฐานะผู้ช่วยคือ การเข้ามา “ซัพพอร์ต” คำกริยาแท้ตัวอื่นๆ ในประโยค เพื่อบอกกาลเวลาที่กำลังดำเนินอยู่ (Continuous Tense) หรือเพื่อเปลี่ยนมุมมองของประโยคให้เน้นย้ำที่ผู้ถูกกระทำ (Passive Voice)
เมื่อมันทำหน้าที่เป็นกริยาช่วย สิ่งที่เราต้องโฟกัสจะไม่ใช่คำแปลของ is, am, are แล้วครับ แต่เป็นการจับคู่โครงสร้างไวยากรณ์ให้ถูกต้อง ซึ่งการเรียนรู้โครงสร้างเหล่านี้ จะช่วยเพิ่มคลัง รวมคำศัพท์ภาษาอังกฤษ และรูปแบบประโยคที่ซับซ้อนในสมองของคุณได้อย่างดีเยี่ยมครับ
การสร้างประโยคกำลังกระทำ (Continuous Tenses)
หน้าที่ยอดฮิตอันดับหนึ่งของ Verb to be ในฐานะกริยาช่วยคือ การนำมาประกอบร่างสร้างประโยคกลุ่ม Continuous Tense (บอกการกระทำที่กำลังดำเนินอยู่) โครงสร้างมาตรฐานคือ Subject + Verb to be + V.ing เสมอครับ
ถ้าเราต้องการบอกว่า “กำลังทำอยู่ในปัจจุบัน” เราก็จะใช้ is, am, are + V.ing (Present Continuous) แต่ถ้าเราต้องการเล่าถึงเหตุการณ์ที่ “กำลังทำอยู่ในช่วงเวลาหนึ่งในอดีต” เราก็จะเปลี่ยนไปใช้ was, were + V.ing (Past Continuous) แทนครับ
การเข้าใจการประกอบร่างนี้ จะทำให้คุณสามารถอธิบายภาพเหตุการณ์ที่กำลังเคลื่อนไหวได้อย่างมีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้นครับ
I am reading a very interesting book right now. (ไอ แอม รีดดิง อะ เวรี อินเทอเรสทิง บุ๊ก ไรท์ นาว) ฉันกำลังอ่านหนังสือที่น่าสนใจมากๆ อยู่ในตอนนี้.
He is sleeping peacefully in his bedroom. (ฮี อีส สลีพพิง พีซฟูลลี อิน ฮิส เบดรูม) เขากำลังนอนหลับอย่างสงบในห้องนอนของเขา.
They are playing football in the school field. (เดย์ อาร์ เพลย์ยิง ฟุตบอล อิน เดอะ สคูล ฟีลด์) พวกเขากำลังเล่นฟุตบอลอยู่ในสนามของโรงเรียน.
She was cooking dinner when I arrived home. (ชี วอส คุกคิง ดินเนอร์ เวน ไอ อะไรฟวด์ โฮม) เธอกำลังทำอาหารเย็นอยู่ตอนที่ฉันกลับมาถึงบ้าน.
We were driving to the beach at 9 AM yesterday. (วี เวอร์ ไดรฟ์วิง ทู เดอะ บีช แอท ไนน์ เอเอ็ม เยสเทอร์เดย์) พวกเรากำลังขับรถไปชายหาดตอน 9 โมงเช้าเมื่อวานนี้.
การสร้างประโยคถูกกระทำ (Passive Voice)
มาถึงโครงสร้างขั้นสูงที่พบได้บ่อยมากในภาษาเขียนเชิงวิชาการ ข่าวสาร และอีเมลธุรกิจครับ นั่นคือโครงสร้างประโยคแบบถูกกระทำ (Passive Voice) ซึ่งมีสมการไวยากรณ์ตายตัวคือ Subject + Verb to be + V.3 (Past Participle)
ในประโยคลักษณะนี้ ประธานของประโยคจะไม่ใช่ผู้ที่ลงมือกระทำกริยาครับ แต่เป็น “ผู้ถูกกระทำ” ส่วนผู้กระทำตัวจริงนั้นอาจจะถูกละทิ้งไว้ฐานที่เข้าใจ หรืออาจจะถูกต่อท้ายด้วยคำว่า “by…” (โดย…) ก็ได้
เรามักจะใช้โครงสร้างนี้เมื่อเราไม่ทราบว่าใครเป็นคนทำ หรือเมื่อเราต้องการเน้นความสำคัญไปที่ “สิ่งที่ถูกกระทำ” มากกว่าผู้กระทำครับ
The expensive car is washed every weekend. (เดอะ เอ็กซ์เพนซีฟ คาร์ อีส วอชด์ เอฟเวอรี วีคเอนด์) รถยนต์ราคาแพงคันนั้นถูกล้างในทุกๆ วันหยุดสุดสัปดาห์.
The important letter was written by the manager. (ดิ อิมพอร์แทนท์ เลทเทอร์ วอส ริทเทน บาย เดอะ แมเนเจอร์) จดหมายสำคัญฉบับนั้นถูกเขียนขึ้นโดยผู้จัดการ.
This beautiful house was built fifty years ago. (ดิส บิวตี้ฟูล เฮาส์ วอส บิลท์ ฟิฟตี้ เยียร์ส อะโก) บ้านแสนสวยหลังนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อห้าสิบปีที่แล้ว.
English is spoken widely around the world. (อิงลิช อีส สโปเคน ไวด์ลี อะราวนด์ เดอะ เวิลด์) ภาษาอังกฤษถูกพูดกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก.
The large glass window is broken. (เดอะ ลาร์จ กลาส วินโดว อีส โบรคเคน) หน้าต่างกระจกบานใหญ่ถูกทำให้แตก.
การใช้ been และ being ให้ถูกต้อง
นอกจาก is, am, are, was, were แล้ว ครอบครัวนี้ยังมีร่างพิเศษอีกสองร่างที่มักจะสร้างความสับสนให้ผู้เรียนครับ นั่นคือ been และ being
been คือกริยาช่องที่ 3 ของ Verb to be มักใช้ในโครงสร้าง Perfect Tense (have/has/had + been) เพื่อบอกว่าอยู่ในสถานะใดสถานะหนึ่งมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว หรือใช้เพื่อสร้าง Perfect Passive Voice ครับ
being คือรูป V.ing ของ Verb to be มักถูกนำมาใช้ในประโยค Continuous Passive Voice เพื่อเน้นย้ำว่า “กำลังถูกกระทำอยู่ ณ ขณะนี้” (is/am/are + being + V.3) โครงสร้างนี้ออกข้อสอบบ่อยมากครับ ต้องจำให้แม่น
I have been waiting here for two hours. (ไอ แฮฟ บีน เวททิง เฮียร์ ฟอร์ ทู เอาเออร์ส) ฉันได้รอคอยอยู่ที่นี่มาเป็นเวลาสองชั่วโมงแล้ว. (Present Perfect Continuous)
She has been busy all morning. (ชี แฮส บีน บิซี ออล มอร์นิง) เธอมีธุระยุ่งมาตลอดทั้งเช้า. (Present Perfect)
The hotel room is being cleaned by the maid. (เดอะ โฮเทล รูม อีส บีอิง คลีนด์ บาย เดอะ เมด) ห้องพักในโรงแรมกำลังถูกทำความสะอาดโดยแม่บ้าน. (Present Continuous Passive)
The delicious food is being prepared in the kitchen. (เดอะ ดีลิเชียส ฟู้ด อีส บีอิง พรีแพร์ด อิน เดอะ คิทเช่น) อาหารแสนอร่อยกำลังถูกจัดเตรียมอยู่ในห้องครัว. (Present Continuous Passive)
It has been a very long and exhausting day. (อิท แฮส บีน อะ เวรี ลอง แอนด์ เอ็กซอสทิง เดย์) มันเป็นวันที่ยาวนานและเหน็ดเหนื่อยมากๆ. (Present Perfect)
| โครงสร้างกริยาช่วย (Helping Verb) | ความหมายและลักษณะการนำไปใช้ |
|---|---|
| Verb to be + V.ing | ประโยค Active (ประธานทำเอง) แปลว่า “กำลังทำสิ่งนั้นอยู่” |
| Verb to be + V.3 | ประโยค Passive (ประธานถูกกระทำ) แปลว่า “ถูกทำสิ่งนั้น” |
| Verb to be + being + V.3 | ประโยค Continuous Passive แปลว่า “กำลังถูกทำสิ่งนั้นอยู่” |
การสร้างประโยคปฏิเสธและประโยคคำถามด้วย Verb to be
ความดีงามและความแข็งแกร่งของ Verb to be อีกประการหนึ่งก็คือ มันสามารถพึ่งพาตัวเองในการสร้างประโยคปฏิเสธและประโยคคำถามได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องไปขอยืมกริยาช่วยตัวอื่น (เช่น do, does, did) มาใช้งานแต่อย่างใดครับ
ไม่ว่ามันจะทำหน้าที่เป็นกริยาแท้หรือกริยาช่วยในประโยคนั้นๆ กฎการแปลงร่างให้เป็นปฏิเสธและคำถามก็ยังคงเหมือนเดิมทุกประการ นี่คือข้อได้เปรียบที่ทำให้การเรียนรู้เรื่องนี้เป็นไปอย่างรวดเร็ว
การฝึกฝนการเปลี่ยนรูปประโยคสลับไปมาเหล่านี้ จะช่วยให้คุณมีไหวพริบในการตอบคำถามและสนทนากับชาวต่างชาติได้อย่างคล่องแคล่วเป็นธรรมชาติครับ เราไปดูกฎการสร้างประโยคเหล่านี้กันเลย
กฎการเติม not หลัง Verb to be (Negative Sentences)
เมื่อเราต้องการปฏิเสธสถานะ ปฏิเสธลักษณะ หรือปฏิเสธการกระทำใดๆ กฎเหล็กที่แสนง่ายดายคือ “ให้นำคำว่า not ไปวางต่อท้าย Verb to be ได้เลยทันที” ครับ
เพื่อความรวดเร็วและเป็นธรรมชาติในการพูด เจ้าของภาษามักจะนิยมใช้ “รูปย่อ” (Contractions) ครับ เช่น is not กลายเป็น isn’t, are not กลายเป็น aren’t, was not กลายเป็น wasn’t, และ were not กลายเป็น weren’t
ข้อควรระวังเพียงอย่างเดียวคือ คำว่า “am not” ไม่มีรูปย่อแปรผันเป็น amn’t นะครับ (เป็นข้อห้ามทางไวยากรณ์) ถ้าจะย่อต้องย่อที่ประธานเป็น I’m not เท่านั้นครับ
I am not angry with you anymore. (ไอ แอม นอท แองกรี วิธ ยู เอนีมอร์) ฉันไม่ได้โกรธคุณอีกต่อไปแล้ว.
He is not a professional doctor. (ฮี อีส นอท อะ โปรเฟสชันแนล ด็อกเตอร์) เขาไม่ได้เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ.
They are not here at the moment. (เดย์ อาร์ นอท เฮียร์ แอท เดอะ โมเมนต์) พวกเขาไม่ได้อยู่ที่นี่ในขณะนี้.
She was not happy with the test results. (ชี วอส นอท แฮปปี้ วิธ เดอะ เทสต์ รีซัลต์ส) เธอไม่มีความสุขกับผลการสอบเลย.
We were not ready for the final presentation. (วี เวอร์ นอท เรดดี้ ฟอร์ เดอะ ไฟนอล พรีเซนเทชัน) พวกเรายังไม่พร้อมสำหรับการนำเสนอครั้งสุดท้าย.
การสลับตำแหน่งเพื่อตั้งคำถาม (Yes/No Questions)
สำหรับการสร้างประโยคคำถามแบบที่ต้องการคำตอบว่า “ใช่ หรือ ไม่” (Yes/No Questions) กฎการสร้างก็ง่ายไม่แพ้กันครับ คุณเพียงแค่ “ย้าย Verb to be ขึ้นมาวางไว้หน้าสุดของประโยค” (สลับตำแหน่งกับประธาน) แล้วเติมเครื่องหมายคำถาม (?) ไว้ท้ายประโยคเท่านั้นเองครับ
วิธีการตอบคำถามสั้นๆ แบบสุภาพก็ใช้หลักการ “ถามตัวไหน ตอบตัวนั้น” ครับ เช่น ถ้าถาม Is he…? ก็ตอบ Yes, he is. หรือ No, he isn’t. เป็นต้นครับ
Are you okay with this new arrangement? (อาร์ ยู โอเค วิธ ดิส นิว อะเรนจ์เมนต์) คุณโอเคกับการจัดเตรียมใหม่นี้ใช่ไหม.
Is he your older brother? (อีส ฮี ยัวร์ โอลเดอร์ บราเธอร์) เขาคือพี่ชายของคุณใช่ไหม.
Were they at home during the storm? (เวอร์ เดย์ แอท โฮม ดิวริง เดอะ สตอร์ม) พวกเขาอยู่ที่บ้านระหว่างเกิดพายุใช่ไหม.
Am I late for the English class? (แอม ไอ เลท ฟอร์ ดิ อิงลิช คลาส) ฉันมาสายสำหรับชั้นเรียนภาษาอังกฤษหรือเปล่า.
Was she sick last Monday? (วอส ชี ซิค ลาสต์ มันเดย์) เธอป่วยเมื่อวันจันทร์ที่แล้วใช่ไหม.
การสร้างประโยคคำถามแบบใช้ Wh- Questions
หากเราต้องการตั้งคำถามที่ต้องการข้อมูลรายละเอียด (ไม่ใช่แค่ตอบ Yes/No) เช่น ใคร อะไร ที่ไหน อย่างไร เราจะต้องใช้กลุ่มคำ Wh- Questions (What, Where, When, Why, Who, How) มาช่วยครับ
โครงสร้างสมการก็คือ ให้นำคำ Wh- word วางไว้หน้าสุด แล้วตามด้วยโครงสร้างของประโยค Yes/No Question ที่เราเพิ่งเรียนไปเมื่อสักครู่นี้เลยครับ (Wh- word + Verb to be + Subject + Complement?)
Where are you from? (แวร์ อาร์ ยู ฟรอม) คุณมาจากที่ไหน.
What is this strange object? (วอท อีส ดิส สเตรนจ์ ออบเจกต์) วัตถุประหลาดชิ้นนี้คืออะไร.
Who is that tall man standing there? (ฮู อีส แดท ทอล แมน สแตนดิง แดร์) ผู้ชายตัวสูงที่ยืนอยู่ตรงนั้นคือใคร.
Why was he late for the meeting today? (วาย วอส ฮี เลท ฟอร์ เดอะ มีททิง ทูเดย์) ทำไมวันนี้เขาถึงมาประชุมสาย.
How are they dealing with the current problem? (ฮาว อาร์ เดย์ ดีลลิง วิธ เดอะ เคอร์เรนท์ พรอบเลม) พวกเขากำลังรับมือกับปัญหาในปัจจุบันอย่างไร.
ข้อสอบ TOEIC ที่มักจะออกเกี่ยวกับ Verb to be
สำหรับนักศึกษาและคนวัยทำงานที่กำลังเตรียมตัวสำหรับการสอบเพื่อความก้าวหน้าทางอาชีพ เรื่องของการใช้ Verb to be ถือเป็นหัวข้อ “ภาคบังคับ” ใน แนวข้อสอบ TOEIC เลยก็ว่าได้ครับ
ผู้ออกข้อสอบมักจะซ่อนความท้าทายไว้ในพาร์ท Incomplete Sentences (Part 5) และ Text Completion (Part 6) โดยมักจะเล่นกับความแม่นยำในการจับคู่ประธานกับกริยา และการแยกแยะระหว่างโครงสร้าง Active (กระทำเอง) และ Passive (ถูกกระทำ)
เรามาวิเคราะห์ลักษณะของโจทย์และแกะรอยวิธีคิด เพื่อช่วยให้คุณสามารถกวาดคะแนนในส่วนของข้อสอบไวยากรณ์ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำที่สุดกันครับ
วิเคราะห์ลักษณะโจทย์ที่เจอบ่อยในห้องสอบ
โจทย์ลักษณะแรกที่ฮิตตลอดกาลคือ การทดสอบ Subject-Verb Agreement แบบมีตัวหลอกครับ เช่น “The boxes of documents _______ delivered to the wrong address.” ตัวเลือก: A) was, B) were, C) is, D) has
คนที่ไม่แม่นกฎมักจะเห็นคำว่า documents (เอกสาร) อยู่หน้าช่องว่าง แล้วก็รีบวิเคราะห์จากคำนี้ แต่จริงๆ แล้วประธานหลักของประโยคคือ The boxes (กล่องหลายใบ) ซึ่งเป็นพหูพจน์ และเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นไปแล้ว (delivered) จึงต้องใช้ Verb to be พหูพจน์อดีต คำตอบที่ถูกต้องคือข้อ B) were ครับ
โจทย์อีกลักษณะคือการวัดเรื่อง Passive Voice ครับ เช่น “The new company policy _______ announced tomorrow.” ตัวเลือก: A) will be, B) is being, C) was, D) has been เราเห็นคำว่า tomorrow บ่งบอกอนาคต และ policy (นโยบาย) ประกาศตัวเองไม่ได้ ต้องถูกประกาศ โครงสร้างจึงต้องเป็น future passive คำตอบคือ A) will be ครับ
จุดหลอกและวิธีทำคะแนน (TOEIC Tips)
ทริคการทำคะแนนจากอาจารย์ต้นอมรคือ “จงระวังประธานกลุ่ม Indefinite Pronouns” ครับ ข้อสอบมักจะนำกลุ่มคำสรรพนามที่ไม่เจาะจง เช่น Everyone, Someone, Nobody, Anyone มาเป็นประธานของประโยค เพื่อให้เราสับสนว่ามันคือหลายคนหรือเปล่า
กฎไวยากรณ์บังคับเด็ดขาดว่า กลุ่มคำเหล่านี้ “ถือเป็นประธานเอกพจน์เสมอ” ครับ ดังนั้นคุณต้องเลือกคู่หูที่เป็นเอกพจน์ (is หรือ was) มาจับคู่กับมันเสมอครับ (เช่น Everyone is ready. ไม่ใช่ Everyone are ready.)
จุดหลอกอีกข้อที่ต้องระวังคือ ประธานที่มีโครงสร้าง “A or B” หรือ “Neither A nor B” กฎบอกไว้ว่าให้เราเลือกใช้ Verb to be ให้ สอดคล้องกับประธานตัวที่อยู่ใกล้กริยามากที่สุด (ตัวหลัง) เสมอครับ ท่องกฎเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ให้ขึ้นใจ รับรองว่าคะแนนโทอิคของคุณจะเพิ่มขึ้นอย่างเป็นกอบเป็นกำแน่นอนครับ
สรุปประเด็นสำคัญ Key Takeaways
- 📌 Main Verb = ทำหน้าที่เป็นกริยาหลัก แปลว่า “เป็น, อยู่, คือ” ใช้บอกสถานะ อาชีพ หรือสถานที่ (I am a student.)
- 📌 Helping Verb = ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วย ไม่มีคำแปล ใช้สร้าง V.ing (กำลังทำ) และ V.3 (ถูกกระทำ)
- ✅ Subject-Verb Agreement = ต้องจับคู่ให้ถูกพจน์ I คู่ am / เอกพจน์ คู่ is, was / พหูพจน์ คู่ are, were
- ✅ Negative & Question = สามารถเติม not ด้านหลังได้เลย (isn’t, aren’t) และสามารถสลับตำแหน่งขึ้นหน้าเพื่อตั้งคำถามได้ทันที
- ⚠️ Adjective rule = เมื่อตามหลังด้วยคำคุณศัพท์ที่บอกลักษณะหรือความรู้สึก ไม่ต้องแปลความหมาย Verb to be ออกมาในภาษาไทย (She is happy = เธอมีความสุข)
Mini Quiz ทดสอบความเข้าใจ
จงเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพื่อเติมลงในช่องว่างของประโยคต่อไปนี้:
1. The students _______ playing football in the field right now.
A) is
B) am
C) are
D) was
2. My favorite book _______ written by a famous author last year.
A) is
B) are
C) was
D) were
3. Everyone in this room _______ required to wear a name tag.
A) are
B) is
C) am
D) were
4. _______ they at the meeting yesterday afternoon?
A) Are
B) Is
C) Was
D) Were
5. The walls of the new restaurant _______ painted green.
A) is
B) are
C) am
D) was
👉 ดูเฉลยพร้อมคำอธิบายได้ที่ท้ายบทความหลังส่วนคำถามที่พบบ่อย
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1. ทำไมบางประโยคใช้ He has been แทน He was
มันขึ้นอยู่กับระยะเวลาของเหตุการณ์ครับ ถ้าเหตุการณ์นั้นจบไปแล้วในอดีต (เช่น ปีที่แล้ว) จะใช้ He was แต่ถ้าเหตุการณ์นั้นเริ่มต้นในอดีตและยังคงส่งผลยาวนานมาจนถึงปัจจุบัน เราจะใช้ Present Perfect Tense คือ He has been ครับ
2. คำว่า be ใช้เดี่ยวๆ ในประโยคได้ไหม
ได้ครับ รากศัพท์คำว่า be มักจะถูกใช้ในประโยคคำสั่ง (Imperative Sentences) เช่น Be quiet! (เงียบหน่อย!) หรือ Be careful! (ระวังด้วย!) หรือใช้ตามหลังคำกริยาช่วย (Modal verbs) เช่น will be, can be, should be ครับ
3. สามารถใช้ Verb to be คู่กับคำกริยาช่อง 1 ได้ไหม (เช่น I am go)
ไม่ได้เด็ดขาดเลยครับ! นี่คือข้อห้ามที่ร้ายแรงมากในภาษาอังกฤษ กริยาแท้ช่อง 1 (V.1) ห้ามวางตามหลัง is, am, are, was, were เด็ดขาดครับ ต้องเปลี่ยนเป็น V.ing หรือ V.3 เท่านั้นครับ
4. คำว่า am not มีย่อเป็น ain’t ใช่ไหม ควรใช้หรือเปล่า
คำว่า ain’t (เอนท์) เป็นภาษาสแลง (Slang) ที่ใช้กันในภาษาพูดทั่วไปและเนื้อเพลงครับ แปลว่า isn’t, aren’t, am not ได้หมดเลย แต่ ห้ามนำมาใช้ในการเขียนเชิงวิชาการ การสอบ หรือการทำงานเด็ดขาด เพราะถือว่าผิดหลักไวยากรณ์มาตรฐานครับ
5. โครงสร้าง to be + to + V.1 หมายความว่าอย่างไร
โครงสร้างพิเศษนี้ (เช่น I am to go, He is to leave) ใช้ในภาษาทางการเพื่อบอกถึง “แผนการที่ถูกกำหนดไว้แล้ว” หรือ “หน้าที่ที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง” ครับ มีความหมายคล้ายกับคำว่า must หรือ have to แต่เป็นทางการมากกว่าครับ
มาตรวจสอบคำตอบ Mini Quiz กันเลยครับ ใครตอบถูกหมดแสดงว่าพื้นฐานเรื่องนี้แม่นยำมากครับ!
ข้อ 1 ตอบ C) are
เหตุผล: ประธานของประโยคคือ The students (นักเรียนหลายคน เติม s) เป็นพหูพจน์ และมีคำว่า right now (ตอนนี้) บอกว่าเป็นปัจจุบัน จึงต้องใช้ are เพื่อสร้างโครงสร้าง Present Continuous Tense ครับ
ข้อ 2 ตอบ C) was
เหตุผล: ประธานคือ My favorite book (หนังสือเล่มเดียว) เป็นเอกพจน์ มีคำบอกเวลา last year (ปีที่แล้ว) แสดงความเป็นอดีต โครงสร้างคือ Passive Voice อดีต จึงต้องใช้ was คู่กับ V.3 (written) ครับ
ข้อ 3 ตอบ B) is
เหตุผล: ข้อนี้คือจุดหลอก TOEIC ครับ! Everyone แม้จะแปลว่าทุกคน แต่มันเป็นสรรพนามที่ไม่เจาะจง (Indefinite Pronoun) ซึ่งถือเป็นประธาน “เอกพจน์” เสมอครับ ดังนั้นต้องตอบ is ครับ
ข้อ 4 ตอบ D) Were
เหตุผล: ประโยคคำถามนี้มีคำบอกเวลาคือ yesterday (เมื่อวาน) ระบุความเป็นอดีต และประธานคือ they (พวกเขา) เป็นพหูพจน์ ดังนั้นรูปอดีตของพหูพจน์ที่ใช้ตั้งคำถามคือ Were ครับ
ข้อ 5 ตอบ B) are
เหตุผล: ประธานหลักของประโยคนี้ไม่ใช่ restaurant นะครับ แต่คือ The walls (กำแพงหลายด้าน เติม s) ส่วน of the new restaurant เป็นแค่ส่วนขยาย เมื่อประธานเป็นพหูพจน์ในปัจจุบันกาล จึงต้องตอบ are ครับ

