สรุป Subject-Verb Agreement กฎไวยากรณ์ฉบับสมบูรณ์ พร้อมเทคนิคสอบ TOEIC

Subject-Verb Agreement Rules and Examples

เคยงงไหมครับว่าทำไมประธานบางตัวถึงต้องเติม s ที่กริยา แต่บางตัวกลับไม่ต้องเติมเลย ทั้งๆ ที่ความหมายก็เหมือนจะสื่อถึงคนหลายคนเหมือนกัน ในบทความนี้ อาจารย์ต้นอมร จะพาไปเจาะลึก Subject-Verb Agreement กฎเหล็กทางไวยากรณ์ที่จะช่วยให้คุณเขียนและพูดภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้องแม่นยำครับ

🎯 สรุปหัวใจสำคัญ: Subject-Verb Agreement

  • Subject-Verb Agreement คือกฎที่บังคับให้ประธาน (Subject) และคำกริยา (Verb) ในประโยคต้องสอดคล้องหรือไปในทิศทางเดียวกันเสมอ
  • หากประธานเป็นเอกพจน์ (คนเดียว สิ่งเดียว) คำกริยาใน Present Simple Tense จะต้องเติม s หรือ es เสมอ
  • หากประธานเป็นพหูพจน์ (หลายคน หลายสิ่ง) หรือเป็น I และ You คำกริยาจะอยู่ในรูปปกติโดยไม่ต้องเติมอะไรเลย
  • ข้อสอบมักจะหลอกด้วยการนำส่วนขยาย (Prepositional Phrase) มาคั่นกลางระหว่างประธานและกริยาเพื่อทำให้เราสับสน

ทำความรู้จัก Subject-Verb Agreement คืออะไร

ในการเรียนรู้ พื้นฐานภาษาอังกฤษ กฎที่ถือว่าเป็นเสาหลักและถูกนำมาใช้บ่อยที่สุดคือกฎความสอดคล้องระหว่างประธานและกริยาครับ หากเราเปรียบประโยคภาษาอังกฤษเป็นรถยนต์ ประธานก็เหมือนพวงมาลัย ส่วนคำกริยาก็เหมือนล้อรถ สองสิ่งนี้ต้องทำงานสัมพันธ์กัน รถถึงจะวิ่งไปข้างหน้าได้อย่างปลอดภัยและไม่สะดุดครับ

ปัญหาที่ผู้เรียนชาวไทยมักพบเจอคือการลืมกฎข้อนี้เมื่อต้องแต่งประโยคยาวๆ หรือเวลาที่ต้องพูดโต้ตอบอย่างรวดเร็ว เพราะเรามักจะไปโฟกัสที่คำศัพท์จนลืมดูว่าประธานมีจำนวนเท่าไหร่ การฝึกฝนเรื่องนี้จนเป็นนิสัยจะช่วยให้ภาษาอังกฤษของคุณดูเป็นธรรมชาติและเป็นมืออาชีพมากขึ้นในสายตาของเจ้าของภาษาครับ

ก่อนที่เราจะลงลึกถึงกฎเกณฑ์ต่างๆ อาจารย์อยากให้ทุกคนเข้าใจบริบทและตรรกะของภาษาอังกฤษในเรื่องนี้ก่อนครับ ว่าทำไมเขาถึงต้องให้ความสำคัญกับการเติม s หรือ es ที่คำกริยามากมายขนาดนั้น

ความสัมพันธ์ระหว่างประธานและกริยา

คำว่า Agreement ในภาษาอังกฤษแปลว่า “ความตกลง” หรือ “ความสอดคล้องกัน” ครับ เมื่อนำมารวมกับคำว่า Subject (ประธาน) และ Verb (กริยา) จึงหมายถึงกฎที่บังคับให้ทั้งสองส่วนนี้ต้องมี “พจน์” หรือจำนวนที่ตรงกัน หากประธานมาคนเดียว กริยาก็ต้องอยู่ในโหมดคนเดียว หากประธานมาเป็นกลุ่ม กริยาก็ต้องเปลี่ยนร่างให้อยู่ในโหมดกลุ่มครับ

ความสัมพันธ์นี้จะเห็นได้ชัดเจนที่สุดเมื่อเราใช้ประโยคในรูป Present Simple Tense (ปัจจุบันกาล) ครับ เพราะใน Tense อื่นๆ อย่างอดีต (Past Tense) หรืออนาคต (Future Tense) คำกริยามักจะมีหน้าตาเหมือนกันหมดไม่ว่าประธานจะเป็นใครก็ตาม นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมบทเรียนนี้จึงมักเน้นไปที่กริยารูปปัจจุบันเป็นหลักครับ

การวิเคราะห์ความสัมพันธ์นี้จึงเริ่มต้นที่การหาประธานที่แท้จริงของประโยคให้เจอเสียก่อน เพราะบ่อยครั้งประธานมักจะถูกซ่อนตัวอยู่หลังกลุ่มคำขยายยาวๆ หากเราจับประธานผิดตัว เราก็จะเลือกคำกริยาผิดตัวตามไปด้วยครับ

ความแตกต่างระหว่างภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

ทำไมคนไทยถึงทำข้อสอบเรื่องนี้พลาดบ่อย คำตอบง่ายมากครับ เพราะภาษาไทยของเราเป็นภาษาที่ไม่มีการผันคำกริยาตามประธาน ไม่ว่าประธานจะเป็นใคร คำกริยาในภาษาไทยจะยังคงหน้าตาเหมือนเดิมทุกประการครับ ลองสังเกตประโยคภาษาไทยที่เราใช้กันทุกวันดูนะครับ

เราพูดว่า “ฉันเดิน” “เขาเดิน” “พวกเราเดิน” คำว่า “เดิน” ไม่มีการเติมตัวอักษรใดๆ ทั้งสิ้น แต่ในภาษาอังกฤษ เราจะเขียนแบบนั้นไม่ได้ครับ หากประธานเปลี่ยนจาก I เป็น He คำกริยาก็ต้องเปลี่ยนจาก walk เป็น walks ทันที นี่คือสิ่งที่สมองคนไทยไม่คุ้นเคยครับ

ดังนั้น เวลาที่เราเรียนเรื่อง Subject-Verb Agreement เราต้องปรับวิธีคิดใหม่ ห้ามแปลตรงตัวจากภาษาไทยเป็นอันขาด แต่ให้สร้างกระบวนการตรวจสอบอัตโนมัติในหัวเสมอว่า “ใครเป็นคนทำ” และ “มีกี่คน” ก่อนที่จะเขียนคำกริยาลงไปครับ

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญในการสื่อสาร

บางคนอาจจะสงสัยว่า ถ้าเราลืมเติม s ที่คำกริยา ฝรั่งจะยังฟังเรารู้เรื่องไหม คำตอบคือเขายังคงฟังรู้เรื่องครับ เพราะความหมายหลักอยู่ที่คำศัพท์ แต่สิ่งที่หายไปคือความน่าเชื่อถือและความเป็นมืออาชีพครับ

ในการเขียนอีเมลธุรกิจ การนำเสนอผลงาน หรือแม้แต่การสอบเข้าทำงาน หากคุณพลาดกฎไวยากรณ์พื้นฐานข้อนี้ มันจะสะท้อนว่าคุณขาดความรอบคอบและอาจทำให้ผู้รับสารประเมินทักษะทางภาษาของคุณต่ำกว่าความเป็นจริงได้ครับ

นอกจากนี้ ในประโยคที่ซับซ้อนมากๆ การผันกริยาให้ถูกต้องยังเป็นตัวช่วยบอกใบ้ให้ผู้อ่านทราบว่า คำกริยาตัวนั้นกำลังขยายคำนามตัวไหนในประโยค ซึ่งช่วยลดความกำกวมในการตีความได้อย่างมหาศาลครับ

  • 📐 มิติด้านโครงสร้าง (Form): ประธานเอกพจน์ต้องตามด้วยกริยาที่เติม s/es ส่วนประธานพหูพจน์ต้องตามด้วยกริยารูปปกติที่ไม่ต้องเติมอะไรเลย
  • 🔍 มิติด้านความหมาย (Meaning): สื่อถึงความสอดคล้องกันระหว่างผู้กระทำและอาการที่กระทำ เพื่อระบุจำนวนที่ชัดเจนในบริบทของประโยค
  • 🗣️ มิติด้านการนำไปใช้ (Use): ใช้เพื่อสื่อสารและเขียนประโยคให้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์มาตรฐาน ป้องกันความสับสนในการทำงานหรือการสอบระดับสากล

กฎพื้นฐานของ Subject-Verb Agreement

เมื่อเราเข้าใจความสำคัญแล้ว ตอนนี้เราจะมาเรียนรู้กฎพื้นฐานกันครับ ซึ่งกฎเหล่านี้คือรากฐานของ ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ ทั้งหมด หากคุณแม่นกฎพื้นฐานนี้ การต่อยอดไปสู่ประโยคที่ซับซ้อนก็จะกลายเป็นเรื่องกล้วยๆ ครับ

กฎพื้นฐานถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝั่งหลักๆ คือฝั่งประธานที่เป็นเอกพจน์ และฝั่งประธานที่เป็นพหูพจน์ อาจารย์จะอธิบายทีละฝั่งอย่างละเอียด พร้อมตัวอย่างประโยคเพื่อให้ทุกคนเห็นภาพการใช้งานจริงครับ

เทคนิคการจำง่ายๆ ที่อาจารย์มักจะบอกเสมอคือ “ประธานคนเดียวเหงา กริยาเลยต้องเติม s มาเป็นเพื่อน ส่วนประธานมาหลายคนไม่เหงา กริยาเลยไม่ต้องเติม s” ลองนำทริคนี้ไปท่องจำดูนะครับ

ประธานเอกพจน์ (Singular Subject) และการเติม s/es

ประธานเอกพจน์หมายถึง คน สัตว์ สิ่งของ หรือสถานที่ที่มีเพียง “หนึ่งเดียว” ครับ ได้แก่ He, She, It, A cat, The man, John เป็นต้น เมื่อประธานกลุ่มนี้เป็นผู้กระทำ คำกริยาที่ตามมาในประโยคปัจจุบันกาลจะต้องเติม s หรือ es เสมอครับ

กฎการเติม es จะใช้เมื่อคำกริยานั้นลงท้ายด้วย s, ss, sh, ch, x, หรือ o ครับ เช่น go กลายเป็น goes, watch กลายเป็น watches ส่วนคำกริยาที่ลงท้ายด้วย y และหน้า y เป็นพยัญชนะ ให้เปลี่ยน y เป็น i แล้วเติม es ครับ เช่น study กลายเป็น studies

การออกเสียงคำกริยาที่เติม s หรือ es ก็สำคัญเช่นกันครับ ซึ่งการออกเสียงจะแตกต่างกันไปตามพยัญชนะท้ายของคำกริยาตัวนั้น การฟังและการพูดบ่อยๆ จะช่วยให้เราออกเสียงได้อย่างเป็นธรรมชาติครับ

He walks to school every day. (ฮี วอล์คส ทู สคูล เอฟวรี เดย์.) เขาเดินไปโรงเรียนทุกวัน

She watches television in the evening. (ชี วอทเชส เทเลวิชัน อิน ดิ อีฟนิง.) เธอดูโทรทัศน์ในตอนเย็น

A dog barks loudly at night. (อะ ด็อก บาร์คส เลาด์ลี แอท ไนท์.) สุนัขเห่าเสียงดังในตอนกลางคืน

It rains heavily in July. (อิท เรนส เฮฟวิลี อิน จูลาย.) ฝนตกหนักในเดือนกรกฎาคม

ประธานพหูพจน์ (Plural Subject) และการใช้กริยาไม่ผัน

ประธานพหูพจน์หมายถึงสิ่งที่มีจำนวนตั้งแต่ “สองสิ่งขึ้นไป” ครับ ได้แก่ We, They, Dogs, Men, The students รวมถึงกลุ่มคำที่เชื่อมด้วย “and” (เช่น John and Mary) เมื่อประธานกลุ่มนี้เป็นผู้กระทำ คำกริยาจะยังคงอยู่ในรูปดั้งเดิม (Base Form) โดยไม่ต้องเติมอะไรเลยครับ

ข้อยกเว้นที่สำคัญมากคือคำสรรพนาม I (ฉัน) และ You (คุณ) ครับ แม้ว่า I จะหมายถึงคนเดียว และ You อาจจะหมายถึงคนเดียว แต่ในไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ เราจัดให้สองคำนี้ใช้กฎเดียวกับประธานพหูพจน์ครับ นั่นคือกริยาไม่ต้องเติม s เสมอ

นี่คือจุดที่นักเรียนหลายคนมักจะเผลอผิดครับ เพราะจำว่า I คือเอกพจน์ จึงไปเติม s ให้คำกริยา ขอให้จดจำข้อยกเว้นข้อนี้ไว้ให้ดีนะครับ

They walk to school every day. (เดย์ วอล์ค ทู สคูล เอฟวรี เดย์.) พวกเขาเดินไปโรงเรียนทุกวัน

Dogs bark loudly at night. (ด็อกส บาร์ค เลาด์ลี แอท ไนท์.) สุนัขหลายตัวเห่าเสียงดังในตอนกลางคืน

I am a student. (ไอ แอม อะ สติวเดนท์.) ฉันเป็นนักเรียน

John and Mary go to the cinema on weekends. (จอห์น แอนด์ แมรี โก ทู เดอะ ซิเนมา ออน วีคเอนด์ส.) จอห์นและแมรี่ไปโรงภาพยนตร์ในวันหยุดสุดสัปดาห์

การใช้ Verb to be และ Verb to have

กริยาช่วยอย่าง Verb to be (is, am, are) และ Verb to have (has, have) เป็นกลุ่มกริยาที่ผันรูปอย่างชัดเจนตามประธานครับ เราไม่สามารถใช้กฎการเติม s แบบปกติกับคำเหล่านี้ได้ แต่เราต้องจดจำรูปแบบของมันให้แม่นยำ

สำหรับ Verb to be: ประธานเอกพจน์ใช้ is, ประธานพหูพจน์ใช้ are, และข้อยกเว้นคือ I ต้องใช้ am เสมอครับ ส่วนในรูปอดีต เอกพจน์และ I จะใช้ was ส่วนพหูพจน์และ You จะใช้ were ครับ

สำหรับ Verb to have: ประธานเอกพจน์ใช้ has ส่วนประธานพหูพจน์ (รวมถึง I และ You) ใช้ have ครับ คำกริยากลุ่มนี้มีความสำคัญมากเพราะมักจะไปโผล่ในโครงสร้าง Tense ที่ซับซ้อนอย่าง Perfect Tense และ Continuous Tense ด้วยครับ

She is a doctor. (ชี อิส อะ ด็อกเตอร์.) เธอเป็นหมอ

We are good friends. (วี อาร์ กูด เฟรนด์ส.) พวกเราเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน

The manager has a meeting today. (เดอะ เมเนเจอร์ แฮส อะ มีทติง ทูเดย์.) ผู้จัดการมีการประชุมวันนี้

The employees have a meeting today. (ดิ เอมพลอยอีส แฮฟ อะ มีทติง ทูเดย์.) พนักงานมีการประชุมวันนี้

✨ มุมมองจากอาจารย์ต้นอมร:

จากประสบการณ์ที่อาจารย์รับหน้าที่ Corporate Training ให้กับหลายบริษัท พนักงานมักจะสับสนเวลาใช้คำนามนับไม่ได้ (Uncountable Nouns) เช่น Information, Equipment, หรือ Furniture ครับ คำเหล่านี้ถือเป็นประธานเอกพจน์เสมอ ห้ามเติม s ที่ตัวนามเด็ดขาด และคำกริยาที่ตามมาก็ต้องเป็นรูปเอกพจน์ (เช่น is, has, หรือเติม s) เสมอครับ

กฎพิเศษของ Subject-Verb Agreement ที่ต้องระวัง

หลังจากที่เราแม่นกฎพื้นฐานแล้ว เราจะขยับมาดูกฎที่ซับซ้อนขึ้นอีกนิดครับ ในภาษาอังกฤษไม่ได้มีแค่ประธานตัวเดียวโดดๆ เสมอไป บางครั้งเราต้องนำคำนามหลายๆ คำมาเชื่อมกัน หรือใช้คำสรรพนามที่ไม่ได้ระบุจำนวนชัดเจน

กฎพิเศษเหล่านี้แหละครับที่เป็นตัวคัดกรองว่าใคร โครงสร้างประโยค แม่นกว่ากัน เพราะข้อสอบมักจะดึงเอากฎข้อยกเว้นเหล่านี้มาตั้งเป็นโจทย์เพื่อดักจับข้อผิดพลาดของผู้เข้าสอบ

อาจารย์ได้ทำการสรุปกฎพิเศษที่ออกสอบบ่อยที่สุดและใช้จริงในชีวิตประจำวันบ่อยที่สุดมาให้ 3 หัวข้อหลักครับ ลองศึกษาและวิเคราะห์ตัวอย่างประโยคไปพร้อมๆ กันนะครับ

คำนามที่เชื่อมด้วย and, or, nor

การเชื่อมคำนามด้วยคำสันธาน (Conjunctions) จะส่งผลต่อจำนวนของประธานทันทีครับ กฎข้อแรก: เมื่อคำนามสองคำเชื่อมด้วย “and” (และ) ประธานนั้นจะกลายเป็นพหูพจน์ทันที และต้องใช้กริยาพหูพจน์ (เช่น John and Mary are…)

แต่มีข้อยกเว้นเล็กน้อยครับ หากคำนามสองคำนั้นเชื่อมด้วย and แต่ถือว่าเป็นสิ่งเดียวกัน หรือเป็นอาหารจานเดียวกัน จะถือว่าเป็นเอกพจน์ครับ เช่น Bread and butter is my daily breakfast. (ขนมปังและเนยคืออาหารเช้าประจำวันของฉัน – ถือเป็นอาหาร 1 ชุด)

กฎข้อที่สอง: เมื่อเชื่อมประธานด้วย or, either…or, neither…nor, หรือ not only…but also กฎเหล็กคือ ให้ผันคำกริยาตามประธานตัวที่อยู่ใกล้กริยาที่สุดครับ หากประธานตัวหลังเป็นเอกพจน์ กริยาก็ต้องเป็นเอกพจน์ หากประธานตัวหลังเป็นพหูพจน์ กริยาก็ต้องเป็นพหูพจน์ครับ

Either the teacher or the students are in the classroom. (อีเธอร์ เดอะ ทีชเชอร์ ออร์ เดอะ สติวเดนท์ส อาร์ อิน เดอะ คลาสรูม.) ไม่ครูก็นักเรียนอยู่ในห้องเรียน (กริยา are ตาม students)

Neither the students nor the teacher is in the classroom. (นีเธอร์ เดอะ สติวเดนท์ส นอร์ เดอะ ทีชเชอร์ อิส อิน เดอะ คลาสรูม.) ทั้งนักเรียนและครูไม่ได้อยู่ในห้องเรียน (กริยา is ตาม teacher)

Not only my brother but also my parents are coming. (นอท โอนลี มาย บราเธอร์ บัท ออลโซ มาย พาเรนทส อาร์ คัมมิง.) ไม่เพียงแต่พี่ชายของฉัน แต่พ่อแม่ของฉันก็กำลังมาด้วย

Time and tide wait for no man. (ไทม์ แอนด์ ไทด์ เวท ฟอร์ โน แมน.) เวลาและวารีไม่เคยคอยใคร

คำสรรพนามไม่เจาะจง (Indefinite Pronouns)

กลุ่มคำสรรพนามไม่เจาะจง หรือ Indefinite Pronouns คือคำที่ไม่ได้ระบุว่าใครหรือสิ่งไหนอย่างชัดเจนครับ กลุ่มคำที่พบบ่อยและสร้างความสับสนมากที่สุดคือกลุ่มคำที่ขึ้นต้นด้วย Every-, Some-, Any-, และ No- (เช่น everyone, somebody, anything, nothing)

กฎเหล็กที่ต้องจำให้ขึ้นใจเลยคือ คำเหล่านี้ถือเป็น “เอกพจน์” เสมอ ครับ ไม่ว่าความหมายของคำว่า Everyone จะดูเหมือนว่ามีคนหลายคนก็ตาม แต่ในทางไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ เรามองว่ามันเป็นกลุ่มก้อนเดียว ดังนั้นกริยาที่ตามมาจะต้องเป็นกริยาเอกพจน์เสมอครับ

ลองศึกษาตารางด้านล่างนี้เพื่อดูว่ามีคำสรรพนามตัวใดบ้างที่ตกอยู่ในกฎข้อนี้ครับ การท่อง รวมคำศัพท์ภาษาอังกฤษ กลุ่มนี้ไว้จะช่วยประหยัดเวลาในห้องสอบได้มากครับ

กลุ่มสรรพนาม (ถือเป็นเอกพจน์เสมอ) คำแปลภาษาไทย
Everyone / Everybody / Everything ทุกคน / ทุกสิ่งทุกอย่าง
Someone / Somebody / Something บางคน / บางสิ่งบางอย่าง
Anyone / Anybody / Anything ใครก็ตาม / สิ่งใดก็ตาม
No one / Nobody / Nothing ไม่มีใคร / ไม่มีสิ่งใด

Everyone wants to be successful. (เอฟวรีวัน วอนท์ส ทู บี ซัคเซสฟูล.) ทุกคนต้องการที่จะประสบความสำเร็จ

Someone is knocking at the door. (ซัมวัน อิส นอคคิง แอท เดอะ ดอร์.) มีใครบางคนกำลังเคาะประตู

Nothing is impossible. (นอธิง อิส อิมพอสซิเบิล.) ไม่มีสิ่งใดที่เป็นไปไม่ได้

Everybody has a chance to win. (เอฟวรีบอดี แฮส อะ ชานซ ทู วิน.) ทุกคนมีโอกาสที่จะชนะ

คำนามกลุ่ม (Collective Nouns) และชื่อเฉพาะ

Collective Nouns คือคำนามที่หมายถึง “กลุ่ม” ของคน สัตว์ หรือสิ่งของครับ เช่น team (ทีม), family (ครอบครัว), committee (คณะกรรมการ), staff (พนักงาน) ความพิเศษของคำกลุ่มนี้คือ มันสามารถเป็นได้ทั้งเอกพจน์และพหูพจน์ ขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้พูดครับ

หากเรามองกลุ่มนั้นว่าเป็น “หน่วยเดียวกัน” ที่ทำกิจกรรมพร้อมกันอย่างเป็นเอกฉันท์ เราจะใช้กริยาเอกพจน์ครับ แต่ถ้าเราต้องการเน้นไปที่ “สมาชิกแต่ละคน” ภายในกลุ่มที่มีความเห็นหรือการกระทำที่แตกต่างกัน เราจะใช้กริยาพหูพจน์ครับ (หมายเหตุ: ในภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน มักนิยมใช้รูปเอกพจน์กับนามกลุ่มเสมอครับ)

ส่วนชื่อเฉพาะที่ลงท้ายด้วย s เช่น วิชาต่างๆ (Mathematics, Physics) โรคต่างๆ (Measles, Mumps) หรือชื่อประเทศ (The United States, The Philippines) แม้จะเติม s แต่ก็ถือเป็นเอกพจน์เสมอนะครับ เพราะมันคือชื่อของสิ่งเดียว

The team is playing well today. (เดอะ ทีม อิส เพลย์อิง เวล ทูเดย์.) ทีมกำลังเล่นได้ดีในวันนี้ (มองเป็นทีมเดียว)

The committee have agreed on the new policy. (เดอะ คอมมิตตี แฮฟ อะกรีด ออน เดอะ นิว โพลิซี.) คณะกรรมการมีความเห็นตรงกันในนโยบายใหม่ (เน้นสมาชิกแต่ละคน)

Mathematics is my favorite subject. (แมธธีแมททิคส อิส มาย เฟฟเวอริท ซับเจกท์.) คณิตศาสตร์คือวิชาที่ฉันชื่นชอบ

The United States is a large country. (ดิ ยูไนเต็ด สเตทส อิส อะ ลาร์จ คันทรี.) สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่กว้างใหญ่

โครงสร้างประโยคซับซ้อนใน Subject-Verb Agreement

ในโลกความเป็นจริง โดยเฉพาะในโลกของการทำงานและการสอบ ประโยคที่เราเจอมักจะไม่ได้มาแบบสั้นๆ ประธานติดกริยาทันทีครับ แต่มันมักจะมีส่วนขยายยาวเหยียดมาแทรกกลาง หรือมีการสลับตำแหน่งโครงสร้างประโยคเพื่อเน้นย้ำความสำคัญ

การวิเคราะห์ Subject-Verb Agreement ในประโยคซับซ้อนเหล่านี้ ต้องอาศัยสายตาที่เฉียบคมในการตัดส่วนขยายทิ้ง และพุ่งเป้าไปหาประธานตัวจริงให้เจอครับ หากคุณสามารถทำกระบวนการนี้ได้ในห้องสอบ คุณจะประหยัดเวลาไปได้มหาศาลเลยทีเดียว

ในหัวข้อนี้ อาจารย์จะมาแฉเทคนิคที่ช่วยให้คุณไม่หลงกลโครงสร้างประโยคซับซ้อนเหล่านี้ครับ เรามาดูรูปแบบที่พบบ่อยกันเลย

ส่วนขยายประธาน (Prepositional Phrases)

นี่คือหลุมพรางที่คลาสสิกที่สุดในข้อสอบครับ กฎคือ “กริยาจะต้องสอดคล้องกับประธานหลักเสมอ ไม่ใช่สอดคล้องกับคำนามที่อยู่ในส่วนขยาย” ส่วนขยายประธานมักจะขึ้นต้นด้วยคำบุพบท (Prepositions) เช่น in, on, at, of, with, along with, together with, as well as

เมื่อคุณเจอคำบุพบทเหล่านี้แทรกอยู่หลังประธาน ให้เอามือปิดส่วนขยายนั้นทิ้งไปเลยครับ (ตัดตั้งแต่คำบุพบทไปจนจบกลุ่มคำ) แล้วค่อยจับคู่ประธานตัวหน้าสุดกับคำกริยาครับ

เช่น The book on the table… หลายคนเห็น table เป็นเอกพจน์ก็ดีใจ แต่จริงๆ แล้วประธานคือ The book ครับ ส่วน on the table เป็นแค่ส่วนขยายที่บอกตำแหน่ง

The book on the table is mine. (เดอะ บุ๊ค ออน เดอะ เทเบิล อิส ไมน.) หนังสือที่อยู่บนโต๊ะเป็นของฉัน

The dogs in the park are running fast. (เดอะ ด็อกส อิน เดอะ พาร์ค อาร์ รันนิง ฟาสท์.) สุนัขหลายตัวในสวนสาธารณะกำลังวิ่งอย่างรวดเร็ว

The manager, along with his assistants, is attending the meeting. (เดอะ เมเนเจอร์, อะลอง วิธ ฮิส แอสซิสแทนทส, อิส แอทเทนดิง เดอะ มีทติง.) ผู้จัดการพร้อมด้วยผู้ช่วยของเขากำลังเข้าร่วมการประชุม (กริยา is ตามประธาน The manager)

My sister, as well as her friends, likes to sing. (มาย ซิสเตอร์, แอส เวล แอส เฮอร์ เฟรนด์ส, ไลค์ส ทู ซิง.) น้องสาวของฉันรวมถึงเพื่อนๆ ของเธอชอบร้องเพลง (กริยา likes ตามประธาน My sister)

ประโยคที่ขึ้นต้นด้วย There และ Here

ปกติแล้วประธานจะอยู่หน้าประโยคเสมอใช่ไหมครับ แต่สำหรับประโยคที่ขึ้นต้นด้วย There (มี) และ Here (นี่ไง) กฎจะกลับตาลปัตรครับ คำว่า There และ Here ไม่ใช่ประธานของประโยค แต่มันเป็นเพียงคำนำร่องเท่านั้น

ประธานที่แท้จริงของประโยคประเภทนี้ จะไปแอบอยู่ ด้านหลังคำกริยา เสมอครับ ดังนั้น การเลือกใช้ is หรือ are จึงขึ้นอยู่กับคำนามที่ตามมาข้างหลังครับ หากคำนามข้างหลังเป็นเอกพจน์ ก็ใช้ There is หากเป็นพหูพจน์ ก็ใช้ There are ครับ

เวลาเจอประโยคแบบนี้ ให้กวาดสายตาไปด้านหลังคำกริยาเสมอก่อนที่จะตัดสินใจเลือกคำตอบนะครับ

There is a pen on the desk. (แดร์ อิส อะ เพน ออน เดอะ เดสก์.) มีปากกาหนึ่งด้ามอยู่บนโต๊ะทำงาน

There are many people in the room. (แดร์ อาร์ เมนี พีเพิล อิน เดอะ รูม.) มีคนจำนวนมากอยู่ในห้อง

Here is the report you asked for. (เฮียร์ อิส เดอะ รีพอร์ต ยู อาสคด ฟอร์.) นี่คือรายงานที่คุณขอ

Here are your keys. (เฮียร์ อาร์ ยัวร์ คีย์ส.) นี่คือกุญแจของคุณ

การใช้ A number of และ The number of

นี่คือคู่ปรับตลอดกาลที่ออกข้อสอบทุกปีครับ โครงสร้างสองตัวนี้มีหน้าตาคล้ายกันมาก แต่ความหมายและกฎไวยากรณ์กลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง อาจารย์ขอให้ทุกคนจดจำกฎข้อนี้ให้ขึ้นใจเลยครับ

A number of แปลว่า “จำนวนมาก” (มีความหมายเท่ากับ a lot of) โครงสร้างนี้ต้องตามด้วยคำนามพหูพจน์ และ กริยาก็ต้องเป็นรูปพหูพจน์ เสมอครับ

ในขณะที่ The number of แปลว่า “จำนวนหรือตัวเลขของ…” โครงสร้างนี้ก็ต้องตามด้วยคำนามพหูพจน์เช่นกัน แต่ กริยาที่ใช้จะต้องเป็นรูปเอกพจน์ เสมอครับ เพราะเรากำลังโฟกัสไปที่ “ตัวเลข” เพียงตัวเลขเดียว ไม่ได้โฟกัสที่ปริมาณคน

โครงสร้าง ความหมาย การใช้คำกริยา
A number of + N.พหูพจน์ จำนวนมาก (หลายๆ สิ่ง) กริยาพหูพจน์ (V.รูปปกติ / are / have)
The number of + N.พหูพจน์ ตัวเลขจำนวนของ… (1 ยอด) กริยาเอกพจน์ (V.เติม s / is / has)

A number of students are waiting outside. (อะ นัมเบอร์ ออฟ สติวเดนท์ส อาร์ เวททิง เอาท์ไซด์.) นักเรียนจำนวนมากกำลังรออยู่ข้างนอก

The number of students in the class is twenty. (เดอะ นัมเบอร์ ออฟ สติวเดนท์ส อิน เดอะ คลาส อิส ทเวนที.) จำนวนของนักเรียนในชั้นเรียนคือยี่สิบคน

A number of computers are broken. (อะ นัมเบอร์ ออฟ คอมพิวเตอร์ส อาร์ โบรเคน.) คอมพิวเตอร์จำนวนมากพังแล้ว

The number of complaints has decreased. (เดอะ นัมเบอร์ ออฟ คอมเพลนทส แฮส ดีครีสด.) ตัวเลขของข้อร้องเรียนได้ลดลงแล้ว

เทคนิคการทำข้อสอบ TOEIC เรื่อง Subject-Verb Agreement

สำหรับนักศึกษาหรือคนทำงานที่กำลังมุ่งมั่นอ่านหนังสือ สอบ TOEIC เรื่อง Subject-Verb Agreement ถือเป็นหัวข้อที่โผล่มาแจกคะแนน (หรือตัดคะแนน) ในพาร์ทที่ 5 (Incomplete Sentences) บ่อยที่สุดเลยครับ

ข้อสอบไม่ได้วัดแค่ว่าคุณรู้กฎการเติม s หรือไม่ แต่ข้อสอบมักจะวัดว่าคุณ “หาประธานเจอหรือเปล่า” ท่ามกลางดงคำศัพท์ที่ซับซ้อน อาจารย์มีเทคนิค 3 ขั้นตอนในการทำข้อสอบเรื่องนี้ให้ถูกต้องและรวดเร็วที่สุดมาฝากกันครับ

หากคุณฝึกทำตามขั้นตอนนี้บ่อยๆ เวลาเจอข้อสอบจริง สมองของคุณจะทำงานเป็นระบบและสามารถสแกนหาคำตอบได้ภายในเวลาไม่กี่วินาทีครับ

การสแกนหาประธานที่แท้จริง

เทคนิคแรกคือการใช้สายตาสแกนหาโครงสร้างประโยคครับ เมื่อคุณเจอช่องว่างที่ต้องการให้เติมคำกริยา สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ห้ามมองคำนามที่อยู่ติดกับช่องว่างทันที เพราะร้อยทั้งร้อยนั่นคือคำหลอกครับ

ให้คุณกวาดสายตาย้อนกลับไปตั้งแต่ต้นประโยค แล้วมองหาคำบุพบท (in, on, of, with) เมื่อเจอแล้ว ให้ใช้นิ้วปิดหรือขีดฆ่าส่วนที่อยู่หลังคำบุพบททิ้งไปจนถึงหน้าช่องว่าง ประธานที่แท้จริงจะโดดเด่นขึ้นมาทันทีครับ

ตัวอย่างข้อสอบ: The quality of the products ________ excellent. (คุณภาพของสินค้ายอดเยี่ยม) ถ้าคุณมองแค่ products คุณอาจจะตอบ are ซึ่งผิดครับ ประธานตัวจริงคือ The quality ซึ่งเป็นเอกพจน์ ต้องตอบ is ครับ

จุดหลอก (Traps) ที่พบบ่อยในข้อสอบ

กรรมการออกข้อสอบมักจะชอบใช้คำนามที่ลงท้ายด้วย s แต่ดันเป็นเอกพจน์มาหลอกเราครับ เช่น คำว่า news (ข่าว), series (ซีรีส์), species (สายพันธุ์), means (วิธีการ) คำเหล่านี้แม้จะลงท้ายด้วย s แต่เป็นรูปเอกพจน์เสมอ ต้องใช้กริยาเอกพจน์ครับ

อีกจุดหลอกหนึ่งคือกลุ่มคำนามนับไม่ได้ (Uncountable Nouns) ที่คนไทยมักเข้าใจผิดว่าเป็นพหูพจน์ เช่น information (ข้อมูล), equipment (อุปกรณ์), machinery (เครื่องจักร), furniture (เฟอร์นิเจอร์) คำพวกนี้ห้ามเติม s และต้องใช้กริยาเอกพจน์เสมอเช่นกันครับ

การหมั่นทบทวนกลุ่มคำเหล่านี้จะช่วยให้คุณรอดพ้นจากกับดักของข้อสอบได้อย่างสวยงามครับ

The new equipment is very expensive. (เดอะ นิว อีควิปเมนท์ อิส เวรี เอกซ์เพนซิฟ.) อุปกรณ์ชิ้นใหม่มีราคาแพงมาก

Information is power. (อินฟอร์เมชัน อิส พาวเวอร์.) ข้อมูลคืออำนาจ

การตัดช้อยส์ด้วยเรื่อง Tense และพจน์

เมื่อเราได้ประธานที่แท้จริงแล้ว ขั้นตอนสุดท้ายคือการวิเคราะห์ตัวเลือกครับ ในตัวเลือกทั้ง 4 ข้อ มักจะมีทั้งกริยาเอกพจน์ พหูพจน์ อดีต และปัจจุบัน ปะปนกันอยู่

หากประธานของคุณเป็นเอกพจน์ ให้คุณตัดตัวเลือกที่เป็นพหูพจน์ทิ้งทั้งหมด (เช่น ตัด are, have, กริยาไม่เติม s ทิ้งไปเลย) จากนั้นค่อยมาพิจารณา Tense จากคำบอกเวลาในประโยคครับ เช่น ถ้ามีคำว่า yesterday ก็ต้องเลือกตัวเลือกที่เป็นอดีต (V.2 หรือ was)

การใช้เทคนิคตัดช้อยส์ (Elimination) แบบนี้ จะช่วยลดอัตราการเดาพลาด และเพิ่มความมั่นใจในการกาคำตอบได้อย่างมากครับ

สรุปประเด็นสำคัญ Key Takeaways

  • Basic Rule = ประธานเอกพจน์ กริยาเติม s/es | ประธานพหูพจน์ กริยาไม่เติมอะไรเลย
  • Prepositional Phrases = ระวังส่วนขยายที่มาคั่นกลาง ให้ยึดประธานตัวหน้าสุดเสมอ
  • Or / Nor = เมื่อใช้ either…or หรือ neither…nor ให้ผันกริยาตามประธานตัวที่อยู่ใกล้กริยาที่สุด
  • Indefinite Pronouns = กลุ่ม Every-, Some-, Any-, No- ถือเป็นประธานเอกพจน์เสมอ
  • ⚠️ A number vs The number = A number of ใช้กริยาพหูพจน์ | The number of ใช้กริยาเอกพจน์

Mini Quiz ทดสอบความเข้าใจ

1. The list of items that need to be purchased ________ on the desk.
A) are
B) is
C) were

2. Neither the manager nor the employees ________ aware of the new policy.
A) is
B) was
C) are

👉 ดูเฉลยพร้อมคำอธิบายได้ที่ท้ายบทความหลังส่วนคำถามที่พบบ่อย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. ทำไม I และ You ถึงถือเป็นข้อยกเว้นและใช้กริยาแบบพหูพจน์?

มันเป็นวิวัฒนาการของภาษาอังกฤษที่สืบทอดกันมาครับ ไวยากรณ์ดั้งเดิมกำหนดให้บุรุษที่ 1 (I) และบุรุษที่ 2 (You) ใช้รูปกริยาที่ไม่ต้องเติม s/es เพื่อแยกความแตกต่างจากการกล่าวถึงบุคคลที่สาม (He, She, It) เราจึงต้องจำกฎข้อนี้เป็นข้อยกเว้นพิเศษครับ

2. จำนวนเงินและระยะทาง ถือเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์?

เมื่อพูดถึง “จำนวนเงินรวม” “ระยะทางรวม” หรือ “ช่วงเวลา” เรามักจะถือว่ามันเป็นก้อนเดียวกัน (หน่วยเดียว) จึงใช้กริยาเป็นเอกพจน์ครับ เช่น Ten dollars is too much for this coffee. (สิบดอลลาร์แพงไปสำหรับกาแฟแก้วนี้) หรือ Five miles is a long walk. (ห้าไมล์เป็นการเดินที่ไกลมาก)

3. หากเจอวลี as well as เชื่อมระหว่างประธานสองตัว ต้องผันกริยาตามตัวไหน?

กฎของการใช้วลีเชื่อมอย่าง as well as, together with, หรือ along with คือ ให้ยึด “ประธานตัวแรก” (หน้าสุด) เป็นหลักเสมอครับ เพราะวลีเหล่านี้ถือเป็นเพียงส่วนขยาย ไม่ได้ทำให้ประธานกลายเป็นพหูพจน์เหมือนคำว่า and ครับ

4. คำว่า Police และ People เป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์?

คำว่า Police (ตำรวจ) และ People (ผู้คน) ถือเป็นคำนามพหูพจน์เสมอในไวยากรณ์ภาษาอังกฤษครับ แม้จะไม่ได้เติม s ก็ตาม ดังนั้นเราต้องใช้กริยาพหูพจน์เสมอ เช่น The police are coming. หรือ People want to know the truth. ครับ

5. วิชาลงท้ายด้วย s อย่าง Physics ต้องเติม s ที่กริยาไหม?

ไม่ต้องเติม s ที่กริยาเพิ่มเติมครับ แต่เราต้องเข้าใจว่าคำพวกนี้ (Physics, Mathematics, Economics) เป็นคำนามเอกพจน์ ดังนั้นเราจะต้องใช้กริยาเอกพจน์ (เช่น is, has หรือกริยาเติม s) ให้สอดคล้องกันครับ เช่น Physics is difficult. ไม่ใช่ are ครับ

✅ เฉลยและบทวิเคราะห์จากอาจารย์ต้นอมร:

ข้อ 1 ตอบ B) is
วิเคราะห์: ข้อนี้ทดสอบเรื่องส่วนขยายประธานครับ ประธานที่แท้จริงคือคำว่า The list (รายการ) ซึ่งเป็นเอกพจน์ ส่วน of items that need to be purchased เป็นเพียงส่วนขยายทั้งหมดที่มาหลอกให้เราเห็นคำว่า items ดังนั้นเมื่อ The list เป็นเอกพจน์ กริยาจึงต้องใช้ is ครับ

ข้อ 2 ตอบ C) are
วิเคราะห์: ข้อนี้ทดสอบกฎการใช้ Neither…nor… ครับ กฎบอกว่าให้ผันคำกริยาตามประธานตัวที่อยู่ “ใกล้กริยาที่สุด” ในที่นี้คือคำว่า the employees ซึ่งเป็นพหูพจน์ (เติม s) ดังนั้นคำกริยาที่ต้องใช้คู่กันก็คือกริยาพหูพจน์ ซึ่งก็คือคำว่า are ครับ

🌐 บทความ:ดูบทเรียนทั้งหมดที่ เรียนภาษาอังกฤษฟรี โดย อ.ต้นอมร
📺 วิดีโอ:ฟรี! รวมคอร์สวิดีโอ เรียนภาษาอังกฤษ กับ อาจารย์ต้นอมร
อาจารย์ต้นอมร
รู้จักกับผู้เขียน (About the Author)

อาจารย์อมร เชิงรุ่งโรจน์ (อ.ต้นอมร)
PhD Student (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน) อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษและ Digital Marketing มุ่งเน้นการถ่ายทอดความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้เรียน โดยบูรณาการความรู้ด้าน ภาษาอังกฤษ, AI และความเป็นผู้ประกอบการ เข้าด้วยกันอย่างลงตัว

อาจารย์ต้นอมร
รู้จักกับผู้เขียน (About the Author)

อาจารย์อมร เชิงรุ่งโรจน์ (อ.ต้นอมร)
PhD Student (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน) อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษและ Digital Marketing มุ่งเน้นการถ่ายทอดความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้เรียน โดยบูรณาการความรู้ด้าน ภาษาอังกฤษ, AI และความเป็นผู้ประกอบการ เข้าด้วยกันอย่างลงตัว